จากการที่ไข้หวัดนกสายพันธุ์ H5N1 ได้ระบาดสู่สัตว์ปีกในหลายประเทศในยุโรป นั้น แม้จะยังพบการระบาดเกิดขึ้นในเบลเยียม แต่ทางการเบลเยียมได้ประกาศใช้มาตรการต่าง ๆ เพื่อป้องกันการระบาดแล้ว โดยตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2549 เป็นต้นไป การเลี้ยงสัตว์ปีกในเบลเยียมต้องกระทำอยู่สถานที่ที่ปิดมิดชิด (indoor) เท่านั้น ทั้งนี้ รวมไปถึงผู้ที่เลี้ยงสัตว์ปีกเป็นงานอดิเรกด้วย

นอกจากมาตรการข้างต้นแล้ว ทางการเบลเยียมยังจะดำเนินมาตรการอื่น ๆ ประกอบด้วย อาทิ การให้ข้อมูลข่าวสารแก่สาธารณชนถึงอันตรายและข้อควรระวังเพื่อให้พ้นจากไข้หวัดนก โดยจะใช้วิธีเผยแพร่ข้อมูลผ่านทางหน้าหนังสือพิมพ์ต่าง ๆ

ความจริงแล้ว เบลเยียมได้ใช้การเลี้ยงแบบปิดกับฟาร์มเลี้ยงสัตว์ปีกทั้งแบบเลี้ยงเป็นอาชีพและการเลี้ยงแบบส่วนตัวในเขตที่มีความเสี่ยงสูงมาตั้งแต่กลางปี 2548 แล้ว
แต่ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคมเป็นต้นไป ผู้เลี้ยงสัตว์ปีกทุกกรณีในเบลเยียมจะต้องเลี้ยงแบบปิดเท่านั้น

สำหรับนกหายากและนกจากเขตร้อนในสวนสัตว์เบลเยียมและเขตอนุรักษ์ตามธรรมชาติจะได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดนก ทั้งนี้ เบลเยียมได้สั่งซื้อวัคซีนป้องกันไข้หวัดประมาณ 7 ล้านยูนิต ซึ่งวัคซีนดังกล่าวมิได้นำมาใช้สำหรับป้องกันไข้หวัดนกโดยตรง แต่จะใช้สำหรับผู้ป่วยที่ติดเชื้อไข้หวัดนกและผู้ป่วยไข้หวัดทั่วไป

และจากการแพร่ระบาดของไข้หวัดนกดังกล่าว ส่งผลกระทบทำให้สัตว์ปีกในเบลเยียมมียอดขายลดลง โดยเฉพาะเนื้อไก่และไข่ไก่มียอดขายลดลง 15% ซึ่งเรื่องนี้ นาย Piet Vantemsche จาก Federal Food Safety Agency กล่าวว่า เนื้อไก่ที่วางจำหนายในซุปเปอร์มาร์เกตของเบลเยียมทั้งที่ผลิตจากภายในประเทศและที่นำเข้ามีความปลอดภัยเนื่องจากได้ผ่านการทดสอบหลายครั้งก่อนนำไปวางจำหนายในซุปเปอร์มาร์เก็ต ผู้บริโภคจึงไม่จำเป็นต้องตื่นตระหนกมากจนเกินไป นอกจากนี้ ตามทฤษฎีแล้ว ผู้ที่จะติดเชื้อไวรัสสายพันธุ์ H5N1 มักเป็นผู้ที่บริโภคเนื้อแบบดิบ ๆ ซึ่งวิธีบริโภคเช่นนี้ไม่เกิดขึ้นในเบลเยียม