อุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมหลักของโปแลนด์ ในช่วงปี 2546-2547 มีมูลค่าการผลิตมากกว่า 12 พันล้านยูโร มีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองรองจากภาคอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม มูลค่าการขายประมาณ 9.96 พันล้านยูโร คิดเป็นร้อยละ10.1 ของภาคอุตสาหกรรมทั้งหมด

1. ภาพรวม

1.1 อุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมหลักของโปแลนด์ ในช่วงปี 2546-2547 มีมูลค่าการผลิตมากกว่า 12 พันล้านยูโร มีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองรองจากภาคอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม มูลค่าการขายประมาณ 9.96 พันล้านยูโร คิดเป็นร้อยละ10.1 ของภาคอุตสาหกรรมทั้งหมด ทั้งนี้ ภาคอุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์ยังมีลู่ทางเติบโตอีกมาก แม้การขยายตัวจะมีลักษณะค่อยเป็นค่อยไป ปัจจุบันมีแรงงานในภาคดังกล่าวประมาณ 210,000 คน

1.2 ประเภทอุตสาหกรรม แบ่งเป็น 3 กลุ่มย่อย ประกอบด้วย

1.2.1 อุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์หนัก ได้แก่ ปิโตรเคมี โซดา กรดกำมะถัน ปุ๋ยเคมี พลาสติก และเส้นใยสังเคราะห์

1.2.2 อุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์เบา ได้แก่ ยาและเภสัชภัณฑ์ เครื่องสำอาง และผงซักฟอก

1.2.3 อุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์แปรรูป ได้แก่ ยาง/ยางรถยนต์ พลาสติกแปรรูป สีและน้ำยาเคลือบเงา และสารเคมีในการทดลองทางวิทยาศาสตร์

ทั้งนี้ ปิโตรเคมี พลาสติกและปุ๋ยเคมีถือเป็น 3 กลุ่มสาขาทำกำไรหลัก โดย 5 บริษัทที่ทำกำไรสูงสุด ได้แก่ (1) Orlen S.A.ผลิตน้ำมันเชื้อเพลิง พลาสติกและปิโตรเคมี มูลค่าการขายประมาณ 580 ล้านยูโร (กว่าครึ่งของมูลค่าการขายของทั้งภาค) (2) Lotos S.A. ผลิตน้ำมันเชื้อเพลิง ยางมะตอยและน้ำมัน มูลค่า 120 ล้านยูโร (3) Pulawy S.A. ผลิตปุ๋ยเคมี มูลค่า 40 ล้านยูโร (4) Police S.A. ผลิตปุ๋ยเคมี มูลค่า 37 ล้านยูโร (5) Anwil S.A.ผลิตพลาสติก มูลค่า 32 ล้านยูโร นอกจากนี้ การลงทุนทางตรงจากต่างประเทศโดยเฉพาะในกลุ่มยางรถยนต์ยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อาทิ Michelin ของฝรั่งเศส Goodyear ของสหรัฐฯ และ Bridgestone ของญี่ปุ่นถือเป็นสัดส่วนร้อยละ 15 ของทั้งภาคอุตสาหกรรมทำให้ตัวเลขการผลิตยางรถยนต์ของโปแลนด์เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดจาก 23.3 ล้านเส้นในปี 2543 เป็น 36.4 ล้านเส้นในปี 2547

1.3 ตลาดคู่ค้า ในช่วง 6 เดือนแรก (ม.ค.-มิ.ย.) ของปี 2548 โปแลนด์นำเข้าผลิตภัณฑ์เคมีภัณฑ์ประมาณ 4.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ได้แก่ ยา ปุ๋ยเคมี สีเคมีสังเคราะห์ และเครื่องสำอาง ในขณะที่ส่งออกมูลค่าประมาณ 1.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ได้แก่ เครื่องสำอาง ปุ๋ยเคมี และยา โดยมีเยอรมนี ฝรั่งเศส รัสเซีย จีนและยูเครนเป็นคู่ค้าสำคัญ

สำหรับไทย ไทยนำเข้าปุ๋ยแร่ธาตุหรือปุ๋ยเคมีจากโปแลนด์เป็นอันดับที่ 12 มูลค่า 5.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ สูงสุดในกลุ่มประเทศเอเชีย และนำเข้า Heterocyclic Compounds อาทิ nucleic acid เป็นอันดับ 7 มูลค่า 5.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในขณะที่จีนนำเข้า Heterocyclic Compounds มากที่สุดเป็นอันดับหนึ่งมูลค่า 47.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และไต้หวันนำเข้าเป็นอันดับ 6 มูลค่า 7.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

อนึ่ง ในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2548 กลุ่มสินค้าประเภทปุ๋ยและยากำจัดศัตรูพืชและสัตว์เป็นสินค้าที่ไทยนำเข้าจากโปแลนด์เป็นอันดับที่ 4 มูลค่า 11.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และนำเข้ากลุ่มสินค้าเคมีภัณฑ์เป็นอันดับที่ 5 มูลค่า 9.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

1.4 แนวโน้มความต้องการและการผลิต ในช่วง 2-3 ปีต่อจากนี้ เป็นที่แน่ชัดว่าอุปสงค์ที่มีต่อสินค้ายางพาราและผลิตภัณฑ์ PVC จะเพิ่มขึ้นเนื่องจากการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมยานยนต์และภาคก่อสร้างของโปแลนด์ อย่างไรก็ดี อุปสงค์ที่มีต่อผลิตภัณฑ์ PVC อาจเพิ่มสูงขึ้นในช่วงปี 2549-2550 และชะลอตัวอีกครั้งในปี 2551 เนื่องจากเป็นปีที่รัฐบาลจะเริ่มเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มอาคารที่อยู่อาศัยใหม่จาก 7%เป็น 22%

2. REACH และผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์ของโปแลนด์

เมื่อเดือนธ.ค.2548 สภายุโรปได้ให้ความเห็นชอบต่อร่างกฎระเบียบ REACH (Registration, Evaluation and Authorization of Chemicals) ซึ่งกำหนดให้ผู้ประกอบการที่ผลิตหรือนำเข้า (1) สารเคมีมากกว่า 10 ตันต่อปี หรือ (2) สารเคมีมีพิษมากกว่า 1 ตันต่อปีต้องได้รับการตรวจสอบเพื่อขึ้นทะเบียนได้รับใบอนุญาตสามารถค้าและผลิตเคมีภัณฑ์ในสหภาพยุโรปได้ ทั้งนี้ วัตถุประสงค์หลักเพื่อปกป้องสุขภาพมนุษย์และสิ่งแวดล้อมจากการแข่งขันและการพัฒนานวัตกรรมของภาคอุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์ในสหภาพยุโรป นอกจากนั้น ยังถือเป็นการแสดงความรับผิดชอบของภาคอุตสาหกรรมในการจัดการความเสี่ยงที่ผู้บริโภคอาจได้รับจากสารเคมี โดยผู้ประกอบการจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการตรวจสอบ (testing) การขึ้นทะเบียน การปรับปรุงคุณภาพการผลิต REACH จะมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการในเดือนเม.ย.2550 อย่างไรก็ดี โปแลนด์ได้เตรียมพร้อมปฏิบัติตามกฎระเบียบดังกล่าวโดยคาดว่าจะต้องเสียค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ประมาณ 450 ล้านยูโร

3. ข้อเสนอแนะและข้อสนเทศเพิ่มเติม

ไทยอาจพิจารณามีความร่วมมือด้านการค้าที่แนบแน่นยิ่งขึ้นกับโปแลนด์ใน 3 สาขาหลัก ดังนี้

3.1 ยา ตลาดเภสัชภัณฑ์ของโปแลนด์กำลังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยยาในท้องตลาดโปแลนด์ส่วนใหญ่ประมาณร้อยละ 63 เป็นผลิตภัณฑ์นำเข้า ไทยอาจพิจารณาศึกษาช่องว่างการนำเข้าเภสัชภัณฑ์ในตลาดของโปแลนด์เพื่อผลักดันให้ผลิตภัณฑ์ยาของไทยที่ปัจจุบันโปแลนด์นำเข้าเพียง 5.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (8 เดือนแรกของปี 2548) เพิ่มจำนวนและเข้ามาเติมเต็มตลาดเภสัชภัณฑ์ของโปแลนด์ได้มากขึ้น

อนึ่ง ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2548 โปแลนด์นำเข้ายา (medicaments พิกัด 3003,3004) มูลค่าสูงถึง 1,275 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยมีฝรั่งเศส เยอรมนี สวิตเซอร์แลนด์ อังกฤษและสโลเวเนียเป็นคู่ค้าสำคัญ 5 อันดับแรก (มูลค่า 252 / 192 / 122 / 106 และ 71 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ตามลำดับ)

3.2 ยางพารา โรงงานผลิตยางรถยนต์ที่กำลังเพิ่มมากขึ้นส่งผลโดยตรงต่อความต้องการวัตถุดิบยางที่เพิ่มขึ้นของโปแลนด์ ไทยอาจพิจารณาใช้ช่องทางการส่งออกที่มีอยู่เจรจาขอเพิ่มจำนวนการส่งออก (ในช่วง 8 เดือนแรกของปี 48 ไทยส่งออกยางพาราให้โปแลนด์มูลค่า 5.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) รวมทั้งพิจารณาหารือโดยตรงกับผู้บริหารระดับสูงของบริษัทผลิตยางรถยนต์ซึ่งมีอำนาจในการสั่งซื้อวัตถุดิบป้อนโรงงานผลิตในแต่ละภูมิภาคเกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการเพิ่มจำนวนการสั่งซื้อวัตถุดิบจากไทยอย่างจริงจัง

3.3 เครื่องสำอาง สบู่และผลิตภัณฑ์รักษาผิว โปแลนด์นำเข้ากลุ่มผลิตภัณฑ์ดังกล่าวเป็นมูลค่าร่วม 400 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จากประเทศยุโรปตะวันตกเป็นหลัก ในขณะที่ไทยส่งออกกลุ่มผลิตภัณฑ์ดังกล่าวมูลค่าร่วม 800 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยมีกลุ่มประเทศเอเชียเป็นคู่ค้าหลัก ไทยอาจพิจารณาใช้โปแลนด์เป็นอีกหนึ่งช่องทางในการเปิดตัวเข้าสู่ตลาดยุโรปอย่างจริงจังต่อไป