สรุปสภาวะเศรษฐกิจตุรกีในปี 2548 โดยรวมสภาวะเศรษฐกิจตุรกีในปี ค.ศ.2005 ที่ผ่านมา อยู่ในเกณฑ์ดี การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจคาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 5% และประมาณการณ์เศรษฐกิจตุรกีปี 2549

โดยภาพรวม สภาวะเศรษฐกิจตุรกีในปี ค.ศ.2005 ที่ผ่านมา อยู่ในเกณฑ์ดี หากเปรียบกับปี 2001 ที่ตุรกีประสบกับวิกฤตเศรษฐกิจ ปี 2005 เป็นปีที่ดีมาก แต่หากเปรียบกับปี 2004 ก่อนหน้า ปี 2005 เป็นปีที่เศรษฐกิจชะลอตัวลงเล็กน้อย โดยตัวเลขการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจคาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 5% (ปี 2004 มีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ 9.9%)

ปัจจัยบวก

– อัตราเงินเฟ้อ ซึ่งเคยเป็นปัญหารุนแรงเรื้อรังของเศรษฐกิจตุรกีมาตลอด และท่ามกลางปัจจัยลบคือวิกฤตราคาน้ำมัน แต่รัฐบาลตุรกีสามารถควบคุมอัตราเงินเฟ้อไว้ได้ดี โดยปี 2005 ตุรกีมีอัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ 8%

– หนี้สินในระบบ แม้ว่าปริมาณหนี้สาธารณะ (public debt stock) ในปี 2005 จะเพิ่มขึ้นเป็น 244 พันล้านเหรียญสหรัฐ แต่สัดส่วนของหนี้สาธารณะต่อรายได้ประชาชาติ (ratio of public debt to national income) อยู่ใกล้เคียง 60% ซึ่งเป็นไปตามมาตรฐาน Maastricht นอกจากนี้ ปริมาณหนี้ต่างประเทศ (foreign debt) ซึ่งเพิ่มขึ้นสูงมากในปี 2004 (16.5 พันล้านเหรียญสหรัฐ) ได้คงตัวอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงระดับเดิม

– การคลัง รัฐบาลได้รักษาวินัยทางการคลังเป็นอย่างดี และคาดว่าตุรกีจะสามารถบรรลุเป้าหมาย primary surplus 6.5% ได้ในปี 2005 (อนึ่ง primary surplus เท่ากับดุลงบประมาณแผ่นดิน ไม่รวมการจ่ายหนี้ primary surplus เป็นเป้าหมายที่ตั้งโดย IMF เพื่อให้รัฐบาลตุรกีรักษาวินัยทางการคลังในการใช้จ่ายงบประมาณ เพื่อลดภาระหนี้สินในประเทศที่มีมากภายหลังวิกฤตเศรษฐกิจ)

– การไหลเวียนของเงินทุน ปี 2005 เป็นปีที่มีเงินทุนต่างประเทศไหลเข้ามาในตุรกีปริมาณมาก โดยมีเงินทุนระยะสั้นมูลค่า 25 พันล้านเหรียญสหรัฐไหลเข้าส่งผลกระทบต่ออัตราแลกเปลี่ยน และตลาดหุ้นตุรกี ส่งผลให้ตลาดหุ้นตุรกีมีมูลค่าเพิ่มขึ้นกว่า 50% ในขณะที่อัตราดอกเบี้ยปรับตัวลดลง และภาคธนาคารมีการขยายตัว และมีกิจกรรมทางการเงินคึกคักมากขึ้นในปี 2005 ทั้งนี้ การที่ตุรกีสามารถเปิดกระบวนการเจรจาการเข้าเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปได้เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2548 ก็เป็นปัจจัยบวกที่มีผลกระทบต่อบรรยากาศการลงทุนในตลาดการเงินระยะสั้นได้มากในระดับหนึ่ง

– กระบวนการ Privatization ภายหลังวิกฤตเศรษฐกิจ และตามคำแนะนำของ IMF รัฐบาลตุรกีต้องทำการจัดการกับรัฐวิสาหกิจที่ก่อภาระหนี้ และทำการ privatize องค์กรต่างๆ หลายแห่ง และในปี 2005 ถือเป็นปีที่รัฐบาลตุรกีประสบความสำเร็จในการ privatize องค์กรใหญ่ คือ Tűpraş (ก๊าซ พลังงาน) , Telsim (สื่อสาร โทรคมนาคม) และ Erdemir (เหล็ก) ก่อให้เกิดรายได้จำนวนมากแก่รัฐบาลจากการขายดังกล่าว

ปัจจัยลบ

– อัตราการเจริญเติบโตมาจากปัจจัยที่ไม่ยั่งยืน ตัวเลขอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ 5% ในปี 2005 นั้นส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการขยายตัวของภาคการก่อสร้างมากกว่าการขยายตัวจากภาคเศรษฐกิจที่แท้จริง (real sector) หรือภาคการผลิต ซึ่งเกรงว่าการขยายตัวของภาคการก่อสร้างที่มากเกินไปอาจนำไปสู่เศรษฐกิจฟองสบู่ได้

– การขาดดุลการค้า ตุรกีขาดดุลการค้ามากเป็นประวัติการณ์ในปี 2005 โดยในปี 2005 ตุรกีมีตัวเลขขาดดุลการค้า (current account deficit) สูงถึง 23 พันล้านเหรียญสหรัฐ ส่งผลให้อัตราส่วนการขาดดุลต่อรายได้ประชาชาติสูงกว่า 6% และจัดว่าอยู่ในภาวะเสี่ยง ทั้งนี้ แม้ว่าตุรกีมีอัตราการขยายตัวของมูลค่าการส่งออกกว่า 30% ในปี 2003 และ 2004 แต่ในปี 2005 ตุรกีมีอัตราการขยายตัวของมูลค่าการส่งออกเพียง 15% ซึ่งเป็นผลจาก ค่าเงินลีร่าแข็งตัว วิกฤตราคาน้ำมัน การแข่งขันจากจีน เศรษฐกิจยุโรปยังคงชะลอตัว และการขาดยุทธวิธีเพิ่มการส่งออกที่จริงจังและมีประสิทธิภาพ

– อัตราการว่างงาน ปรับตัวลดลงจากปี 2004 (10.3%) เล็กน้อย เป็น 9.1% ในปี 2005 ซึ่งยังจัดอยู่ในระดับที่ไม่น่าพอใจ นอกจากนี้ ตุรกียังประสบปัญหาการขาดดุลจากระบบสวัสดิการสังคม ซึ่งจำเป็นต้องมีการปฏิรูป แต่รัฐบาลได้เลื่อนกำหนดการเริ่มกระบวนการปฏิรูปดังกล่าวไปเป็นปี 2006 แทน

ประมาณการณ์เศรษฐกิจตุรกี ปี 2006

ธนาคารโลกได้คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจตุรกีในปี 2006 จะยังคงขยายตัวในระดับ 5% และลดลงเหลือประมาณ 4% ในปี 2007 นอกจากนี้ ธนาคารโลกคาดว่าอัตราดอกเบี้ยในตุรกีจะยังคงมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง โดยในปี 2006 real interest rate ประมาณ 9% ตุรกีจะสามารถปรับลดอัตราเงินเฟ้อได้เหลือประมาณ 5% และตัวเลขการขาดดุลทางการค้าจะลดลงได้บ้างแต่ยังคงขาดดุลในปริมาณที่สูงในระดับ 20.8 พันล้านเหรียญสหรัฐในปี 2006