เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2548 กรรมาธิการยุโรปผู้รับผิดชอบด้านการเกษตร นาง Mariann Fischer Boel ได้ให้เกียรติมาบรรยายในหัวข้อ นโยบายเกษตรร่วมของสหภาพยุโรป (Common Agricultural Policy – CAP) ซึ่งจัดโดย European Policy Centre (EPC) ณ โรงแรม Sheraton Brussels Hotel & Towers

กรรมาธิการฯ Boel ได้แสดงวิสัยทัศน์เกี่ยวกับการปฎิรูปนโยบายเกษตรร่วมของสหภาพยุโรป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในช่วงก่อนการประชุมพหุพาคีในกรอบ WTO ที่จะมีขึ้นที่ฮ่องกงในเดือนธันวาคม ศกนี้ ซึ่งเน้นย้ำประเด็นด้านการพัฒนาคุณภาพสินค้าเกษตรอันถือเป็นยุทธศาสตร์สำคัญอันหนึ่งในการปฏิรูปนโยบายเกษตรร่วมของสหภาพยุโรป จากวิสัยทัศน์ของ กรรมาธิการ ฯ อาจสรุปและวิเคราะห์ประเด็นที่มีความเกี่ยวโยงกับประเทศไทยได้ดังนี้

นาง Boel อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอาหาร การเกษตร และการประมงแห่งเดนมาร์ก เข้ารับตำแหน่งกรรมาธิการยุโรปด้านเกษตรและการพัฒนาชนบท (European Commissioner for Agriculture and Rural Development) ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2547

ในขณะที่สหภาพยุโรปซึ่งมุ่งสนับสนุน Doha Development Agenda (DDA) ให้ประสบความสำเร็จในการเจรจาพหุพาคี WTO ที่จะมาถึงในเดือนธันวาคม 2548 นี้ที่ฮ่องกง เพื่อพัฒนาระบบการค้าเสรีในเวทีการค้าโลกให้กว้างขวางและแข็งแกร่งยิ่งขึ้น ซึ่งการปฏิรูปนโยบายเกษตรร่วมของสหภาพยุโรป หรือที่รู้จักกันในนาม CAP นับเป็นความจำเป็นประการหนึ่งเพื่อให้บรรลุความมุ่งหวังดังกล่าว (ในขณะเดียวกัน สหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นอีกประเทศหนึ่งที่ยังมีการปกป้องภาคการเกษตรของตนค่อนข้างสูงก็จำเป็นต้องดำเนินมาตรการที่คล้ายคลึงกัน)

ประเด็นสำคัญประเด็นแรกที่นาง Boel หยิบยกในการบรรยายก็คือ ท่าทีที่แข็งขันของสหภาพยุโรปในการสนับสนุนการเจรจาพหุพาคีครั้งนี้ แต่ก็ยังยืนยันว่าสหภาพยุโรปยังให้การสนับสนุนเกษตรกรชาวยุโรป โดยเน้นว่า สิ่งที่สำคัญได้แก่ การที่สหภาพยุโรปจะเจรจาประเด็น DDA ภายใต้ความเห็นชอบจากประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป อย่างไรก็ดี นโยบายเกษตรร่วมเป็นประเด็นอ่อนไหวของสหภาพยุโรปมาเป็นเวลาหลายทศวรรษ เนื่องจากเป็นนโยบายที่ใช้งบประมาณมากที่สุดนโยบายหนึ่งของสหภาพยุโรป (สหภาพยุโรปอยู่ระหว่างการหารือร่างงบประมาณสำหรับปี 2007-2013 ) ซึ่งการปฏิรูปนโยบายเกษตรร่วมดังกล่าวซึ่งหมายถึงการลดเงินอุดหนุนที่สหภาพยุโรปให้แก่เกษตรกรชาวยุโรปหรืออีกนัยหนึ่ง คือ ลดงบประมาณของนโยบายเกษตรร่วมก็ยิ่งสร้างความไม่พอใจให้แก่หลายฝ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เกษตรกรยุโรปซึ่งรู้สึกว่าตนเองเป็นผู้สูญเสียผลประโยชน์ไป ทั้งนี้ ฝรั่งเศสเป็นประเทศที่มีท่าทีขัดแย้งต่อการปฏิรูปนโยบายเกษตรร่วมมากที่สุดในบรรดาประเทศสมาชิกอื่น ๆ เนื่องจากเป็นประเทศที่ได้รับผลประโยชน์มากที่สุด และต้องการปกป้องผลประโยชน์ของเกษตรกรของตน

การเปลี่ยนแปลง: จากปริมาณสู่คุณภาพ

กรรมาธิการด้านการเกษตรฯ อธิบายว่า นโยบายเกษตรร่วมได้เริ่มใช้ในยุโรปตั้งแต่ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เพื่อจุดประสงค์ในการเร่งเพิ่มผลิตผลทางการเกษตรในตลาดยุโรปให้เพียงพอต่อความต้องการและเพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหาร และทางด้านรายได้ให้แก่เกษตรกรในยุคนั้น ดังนั้น ในยุคแรกเริ่มนโยบายเกษตรร่วมจึงหมายถึงการผลิตที่เน้นปริมาณและเน้นการให้การอุดหนุนทางด้านการเงินแก่เกษตรกรยุโรปโดยใช้ปริมาณการผลิตเป็นหลัก แต่ภาวะเศรษฐกิจโลกในปัจจุบันได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างชนิดที่ไม่มีใครปฏิเสธได้ การแข่งขันในเวทีการค้าระหว่างประเทศที่เพิ่มสูงขึ้นกลายเป็นสิ่งที่ประเทศต่าง ๆ ต้องเผชิญ ไม่ว่าจะเป็นในภาคการเกษตรหรือภาคอุตสาหกรรมอื่น ๆ ดังนั้น นโยบายเกษตรร่วมจึงต้องการการปฏิรูปเพื่อตอบรับกระแสใหม่ของเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงไปดังกล่าว ล่าสุด คณะกรรมาธิการยุโรปได้ออกแผนการปฏิรูปนโยบายเกษตรร่วมฉบับใหม่เมื่อปี 2003 และประเด็นสำคัญประการหนึ่งของแผนการดังกล่าว ซึ่งกรรมาธิการ ฯ Boel กล่าวเน้นในการบรรยายครั้งนี้ คือ การก้าวจากการผลิตเพื่อปริมาณไปสู่การผลิตที่มีคุณภาพ (from quantity to quality) ของภาคการเกษตรยุโรป

การเร่งพัฒนาคุณภาพสินค้าเกษตรถือเป็นยุทธศาสตร์ใหม่ของสหภาพยุโรปในด้านการเกษตร (a quality-based strategy work) ที่ กรรมาธิการ ฯ เน้นเป็นอันดับต้น ๆ สำหรับภาคเกษตรยุโรปเพื่อให้สามารถแข่งขันในเวทีการค้าระหว่างประเทศได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาวะที่คู่แข่งทางการค้าเกษตร อาทิ จีน และ บราซิล เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว กรรมาธิการ ฯ เน้นว่า ภาคการเกษตรยุโรปสามารถเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันได้โดยเน้นการผลิตสินค้าเกษตรที่เน้นคุณภาพสินค้าที่ดีเป็นหลัก โดยคุณภาพสินค้านั้นรวมถึง รสชาติ คุณค่าทางอาหาร ผลกระทบด้านสุขอนามัยมนุษย์และสัตว์ แหล่งกำเนิดสินค้า ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และที่สำคัญคือขั้นตอนการผลิต หรือที่กรรมาธิการฯ เน้นว่า ‘history behind the product’ เป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งยวด

เป็นที่น่าสังเกตว่ากระแสความสนใจของสหภาพยุโรปในประเด็นด้านคุณภาพของสินค้ามีมากขึ้นอย่างต่อเนื่องและมิได้ใช้สำหรับประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปเท่านั้น แต่จะถูกปรับใช้กับประเทศคู่ค้าอื่น ๆ รวมทั้งประเทศไทยด้วยอย่างจริงจัง คุณภาพสินค้าและ ‘history behind the product’ จึงเป็นประเด็นที่ประเทศไทยไม่อาจละเลย โดยเฉพาะการพัฒนาคุณภาพสินค้าไทยให้ได้มาตรฐานของสหภาพยุโรป มิฉะนั้น ความมุ่งหวังในการส่งสินค้าเกษตรเข้าสู่ตลาดยุโรปก็อาจจะถูกสหภาพยุโรปพยายามหยิบยกประเด็นต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านคุณภาพสินค้า ความปลอดภัยของสินค้า หรือขั้นตอนการผลิต ขึ้นมาเป็นเครื่องมือในการกีดกันทางการค้า ดังเช่นที่หลายฝ่ายวิพากษ์วิจารณ์และมองว่าสหภาพยุโรปมักพยายามปฏิบัติในแนวทางกีดกันทางการค้าโดยใช้วิธีการดังกล่าว

หากมองด้านความเกี่ยวโยงของนโยบายอาจเห็นได้ว่า การปฏิรูปนโยบายเกษตรร่วม ซึ่งอยู่ในการดูแลของ กรรมาธิการ ฯ Boel ภายใต้ DG Agriculture ส่งผลให้กระแสความสนใจของสหภาพยุโรปในด้านคุณภาพสินค้าเกษตรเพิ่มขึ้น กล่าวคือมีเกี่ยวเนื่องมากขึ้นกับนโยบายด้านความปลอดภัยของอาหาร (food safety) ซึ่งอยู่ภายใต้การดูแลของ DG SANCO นอกจากนั้น จากการวิสัยทัศน์ของ กรรมาธิการฯ Boel จะเห็นได้ว่าประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม การติดฉลาก (Labeling) และสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (Geographical Indications: GIs) ก็เป็นประเด็นที่สหภาพยุโรปให้ความสำคัญไม่น้อยไปกว่ากัน โดยเฉพาะยิ่งการแสดงจุดยืนและท่าทีที่ชัดเจนของ EU ต่อ WTO ในการสนับสนุน และคุ้มครองสินค้า GIs เช่น แฮมพาร์มา (Parma Ham) ของอิตาลี หรือ เฟทต้าชีส (Feta cheese) ของกรีซ เพื่อสร้างเสถียรภาพให้แก่สินค้าเกษตรและอาหารที่ถูกลอกเลียนแบบการตั้งชื่อหรือการแอบอ้างใช้ชื่อสินค้าที่มีชื่อเสียงจากแหล่งผลิตของประเทศสมาชิก EU

ตลาดสินค้า Organic หรือสินค้าเกษตรอินทรีย์

กระแสที่น่าจับตาอีกประการหนึ่งคือ การเจริญเติบโตของตลาดสินค้า Organic หรือสินค้าเกษตรอินทรีย์ในสหภาพยุโรป โดยกรรมาธิการ ฯ กล่าวเน้นว่า ตั้งแต่ปี 1998 การทำฟาร์มแบบ organic เริ่มมีความสำคัญมากขึ้น อย่างไรก็ดีการส่งเสริมและสร้างความต้องการ (Demand driving) ในสินค้า Organic ดังกล่าวในกลุ่มผู้บริโภคก็เป็นสิ่งจำเป็นที่ไม่สามารถละเลยได้ หากประเทศไทยจะสามารถพัฒนาสินค้า Organic และมุ่งหวังส่งเข้ามายังตลาดยุโรปในอนาคตเป็นเรื่องที่น่าส่งเสริมเป็นอย่างมาก อย่างไรก็ดีไทยจำเป็นที่จะต้องสร้างองค์ความรู้ด้านเกษตรอินทรีย์ให้แก่ภาคเกษตรกร ซึ่งนอกจากจะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่สินค้า และเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกรแล้ว ยังช่วยปกป้องสิ่งแวดล้อมอีกด้วย

การนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้ในการเกษตร

ประเด็นสำคัญอีกประการหนึ่งที่ได้รับการยกขึ้นมาซักถามกรรมาธิการฯ และสามารถสื่อถึงความสนใจของทั้งภาครัฐและภาคเอกชนยุโรป ได้แก่ การนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้ในการเกษตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นเรื่องของการผลิตเชื้อเพลิงจากผลิตผลทางการเกษตร เพื่อทดแทนน้ำมันเชื้อเพลิงที่ปัจจุบันมีราคาเพิ่มสูงขึ้นมาก (Bio-Fuel, Bio-Mass และ Bio-Energy) ซึ่งประเด็นดังกล่าวเป็นอีกประเด็นที่ไทยควรให้ความสนใจ ในฐานะที่ไทยเป็นประเทศที่มีผลิตผลทางการเกษตรมากเช่นเดียวกัน ทั้งนี้ เพื่อที่จะได้เรียนรู้พัฒนาการในการใช้เทคโนโลยีใหม่ ๆ ในด้านการเกษตรของสหภาพยุโรป รวมทั้งแนวโน้มที่เปลี่ยนแปลงไปเพื่อเตรียมความพร้อมในการรองรับความต้องการของตลาดสหภาพยุโรปในอนาคตต่อไปด้วย

อาจสรุปได้ว่า นโยบายเกษตรร่วมของสหภาพยุโรปยุคใหม่มิได้หมายความถึงการอุดหนุนทางการเกษตรหรือการสนับสนุนเกษตรกรยุโรปอันนำไปสู่การกีดกันทางการค้าเท่านั้นดังที่หลายฝ่ายเข้าใจ หากแต่การปฏิรูปนโยบายเกษตรร่วมของสหภาพยุโรปจะเป็นการเปิดโอกาสสู่การแข่งขันอย่างเสรี และเปิดโอกาสให้สินค้าเกษตรไทยมีโอกาสอันสดใสขึ้นในตลาดยุโรป แต่ไทยไม่อาจรอให้สหภาพยุโรปลดการอุดหนุนการเกษตรก่อนแล้วจึงเริ่มตื่นตัวเพื่อพัฒนาคุณภาพสินค้าเกษตรของตนเพื่อส่งเข้ามายังตลาดยุโรป ดังเช่นที่กรรมาธิการ ฯ เน้นย้ำเป็นเรื่องสำคัญ เกษตรกรไทยต้องได้รับความรู้และการวางรากฐานไว้ตั้งแต่เนิ่น ๆ เพื่อตอบรับความเป็นไปได้ในการขยายตลาดการส่งออกสินค้าเกษตรมายังตลาดยุโรป อันสืบเนื่องมาจากการปฏิรูปนโยบายเกษตรร่วมของสหภาพยุโรป