ตุรกีประสบความสำเร็จสามารถเปิดกระบวนการเจรจาเข้าเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปได้ทันตามกำหนด 3 ต.ค. นี้ในที่สุด แต่หนทางข้างหน้ายังอีกยาวไกล

ภายหลังจากที่ประชุม EU ในลักเซมเบิร์ก สามารถหาข้อยุติได้ในที่สุดเกี่ยวกับโครงสร้างการเจรจาการเข้าเป็นสมาชิก EU ของตุรกีได้ภายหลังการเจรจากว่า 24 ชั่วโมง โดยออสเตรียได้ถอนความต้องการให้บรรจุข้อความ “privileged partnership” เป็นทางเลือกหนึ่งของผลการเจรจาของตุรกี โดยตุรกียอมรับเงื่อนไขการเจรจา และรมว.กต.ตุรกี นาย Abdullah Gűl ได้เดินทางไปร่วมพิธีเปิดการเจรจาในลักเซมเบิร์กได้ทันในคืนวันที่ 3 ตุลาคมที่ผ่านมา และออสเตรียประสบความสำเร็จในการเรียกร้องให้มีการเปิดการเจรจาการเข้าเป็นสมาชิกของโครเอเชีย แม้ว่าสหราชอาณาจักรได้ยืนยันปฏิเสธว่าไม่ได้มีการแลกเปลี่ยนความต้องการกันระหว่างกรณีตุรกี กับโครเอเชียเพื่อให้ออสเตรียเปลี่ยนท่าที ก็ตาม

แหล่งข่าวเปิดเผยเพิ่มเติมว่าได้มีความพยายามจาก รมว.กต. สหรัฐฯ นาง Condoleezza Rice ที่ได้โทรศัพท์คุยกับนรม.ตุรกี นาย Recep Tayyip Erdoğan เพื่อยืนยันว่าโครงสร้างการเจรจา EU จะไม่มีความเกี่ยวพันกับ NATO อนึ่ง กรีกและกรีก-ไซปรัสได้พยายามผลักดันในร่างการเจรจาให้ระบุไม่ให้ตุรกีขัดขวางรัฐสมาชิก EU ในการเข้าเป็นสมาชิกองค์การระหว่างประเทศ อันเป็นผลสืบเนื่องจากการที่ตุรกีเคยขัดขวางกรีก-ไซปรัสใน NATO

นักวิเคราะห์บางกลุ่มได้มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่าพัฒนาการดังกล่าวเป็นผลพวงทางการทูตและการเมืองมากกว่าการรับฟังความรู้สึกที่แท้จริงและการมีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินใจต่างๆ ใน EU ของชาวยุโรป ซึ่งเป็นลักษณะความผิดพลาดที่ได้เคยส่งผลเสียให้เห็นในที่สุดมาแล้วจากความล้มเหลวของ referendum ในฝรั่งเศส และเนเธอร์แลนด์ก่อนหน้านี้

อย่างไรก็ดี สหราชอาณาจักรในฐานะประธานที่สนับสนุนตุรกีอย่างเต็มที่ได้ชูประเด็นผลประโยชน์ของการเชื่อมโยงยุโรปกับพันธมิตรยุทธศาสตร์มุสลิมตุรกีในการป้องกันการก่อการร้ายและดูแลความปลอดภัยในบริเวณรั้วขอบชายแดนยุโรป การที่ตุรกีมีประชากรกว่า 70 ล้านคนโดยมากเป็นคนวัยหนุ่มสาวที่มีการศึกษาซึ่งจะเป็นประโยชน์กับยุโรปที่กำลังประสบปัญหาประชากรสูงวัย (aging population) จำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ นอกจากนี้ ตุรกีเป็นประเทศที่มีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจสูงถึง 9 % ในปีที่ผ่านมาที่จะเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจที่ประสบภาวะซบเซาของ EU ในขณะนี้

แม้ว่าสหราชอาณาจักรจะชี้ให้เห็นว่าตุรกีในปัจจุบันได้มีการปฏิรูปและมีพัฒนาการในทางที่ดีขึ้นมากอย่างผิดหูผิดตาเมื่อเทียบกับตุรกีเมื่อ 10 ปีก่อน ดังนั้นตลอดกระบวนการเจรจาที่คาดว่าจะใช้เวลาอีก 10 ปี EU ควรให้โอกาสกับตุรกีโดยไม่ตัดสินตุรกี ณ ปัจจุบันแต่มองว่าตุรกีจะพัฒนาไปได้อีกมากแค่ไหนในอีก 10 ปีข้างหน้า ขณะเดียวกัน หลายประเทศที่คัดค้านตุรกีกลับมองเห็นว่าหนทางข้างหน้าของตุรกียังอีกยาวไกล และมีเวลาอีก 10 ปีที่ประเด็นต่างๆ ทั้งประเด็นเก่าอย่างเช่น ไซปรัส หรือประเด็นใหม่ๆ อื่นๆ จะเกิดขึ้นและนำไปสู่ปัญหาอุปสรรคการเข้าเป็นสมาชิก EU ของตุรกีได้แทบจะตลอดเวลา