อุตสาหกรรมสัตว์ปีกของตุรกีซึ่งจัดว่าใหญ่เป็นอันดับที่ 14 ของโลกต้องปรับตัวเข้ากับการชะลอตัวของตลาดจากสถานการณ์ไข้หวัดนก

สถานการณ์ไข้หวัดนก

ภายหลังจากกลางเดือนมกราคมที่ผ่านมา ตุรกีไม่มีการพบกรณีเชื้อไข้หวัดนกในคนเพิ่มเติม โดยสถิติผู้ติดเชื้อไข้หวัดนก (H5N1) ที่ยืนยันแล้วในตุรกียังคงเดิมอยู่ที่ 12 ราย และมีจำนวนผู้เสียชีวิต 4 ราย โดยทั้งหมดเป็นเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี ทั้งนี้ ทีมแพทย์ได้เปิดเผยว่า การเข้ารับการรักษาอย่างทันท่วงทีเป็นหัวใจสำคัญของการรอดชีวิต โดยจากสถิติในตุรกี ผู้เสียชีวิตทั้ง 4 ราย ใช้เวลารอเฉลี่ยประมาณ 9 วันก่อนได้รับการตรวจรักษา ในขณะที่ผู้ติดเชื้อที่รอดชีวิตได้รับการรักษาด้วยยา Tamiflu จากบริษัท Roche AG และ Gilead Sciences Inc. ภายใน 5½ วันโดยเฉลี่ย ประกอบกับการได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดใน ICU

ผลกระทบต่ออุตสาหกรรมสัตว์ปีก

เหตุการณ์ระบาดของเชื้อไข้หวัดนกได้ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมสัตว์ปีกของตุรกี (อนึ่ง อุตสาหกรรมสัตว์ปีกของตุรกีจัดได้ว่าใหญ่เป็นอันดับที่ 14 ของโลก มีปริมาณการผลิต 1 ล้านตันต่อปี ก่อให้เกิดรายได้หมุนเวียนเป็นมูลค่ากว่า 3 พันล้านเหรียญสหรัฐต่อปี และก่อให้เกิดการจ้างงาน 2 ล้านคน) โดยผู้ผลิตไก่และไข่ไก่ส่วนใหญ่ได้ตัดสินใจลดปริมาณการผลิตลง 50% เพื่อตอบสนองต่อปริมาณความต้องการบริโภคที่ลดลงอย่างมากในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมาโดยเฉพาะช่วงกลางเดือนมกราคมที่พบกรณีการติดเชื้อ H5N1 ในมนุษย์ในตุรกีเป็นครั้งแรกทำให้เกิดการตื่นตระหนกอย่างมากในหมู่ผู้บริโภค ส่งผลให้ยอดขายไก่ลดลงเหลือเพียง 10% และไข่ไก่ลดลงเหลือ 30% ของยอดขายปกติ อย่างไรก็ดี ณ ขณะนี้ เหตุการณ์ดังกล่าวยังไม่ได้ส่งผลกระทบถึงขั้นที่ทำให้เกิดการ downsize ของบริษัทต่างๆ ที่จะนำไปสู่การไล่คนงานออก

มาตรการของรัฐบาล

นอกเหนือจาก 1) มาตรการประชาสัมพันธ์ให้ความรู้กับผู้บริโภคเกี่ยวกับไข้หวัดนกแล้ว รัฐบาลตุรกีได้ออก 2) มาตรการบรรเทาภาระผู้ผลิตไก่และไข่ไก่ด้วยการผ่อนผันให้เลื่อนการจ่ายภาษีเงินได้ออกไปได้ 6 เดือน และ 3) นโยบายยกระดับมาตรฐานสุขอนามัยของสินค้าไก่และไข่ไก่โดยผู้ผลิตต้องจัดส่งไก่ขายในบรรจุภัณฑ์ที่ปิด โดยมีฉลากบอกรายระเอียด เครื่องหมายการค้า วันหมดอายุที่ชัดเจนเท่านั้น ส่งผลให้ผู้ผลิตไก่ที่เคยส่งไก่ขายเป็น lot ใหญ่ๆ ในลักษณะไก่สดต้องปรับวิธีการจัดส่งใหม่และพบกับต้นทุนที่สูงขึ้น อย่างไรก็ดี สถานการณ์ไข้หวัดนกและมาตรการดังกล่าวได้ส่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างตลาดสัตว์ปีกในตุรกี โดยผู้บริโภคจะเปลี่ยนมาบริโภคไก่ และไข่ไก่จากผู้ค้าที่เป็นบริษัทรายใหญ่ ทำการเลี้ยงแบบ integrated farm และมีตราเครื่องหมายการค้า การบรรจุหีบห่อ ถูกต้อง ถูกหลักอนามัย มากขึ้นโดยจะส่งผลให้ผู้ประกอบการรายย่อยค่อยๆ หายไปในระยะยาว

บริษัท CP ตุรกี เปิดเผยว่ายอดขายในเดือนมกราคมที่ผ่านมาตกลงเหลือ 5-10% อย่างไรก็ดี ในช่วงนี้ สถานการณ์คลี่คลาย การเสนอข่าวน้อยลง ไม่มีจำนวนผู้ติดเชื้อในมนุษย์เพิ่ม ผู้บริโภคเริ่มคลายความตื่นตระหนก ทำให้ยอดขายเพิ่มขึ้นมาเป็นประมาณ 40-50% ของปริมาณการขายเดิม บริษัท CP ได้มีการรวมตัวกับสมาคมผู้เลี้ยงไก่ในตุรกีเพื่อหารือกับรัฐบาลเกี่ยวกับปัญหาไข้หวัดนก โดย CP ได้หารือถึงแนวทางการใช้วัคซีนป้องกันด้วย อย่างไรก็ดี ที่ผ่านมา รัฐบาลตุรกียังคงมีท่าทีแบ่งรับแบ่งสู้เกี่ยวกับทางเลือกการใช้วัคซีน ทั้งนี้ บริษัท C.P. แสดงความกังวลว่าอาจมีการระบาดของไข้หวัดนกในตุรกีอีกครั้งในฤดูใบไม้ผลิที่กำลังจะมาถึงอีก 1-3 เดือนข้างหน้า เนื่องจากเป็นฤดูที่ฝูงนกย้ายถิ่นจะบินกลับมาจากทวีปแอฟริกาโดยมีเส้นทางผ่านตุรกีอีกครั้ง