ข่าวการพบเป็ดตายด้วยเชื้อ H5N1 ในฝรั่งเศส ได้สร้างความตื่นตระหนกให้แก่หลายฝ่ายในอังกฤษ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สื่อมวลชน ประชาชนทั่วไป และองค์กรสิ่งแวดล้อมต่างๆ ทั้งนี้ เนื่องจากอังกฤษเป็นประเทศที่มีฟาร์มสัตว์ปีกแบบเปิดประมาณ 30 ล้านตัว และยังเป็นแหล่ง migrate ของนกนานาชนิดอีกด้วย

ในฤดูใบไม้ผลิที่จะถึงนี้ คาดว่านกพันธุ์ต่างๆ อาทิ เป็ดดำ (pochard duck) ประมาณ 200 คู่ migrate จากทางใต้ของฝรั่งเศสเพื่อมาผสมพันธุ์ในอังกฤษ ทำให้ในระยะสั้นภาวะเสี่ยงของอังกฤษมีค่อนข้างสูง ทั้งนี้ ภายใต้แผนการฉุกเฉินของอังกฤษในปัจจุบัน หากมีการระบาดของไข้หวัดนก ฟาร์มสัตว์ปีกทั้งหมดในอังกฤษจะต้องเปลี่ยนเป็นแบบปิด ซึ่งแผนการดังกล่าวได้รับการสนับสนุนจากเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ปีก อย่างไรก็ดี ผู้เชี่ยวชาญด้าน virologist เห็นว่าอังกฤษควรเริ่มใช้แผนฉุกเฉินได้แล้วและควรทำฟาร์มแบบปิดจนกว่าจะพ้นช่วงความเสี่ยงจากการ migrate ของนกจากต่างประเทศ/ทวีป

แผนการดำเนินการของกระทรวงสาธารณสุขอังกฤษ (Department for Health–DoH) กรณีมีการแพร่ระบาดของไข้หวัดนกในอังกฤษที่จะดำเนินการด้วยการกักตุน (stockpiling) ยา Tamiflu ได้ถูกโจมตีจาก ศ. Peter Dunnill อดีตที่ปรึกษาด้านสาธารณสุข ว่าไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง เนื่องจากยา Tamiflu ซึ่งใช้ป้องกันและรักษาเชื้อ Influenzavirus A และ Influenzavirus B นั้น อาจใช้ไม่ได้ผลกับสายพันธุ์ H5N1 หากเชื้อไวรัสมีการดื้อยา ซึ่งได้มีการรายงานว่าเชื้อไวรัสดังกล่าวดื้อยาบ้างแล้ว นอกจากนี้ ยังมีปัญหาในเรื่องของการแจกจ่ายยา (distribution) อีกด้วย ทั้งนี้ ศ. Peter เห็นว่ารัฐบาลอังกฤษควรให้ความสำคัญต่อการผลิตวัคซีนเพื่อป้องกันโรคไข้หวัดนกสายพันธุ์ H5N1 จะได้ผลมากกว่า

นอกจากนี้ ผอ. Advanced Centre for Biochemical Engineering แห่ง University College London ให้ความเห็นว่า DoH ได้ประเมินความสามารถในการผลิตวัคซีน Tamiflu ไว้เกินจริง เนื่องจากข้อจำกัดในขั้นตอนการผลิตยาดังกล่าวที่ใช้เวลานาน ซึ่งการที่จะให้ประชากรอังกฤษทุกคนได้รับวัคซีนตามที่รัฐบาลประกาศไว้ หมายถึงว่าอังกฤษจะต้องใช้ถึง 1 ใน 4 ของศักยภาพปริมาณยาที่จะสามารถผลิตได้จริงเพื่อประชากรทั้งโลก

ภาพการรายงานข่าวการตายของหงษ์ขาว (mute swan) ในยุโรปก่อให้เกิดความสลดใจแก่ทั้งนักอนุรักษ์และประชาชนทั่วไปของอังกฤษ เนื่องจากหงส์ขาวเป็นสัญลักษณ์แห่งความสง่างามที่อยู่คู่กับ wetlands ทะเลสาบ แม่น้ำ และสวนธรรมชาติในอังกฤษมาหลายศตวรรษ รวมทั้งเป็นสัตว์ในความคุ้มครองของสมเด็จพระราชินีนาถอลิซาเบทที่ 2 อีกด้วย และถึงแม้ว่าหงส์ขาวในอังกฤษกว่า 28,000 ตัว จะไม่ใช่สาเหตุของความเสี่ยงในการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดนก เพราะหงส์ขาวดังกล่าวไม่มีการ migrate ตลอดปี แต่การที่หงส์ต่างพันธุ์มีการ migrate จากที่อื่น* มาที่อังกฤษในช่วงฤดูหนาวทำให้เกิดความเสี่ยงแก่หงส์ขาวในอังกฤษในฤดูใบไม้ร่วงครั้งต่อไป เนื่องจากเส้นทางการ migrate ของหงส์พวกนี้ต้องผ่านประเทศบอลติกที่มีการพบการระบาดของไข้หวัดนก

กระทรวงสิ่งแวดล้อม อาหาร และกิจการชนบท (Department for Environment, Food and Rural Affairs—defra) จะทำการซักซ้อมแผนปฏิบัติการเพื่อทดสอบควาพร้อมของอังกฤษในการรับมือกับการระบาดของไข้หวัดนกในวันที่ 5 และ 6 เม.ย. 49 ในฟาร์มใน Suffolk ตามด้วย York และบริเวณชายแดนของเวลส์ โดยทุกหน่วยงานและผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้อง และจะมีผู้สังเกตการณ์ประเมินประสิทธิภาพการทดสอบดังกล่าวเพื่อจัดทำรายงานเสนอในช่วงกลางปี 49

ข้อสังเกต

หงส์ขาวถือเป็นสัตว์คู่ราชวงศ์อังกฤษมาเป็นเวลาช้านาน (ตั้งแต่ศตวรรษที่ 13) โดยสถานะการเป็นสัตว์ในความคุ้มครองของสมเด็จพระราชินีนาถอลิซาเบทที่ 2 ทำให้การเคลื่อนย้ายหรือกระทำการใดๆ ก็แล้วแต่ จะต้องขอพระราชทานพระราชานุญาตผ่าน Swan Marker’s Office ในพระองค์ก่อน ดังนั้น การที่จะต้องกำจัดหงส์ขาว (รวมทั้งนกป่าอื่นในอังกฤษ) ในกรณีที่มีการแพร่ระบาดของเชื้อไข้หวัดนก จะมีผลกระทบด้านจิตใจของคนอังกฤษเป็นอย่างมาก เพราะถือเป็นเหตุการณ์สูญเสียครั้งยิ่งใหญ่

ถึงแม้รัฐบาลจะแสดงความมั่นใจในประสิทธิภาพระบบการเฝ้าระวังของอังกฤษ แต่การที่ระบบเฝ้าระวังของเยอรมนีและฝรั่งเศสล้มเหลว ทำให้นักอนุรักษ์และประชาชนทั่วไปของอังกฤษมีความกังวลว่าเชื้อไวรัส H5N1 อาจอยู่ระหว่างการแพร่ขยายในยุโรปโดยไม่สามารถตรวจจับได้

*ในฤดูหนาว หงส์ Bewick จากไซบีเรีย migrate มาอังกฤษปีละ 10,000 ตัว และหงส์ Whooper จากไอซ์แลนด์ migrate มาอังกฤษปีละ 20,000 ตัว