การประชุมคณะมนตรีระดับประมุข/หัวหน้ารัฐบาลของสหภาพยุโรป (European Council) ที่กรุงบรัสเซลส์เมื่อวันที่ 15 – 16 ธันวาคม 2548 ที่ผ่านมา ได้เห็นชอบ
กรอบงบประมาณของสหภาพยุโรป (Financial Perspectives) สำหรับปี 2007-2013
อย่างไรก็ตาม กรอบงบประมาณที่ได้มีการตกลงกันนี้ ยังไม่เป็นที่พอใจของหลายฝ่ายที่เห็นว่ายังไม่สามารถตอบสนองพัฒนาการสำคัญในสหภาพยุโรปที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

การประชุมคณะมนตรีครั้งนี้ ค่อนข้างสำคัญจะมีนัยสำคัญทางการเมือง เนื่องจากแต่ละประเทศสมาชิกต้องเจรจาในเรื่องการจัดสรรผลประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นภายใต้กรอบงบประมาณใหม่ และรัฐบาลสหราชอาณาจักร ต้องการที่จะให้ความสำเร็จของการเจรจากรอบงบประมาณนี้ นอกจากนี้ ผู้นำรัฐบาลต่างๆ ต้องการที่จะผลักดันให้กระบวนการของสหภาพยุโรปเดินหน้าต่อไปหลังจากที่ประสบภาพพจน์ของความล้มเหลวจากประชามติปฎิเสธร่างธรรมนูญยุโรปในฝรั่งเศสและเนเธอร์แลนด์เมื่อช่วงฤดูใบไม้ผลิที่ผ่านมา

ภายหลังการเจรจาจนถึงกลางดึกของคืนวันที่ 16 ธันวาคม ที่ประชุมฯ สามารถตกลงกันได้ในจำนวนงบประมาณไม่เกิน 862.363 พันล้านยูโร (กล่าวคือ ปีละประมาณ 120 – 125 พันล้านยูโร โดยตัวเลขนี้ คิดค่าเงินอัตราคงที่ ณ ราคาปี 2004 และจะมีการปรับตัวเลขที่แท้จริงตามดัชนีเงินเฟ้อในภายหลัง) ซึ่งมากกว่าที่ฝ่ายประธานเสนอไว้ตั้งแต่เริ่มการเจรจาคือประมาณ 850 พันล้านยูโร แต่ก็ยังคงน้อยกว่าที่หลายประเทศต้องการเงินจำนวนประมาณ 870 พันล้านยูโร เพื่อรองรับค่าใช้จ่ายช่วยเหลือประเทศสมาชิกใหม่

Commitments Appropriation 2007-2013
(m Euros)
%
1 Sustainable Growth 379,739 44.0
2 Preservation and Management of Natural Resources 371,244 43.1
(of which market related expenditure etc) 293,105 34.0
3 Citizenship, freedom, security, justice 10,270 1.2
4 EU as a global player 50,010 5.8
5 Administration 50,300 5.8
6 Compensations 800 0.1
 TOTAL 862,363 100.0

หมวดรายจ่ายที่มีสัดส่วนสูงสุดคือ หมวด 1 Sustainable Growth ซึ่งส่วนใหญ่ (ประมาณ 4/5 ของยอดเงินส่วนนี้) เป็นเงินสำหรับอุดหนุนและช่วยเหลือการพัฒนาพื้นที่ยากจน (Cohesion for growth and employment) และอีกส่วน (ประมาณ 1/5) สำหรับการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขัน (Competitiveness for growth and employmentเช่น การค้นคว้าและพัฒนาเทคโนโลยี พลังงาน การศึกษาและฝึกอบรม ฯลฯ) ทั้งนี้ ส่วนของงบประมาณสำหรับการพัฒนาฯ นี้ มีการจัดสรรงบประมาณเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับกรอบงบประมาณปัจจุบัน (งบประมาณส่วนนี้สำหรับปี 2013 สูงกว่าของปี 2006 ประมาณ 64%) อนึ่ง กองทุน Globalisation Adjustmunt Fund ที่ได้มีการหารือในการประชุมระดับผู้นำอย่างไม่เป็นทางการที่ Hampton Court เมื่อเดือนตุลาคม 2548 ก็ปรากฏอยู่ในหมวดนี้ โดย
ตั้งงบประมาณไม่เกิน 500 ล้านยูโร และให้ใช้เงินคงเหลือ/เงินคืนคลังเป็นมาตั้งงบประมาณ

หมวดรายจ่ายรองลงมาคือ 2 Preservation and management of natural resources ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเงินอุดหนุนและพัฒนาภาคเกษตรกรรมตามนโยบายร่วมด้านการเกษตร (Common Agricultural Policy) ซึ่งจะเห็นได้ว่ายังคงมีสัดส่วนที่สูง (ประมาณ 40% ของงบประมาณสหภาพยุโรป) ซึ่งเป็นเรื่องที่มีการวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะจากสหราชอาณาจักร ซึ่งต้องการลดงบประมาณสำหรับปกป้องภาคเกษตรโดยนำไปใช้สำหรับการพัฒนาความสามารถในการแข่งขันและเพื่อการลงทุนระยะยาวมากกว่า อย่างไรก็ดี งบประมาณส่วนนี้ มีแนวโน้มลดลงเรื่อยๆ (งบประมาณส่วนนี้สำหรับปี 2013 ลดลง 7.8% เมื่อเทียบกับปี 2006) แต่ก็ยังไม่ลดลงมากอย่างที่บางฝ่ายต้องการ

หมวด 3 Citizenship, Freedom, Security and Justice ได้รับการจัดสรรเงินเพิ่มขึ้นอย่างมากในกรอบงบประมาณนี้ (งบประมาณปี 2013 จะสูงกว่างบประมาณปี 2006 ประมาณ 167%) เพื่อรองรับโครงการเกี่ยวกับการปราบปรามอาชญากรรม การก่อการร้าย การควบคุมพรมแดน ฯลฯ

หมวด 4 EU as a Global Partner เป็นงบประมาณสำหรับการดำเนินงานด้านการต่างประเทศและการให้ความช่วยเหลือ ซึ่งรวมถึงประเทศที่กำลังจะเข้าเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปด้วย งบประมาณส่วนนี้ เพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย คือ งบประมาณปี 2013 สูงกว่าปี 2006 เพียง 5.4%

ทั้งนี้ ตัวเงินที่กำหนดในกรอบงบประมาณข้างต้น เป็นจำนวนสูงสุด (ceiling) สำหรับการค่าใช้จ่ายของสหภาพยุโรป ในทางปฏิบัติรายจ่ายจริงจะต่ำกว่าที่กำหนดไว้ในกรอบงบประมาณพอสมควร คณะกรรมาธิการยุโรปจะจัดทำรายละเอียดประมาณการค่าใช้จ่ายจริงอีกครั้ง โดยประมาณการจากโครงการและงานที่จะเกิดขึ้นตามนโยบายที่สหภาพยุโรได้กำหนดไว้ อนึ่ง กรอบงบประมาณนี้ ได้รวมค่าใช้จ่ายสำหรับบัลแกเรียและโรมาเนีย ซึ่งกำหนดจะเข้าเป็นสมาชิกในปี 2007 ไว้ด้วยแล้ว

ขั้นต่อไป กรอบงบประมาณดังกล่าวจะถูกส่งให้สภายุโรปพิจารณาให้ความเห็นก่อนที่จะมีการใช้อย่างเป็นทางการต่อไป

สำหรับฝ่ายที่ต้องการให้กรอบงบประมาณดังกล่าว แสดงถึงการตัดทอนค่าใช้จ่ายภายใต้นโยบายร่วมด้านการเกษตร (ตามที่รัฐบาลสหราชอาณาจักรต้องการ) ก็ค่อนข้างที่จะผิดหวัง ไม่ให้ความสำคัญต่อการพัฒนาความสามารถในการแข่งขันเท่าที่ควร ประเด็นหลักที่ทำให้ต้องมีการถกเถียงกันจนถึงดึกในระหว่างการประชุมฯ เป็นเรื่องของเงินสำหรับการอุดหนุนและพัฒนาพื้นที่ยากจน (“cohesion”) ที่ต้องจัดสรรให้กับประเทศสมาชิกใหม่ในยุโรปตะวันออก และภาระที่ประเทศสมาชิกร่ำรวยจะต้องรับในส่วนนี้ ซึ่งในที่สุด สหราชอาณาจักรก็ได้ยอมตัดเงินลดหย่อน (rebate) ของเงินอุดหนุน (contribution) ของตนไปส่วนหนึ่งเพื่อไปเป็นค่าใช้จ่ายในส่วนนี้

การประชุมครั้งนี้ นับว่าเป็นครั้งแรกที่นาง Angela Merkel นายกรัฐมนตรีเยอรมนีคนใหม่ ได้เข้าร่วมในเวทีการประชุมระดับผู้นำสหภาพยุโรปเป็นครั้งแรก และได้รับการจับตามองจากสื่อมวลชนด้วยความสนใจยิ่งในฐานะที่เยอรมนีเป็นประเทศสำคัญของสหภาพยุโรป (และเป็นประเทศหลักที่ให้การสนับสนุนด้านงบประมาณ) ซึ่งนาง Merkel ได้รับความชื่นชมในบทบาทที่สร้างสรรค์ค์ในการเจรจาครั้งนี้ โดยเฉพาะการมีส่วนสำคัญในการผลักดันให้ทุกฝ่ายสามารถตกลงกันในกรอบงบประมาณดังกล่าวได้

นอกจากนี้ การที่ที่ประชุมสามารถตกลงกันได้เกี่ยวกับกรอบงบประมาณของสหภาพยุโรปมีความสำคัญทางการเมืองสูง และถือได้ว่ามีส่วนร่วมประคองการรวมตัวของสหภาพยุโรป ซึ่งกำลังประสบวิกฤติการณ์การขาดความเชื่อถือในสถาบันยุโรปและระบบนโยบายร่วม และที่สำคัญรัฐบาลใหม่ของเยอรมนี ได้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนในการประชุมครั้งนี้ว่า เยอรมนีให้ความสำคัญอย่างสูงต่อความสัมพันธ์กับฝรั่งเศสและกับประเทศสมาชิกอื่นๆ และต่อกระบวนการรวมตัวของสหภาพยุโรป ซึ่งรวมถึงการรื้อฟื้นกระบวนการให้สัตยาบันธรรมนูญยุโรปด้วย ซึ่งเป็นที่คาดว่าจะเริ่มเข้มข้นในช่วงที่เยอรมันจะเป็นประธานสหภาพยุโรป ในช่วงครึ่งแรกของปีค.ศ.2007