ที่ประชุมคณะมนตรีระดับประมุข/ผู้นำรัฐบาลสหภาพยุโรป (European Council) เมื่อวันที่ 15 – 16 ธันวาคม 2548 ที่กรุงบรัสเซลส์ ได้ให้ความเห็นชอบแก่ยุทธศาสตร์ต่อต้านการก่อการร้าย (EU Counter Terrorism Strategy) ซึ่งจะเป็นเสมือนแผนแม่บทสำหรับการร่วมมือด้านการต่อต้านการก่อการร้ายระหว่างประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปต่อไปในอนาคต

ความจำเป็นของสหภาพยุโรปที่จะต้องพัฒนายุทธศาสตร์ต่อต้านการก่อการร้ายขึ้นมา เกิดขึ้นจากภัยของการก่อการร้ายต่อความมั่นคงของสังคมในยุโรป และโดยที่ยุโรปเป็นสังคมเปิด มีการรวมตัวกันในหลายด้านซึ่งทำให้บุคคลสามารถข้ามพรมแดนได้อย่างเสรีระหว่างประเทศสมาชิกด้วยกันเอง ดังนั้น ประเทศสมาชิกทั้งหมดจึงมีความจำเป็นที่จะต้องร่วมมือและประสานงานกันในนโยบายต่อต้านการก่อการร้ายกันอย่างใกล้ชิดเพื่อความมั่นคงภายในร่วมกัน

ในปัจจุบัน ความรับผิดชอบหลักของงานต่อต้านการก่อการร้ายยังคงเป็นของหน่วยงานด้านความมั่นคงของประเทศสมาชิก (เช่น งานข่าวกรอง งานปราบปราม งานป้องกันและรักษาความปลอดภัย ฯลฯ) ซึ่งยุทธศาสตร์ดังกล่าว มิได้เข้ามาทดแทนนโยบายด้านความมั่นคงของประเทศสมาชิก แต่จะวางกรอบเพื่อให้ประเทศสมาชิกมีนโยบายต่อต้านการก่อการร้ายในแนวทางเดียวกัน รวมทั้งนำเสนอกลไกระดับสหภาพยุโรป ที่จะช่วยเสริมและสนับสนุน (“สร้างมูลค่าเพิ่ม”) ในการปฎิบัติงานของประเทศสมาชิกในด้านนี้ด้วย

ในภาพรวมยุทธศาสตร์ดังกล่าว กำหนดเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Committment) : “To combat terrorism globally while respecting human rights, and make Europe safer, allowing its citizens to live in an area of freedom, security and justice” และกำหนดเป้าหมายดำเนินงาน
4 ด้าน คือ

Prevent – คือการป้องกันบุคคลถูกชักจูงเข้าไปร่วมกลุ่มก่อการร้ายหรือกลุ่มหัวรุนแรง
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การต่อต้านแนวคิดของกลุ่มหัวรุนแรงที่ให้ข้อมูลที่บิดเบือนโดยพยายามให้เข้าใจว่า ความขัดแย้งต่างๆ ในโลกเกิดขึ้นเพราะความขัดแย้งระหว่างฝ่ายตะวันตกและโลกอิสลาม ซึ่งสามารถกระทำโดยการสนับสนุนและส่งเสริมบทบาทของแนวคิดสายกลางที่เชื่อมั่นในเหตุผลและวิธีทางที่สันติ นอกจากนี้ จะต้องร่วมกันกำจัดเงื่อนไขที่นำไปสู่แนวคิดหัวรุนแรง เช่น การขาดธรรมาภิบาล การขาดความหวังในชีวิตที่ดีขึ้นทั้งในแง่การเมืองและเศรษฐกิจ ตลอดจนโอกาสด้านการศึกษา ซึ่งในสหภาพยุโรป นั้น แม้เงื่อนไขดังกล่าวจะปรากฏน้อยมากโดยทั่วไป แต่ก็ยังมีอยู่บ้างในบางกลุ่มสังคม ซึ่งรัฐบาลของประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปจึงจำเป็นต้องส่งเสริมมาตรกฐานการปกครอง สิทธิมนุษยชน ฯลฯ และกำจัดความเหลื่อมล้ำ การแบ่งแยกทางศาสนาและการเลือกประติบัติ

Protect – เป็นหัวใจของยุทธศาสตร์นี้ หมายถึงการรักษาความปลอดภัย และการลดความเสี่ยงของการเป็นเป้าถูกโจมตีจากการก่อการร้าย โดยประเทศสมาชิกจะต้องร่วมมือและประสานงานกันอย่างใกล้ชิดในด้านนโยบาย การแลกเปลี่ยนข้อมูล การแลกเปลี่ยนความรู้และแนวปฎิบัติที่ดี (good practices) รวมทั้งร่วมกันหาวิธีการรักษาความปลอดภัยใหม่ๆ ด้วย ด่านแรกของการรักษาความปลอดภัยคือการเสริมการควบคุมและป้องกันพรมแดนของสหภาพยุโรปโดยรวม ซึ่งรวมถึงระบบการแลกเปลี่ยนข้อมูลของผู้เดินทางเข้าสหภาพยุโรป การนำระบบ biometric มาใช้สำหรับเอกสารเดินทาง การใช้ระบบแลกเปลี่ยนข้อมูลวีซ่ารุ่นใหม่ (Schengen Information System II) การปรับปรุงการรักษาความปลอดภัยของพาหนะขนส่งตลอดจนด่าน/ท่าเรือ/ท่าอากาศยาน ฯลฯ ให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน ฯลฯ

Pursue – คือ การปราบปรามผู้ก่อการร้ายและเครือข่ายของบุคคลเหล่านี้ รวมทั้งแหล่งเงินทุนและอุปกรณ์ก่อการร้าย ตลอดจนดำเนินการติดตามข้ามพรมแดน จับกุม และดำเนินคดีตามกระบวนการยุติธรรม ด้วยวิธีการที่เคารพในสิทธิมนุษยชนและกฎหมายระหว่างประเทศ ทั้งนี้ ในปัจจุบันหน่วยงานตำรวจและข่าวกรองของประเทศสมาชิกจะดำเนินการอยู่แล้ว แต่สหภาพยุโรปจะเสริมการทำงานของหน่วยงานเหล่านี้ โดยการสนับสนุนการแลกเปลี่ยนข่าวกรอง การวิเคราะห์ความเสี่ยง และการร่วมมือในการปฎิบัติการระหว่างหน่วยงาน สำหรับการประสานนโยบาย นั้น สหภาพยุโรปจะใช้กลไก Joint Situation Centre ซึ่งมีอยู่แล้ว เพื่อการประเมินสถานการณ์ตามข่าวกรองที่ได้รับจากประเทศสมาชิกเพื่อประกอบการพิจารณาปรับนโยบายหรือกฎหมายที่เกี่ยวข้องตามความเหมาะสม นอกจากนี้ กลไกอื่นๆ ที่สหภาพยุโรปกำลังพัฒนาและนำมาใช้ในการปราบปรามการก่อการร้าย ได้แก่ หมายจับสหภาพยุโรป (European Arrest Warrant – ซึ่งเป็นหมายจับที่มีผลบังคับทั่วสหภาพยุโรป) กลไกร่วมมือระหว่างหน่วยงานตำรวจ (Europol) และกลไกร่วมมือทางด้านกระบวนการยุติธรรม (Eurojust)

Respond – คือการเตรียมความพร้อมเพื่อรับสถานการณ์ที่เกิดจากก่อการร้าย และการช่วยเหลือผู้ประสบภัย ซึ่งการเตรียมความพร้อมในที่นี้ หมายถึงในกรณีที่ผลกระทบของการก่อการร้ายส่งผลกระทบข้ามประเทศสมาชิก จะต้องมีการประสานงานในด้านปฎิบัติการ การแลกเปลี่ยนข้อมูล การประสานงานด้านสื่อมวลชน และการให้การสนับสนุนซึ่งกันและกัน นอกจากการประสานงานภายในแล้ว การเตรียมความพร้อมในด้านนี้ จะรวมถึงการประสานงานในกรณีที่เกิดเหตุการณ์ก่อการร้ายในต่างประเทศที่มีชาวยุโรปได้รับผลกระทบ ซึ่งอาจรวมถึงการดำเนินงานร่วมกันในการให้ความช่วยเหลือและการให้ความคุ้มครองชาวยุโรปในต่างประเทศด้วย

กลไกกำกับดูแลการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์นี้มีสองระดับ คือ ให้คณะมนตรีระดับประมุข/ผู้นำรัฐบาล พิจารณาผลการดำเนินงานทุก 6 เดือน และให้จัดตั้งกลไกหารือระหว่างผู้แทนระดับสูง (High Level Political Dialogue on Counter-Terrorism) ของสถาบันหลักของสหภาพยุโรป ได้แก่ คณะมนตรี คณะกรรมาธิการยุโรป และสภายุโรป เพื่อพิจารณาผลและความโปร่งใสของการดำเนินงานทุก 6 เดือน เช่นกัน