รัฐบาลตุรกีตัดสินใจลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) สินค้าสิ่งทอลงถึง 10% เพื่อช่วยเหลือผู้ผลิตสิ่งทอภายในประเทศที่ประสบกับภาวะอุตสาหกรรมสิ่งทอหดตัวอย่างมากในช่วงหลัง

รัฐบาลตุรกีตัดสินใจลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) สินค้าสิ่งทอลงถึง 10% เพื่อช่วยเหลือผู้ผลิตสิ่งทอภายในประเทศที่ประสบกับภาวะอุตสาหกรรมสิ่งทอหดตัวอย่างมากในช่วงหลัง สรุปประเด็นสำคัญ ดังนี้

1. เมื่อช่วงต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ผู้ผลิตสิ่งทอตุรกีได้รวมตัวกันและเรียกร้องมาตรการช่วยเหลือจากรัฐบาลเนื่องจากในปี 2005 อุตสาหกรรมสิ่งทอต้องประสบกับภาวะหดตัวอย่างรุนแรงคิดเป็นมูลค่า 2 พันล้านเหรียญสหรัฐ ส่งผลให้มีแรงงานตกงาน 151,274 ราย และบริษัท 1,160 แห่งต้องปิดกิจการ โดยเป็นผลมาจาก 1) การแข่งขันของสินค้าที่มีราคาถูกจากจีน 2) ค่าเงินลีร่า (YTL) แข็งตัวส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของสินค้าส่งออกของตุรกี 3) ต้นทุนที่สูงขึ้นอันมาจากค่าแรงและราคาน้ำมันที่สูงขึ้น (อนึ่ง ภายหลังวิกฤตราคาน้ำมัน สัดส่วนต้นทุนพลังงานต่อต้นทุนทั้งหมดในการผลิตสิ่งทอในตุรกีเพิ่มจาก 9% เป็น 18% และสัดส่วนต้นทุนจากค่าแรงในการผลิตเพิ่มขึ้นจาก 7.5% เป็น 19%)

2. ในที่สุด รัฐบาลตุรกีได้ตัดสินใจลดอัตราภาษี VAT สินค้าสิ่งทอในตุรกีจาก 18% เหลือ 8% ซึ่งมาตรการดังกล่าวถือเป็นหนึ่งในมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล โดยก่อนหน้านี้ รัฐบาลตุรกีได้มีมาตรการลดภาษีบริษัท (Corporate tax) จาก 33% เหลือ 20% และภาษีเงินได้ (Income tax) จาก 45% เหลือ 40% และ 35% ในที่สุดไปแล้ว

3. รัฐบาลตุรกีคาดหวังว่ามาตรการลด VAT ดังกล่าวจะช่วยบรรเทาผลกระทบต่างๆ ที่ทำให้อุตสาหกรรมสิ่งทอในตุรกีประสบกับภาวะหดตัวอย่างรุนแรงทั้งในด้านจำนวนผู้ประกอบการและเงินทุนในช่วงหลัง โดยคาดว่าจะส่งผลกระตุ้นการลงทุนและการจ้างงานในอุตสาหกรรมสิ่งทอต่อไป เนื่องจากสิ่งทอเป็นอุตสาหกรรมที่ตุรกีให้ความสำคัญในลำดับต้นๆ เป็นอุตสาหกรรมที่มีอัตราการขยายตัวสูงมากภายในช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมา กอปรกับปัจจัยพื้นฐานที่ว่าตุรกีเป็นประเทศผู้ผลิตฝ้ายรายใหญ่อันดับ 6 ของโลก เป็นประเทศผู้ผลิตเสื้อผ้าสำเร็จรูป (ready to wear) รายใหญ่เป็นอันดับ 8 ของโลก และเป็นประเทศผู้ส่งออกสิ่งทอรายใหญ่อันดับ 3 ของโลกโดยมีมูลค่าการส่งออกสิ่งทอ 18.7 พันล้านเหรียญสหรัฐต่อปี คิดเป็น 25% ของปริมาณการส่งออกทั้งหมดของประเทศ

4. ผู้ผลิตสิ่งทอในประเทศยังคงไม่พอใจมาตรการดังกล่าวของรัฐบาลโดยเห็นว่ายังไม่เพียงพอ โดยมาตรการลดภาษีดังกล่าว โดยเปรียบเทียบแล้วน่าจะเป็นประโยชน์กับธุรกิจของผู้นำเข้าเสื้อผ้าแบรนด์ดังสำหรับตลาดชั้นบนมากกว่าเพราะ VAT เป็นภาษีผู้บริโภค มีความเกี่ยวข้องกับต้นทุนการผลิตค่อนข้างจำกัด นอกจากนี้ ผู้ผลิตสิ่งทอได้เรียกร้องให้เพิ่มมาตรการปกป้องตลาดและมีการแทรกแซงค่าเงินลีร่าในตลาดแลกเปลี่ยนเงินตรา

5. ที่ผ่านมา รัฐบาลตุรกีได้ใช้มาตรการปกป้องตลาดสิ่งทออย่างเต็มที่กับประเทศจากเอเชีย อาทิ จีน เกาหลีใต้ ไต้หวัน มาเลเซีย และไทยในระดับหนึ่งแล้ว อนึ่ง สินค้าที่ใช้ในอุตสาหกรรมสิ่งทอ polyester และ synthetic yarn ที่ไทยส่งออกมาตุรกีเป็นสินค้าที่โดนอากรตอบโต้การทุ่มตลาดจากตุรกี

6. นอกจากนี้ ในความเป็นจริง ธนาคารกลางตุรกีได้เข้าแทรกแซงค่าเงินลีร่าบางส่วนแล้วตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคมนี้ ภายหลังจากมีการวิเคราะห์กันอย่างกว้างขวางว่าค่าเงินลีร่า over valued อันเป็นผลจากเงินทุนไหลเข้าระยะสั้นปริมาณมากในช่วงหลัง ซึ่งจะไม่ส่งผลดีในระยะยาวต่อตลาดการเงิน และการส่งออก โดยนักการเงินได้แนะนำให้รัฐบาลตุรกีเริ่มทยอยชดใช้หนี้ต่างประเทศเพื่อลดปริมาณเงินตราต่างประเทศในระบบ และเป็นการช่วยลดค่าเงินลีร่าอีกทางหนึ่ง

7. นักเศรษฐศาสตร์จาก Morgan Stanley วิเคราะห์ว่าค่าเงินลีร่าที่แข็งตัวไม่ใช่ปัจจัยหลักแต่เป็นปัจจัยกระตุ้นให้เห็นจุดอ่อนในภาคอุตสาหกรรมที่ไม่เข้มแข็งของตุรกี เช่น อุตสาหกรรมสิ่งทอที่เป็นลักษณะ traditional ที่ขาดการพัฒนาด้านเทคโนโลยีส่งผลให้มีผลประกอบการที่ค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับภาคอุตสาหกรรมอื่นๆ ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา โดยอุตสาหกรรมสิ่งทอและเสื้อผ้าตุรกีประสบภาวะปริมาณการผลิตลดลง 11.9% และ 12.5% ต่อปีในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา การยกเลิกโควต้าสิ่งทอตามพันธะ WTO ทำให้ประเทศผู้ผลิตสิ่งทอที่ไม่มีข้อได้เปรียบด้านต้นทุนการผลิตอย่างแท้จริงทุกประเทศต้องประสบกับการแข่งขันของสินค้าที่ถูกกว่าจากจีน แต่อุตสาหกรรมสิ่งทอของประเทศเหล่านี้จะอยู่รอดต่อไปได้จำเป็นต้องพัฒนาและมีการยกระดับ

8. นาย Tom Dawson- External Relations Director จาก IMF แสดงความเห็นว่ามาตรการลดภาษี VAT ในบางภาคธุรกิจของตุรกีนั้นส่งผลให้เกิดการเบี่ยงเบนของตลาด และขัดต่อแนวทางของ IMF ที่เรียกร้องให้รัฐบาลตุรกีมีวินัยทางการเงินการคลังที่เคร่งครัด และเพิ่มรายได้จากการเก็บภาษีโดย 1) พัฒนาประสิทธิภาพในการจัดเก็บภาษี และ 2) ขยายฐานเก็บภาษีให้ครอบคลุมหลายภาคธุรกิจเพื่อให้ในปริมาณรายได้จากภาษีที่เท่ากัน รัฐมิต้องเรียกเก็บภาษีในภาคใดภาคหนึ่งมากเกินไปจนกระทบต่อการลงทุน ทั้งนี้ คาดว่า IMF จะเรียกร้องให้รัฐบาลตุรกีเพิ่มภาษีส่วนอื่นเป็นการทดแทนการสูญเสียรายได้จากภาษีสิ่งทอ

9. โดยสรุป ไทยและตุรกีเป็นคู่ค้าสินค้าสิ่งทอ ด้ายและเส้นใยประดิษฐ์เป็นหนึ่งในสินค้าส่งออกสำคัญของไทยมายังตุรกี มีมูลค่าส่งออกสูงเป็นอันดับ 3 คือ 52.3 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2548 ในขณะที่สินค้าผ้าผืน ด้ายและเส้นใย และเสื้อผ้าสำเร็จรูป เป็นสินค้าติด 10 อันดับสินค้ามูลค่าสูงสุดส่งออกจากตุรกีมาไทยมูลค่าการค้ารวม 14.8 ล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2548 ในขณะเดียวกัน ไทยและตุรกีก็เป็นคู่แข่งกันในตลาดประเทศที่สาม เช่น สหรัฐ และยุโรป โดยทั้งไทยและตุรกีต้องประสบปัญหาเดียวกันคือการแข่งขันจากจีนทั้งตลาดในประเทศและตลาดส่งออก โดยทั้งสองประเทศต้องพยายามสรรหาและใช้กลยุทธ์พัฒนาคุณภาพสินค้าและสร้างความแตกต่างโดยเน้นเทคโนโลยีและดีไซน์เพื่อเพิ่มมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าต่อไป