เมื่อวันที่ 31 มี.ค. 2549 ศูนย์นโยบายยุโรป (European Policy Centre หรือ EPC) ได้จัดการสัมมนาเรื่อง “Public Health in Emergencies: Transatlantic Experiences” โดยมีวิทยากรทั้งจากหน่วยงานในยุโรปและสหรัฐฯ มาให้ความรู้และข้อมูลที่น่าสนใจในประเด็นสำคัญเกี่ยวกับ การป้องกันและควบคุมการระบาดของโรค และการเตรียมรับมือกับภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขของยุโรปและสหรัฐฯ

วิทยากรที่เข้าร่วมการสัมมนา ได้แก่ (1) นาย Frank Rapoport จากบริษัท McKenna Long & Aldridge (บริษัทกฎหมายระหว่างประเทศของสหรัฐฯ) (2) นาย Robert Shotton ผู้อำนวยการในหน่วยงานของคณะกรรมาธิการยุโรปด้านสุขภาพและการคุ้มครองผู้บริโภค (3) นาง Moya Wood-Heath จากองค์การกาชาดสากลประจำกรุงบรัสเซลส์ (4) นาย Steve Bice จาก Battelle Corp. และเคยดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการกองที่ดูแลเกี่ยวกับการสำรองวัคซีนและยา ในศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคระบาดของสหรัฐฯ (5) นาย Marc Ostfield ที่ปรึกษาด้านการก่อการร้ายชีวภาพ กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ (6) นาย Dan Gold จากสถาบันผู้ผลิตยา Human Genome Sciences และมีผู้กล่าวปิดการสัมมนา 2 คน ได้แก่ นาย John Martin ผู้อำนวยการ WHO ประจำ EU และนาย Mark Rhinard นักวิจัยอาวุโส สถาบันด้านการต่างประเทศของสวีเดน สรุปประเด็นสำคัญในการสัมมนาดังกล่าวได้ดังนี้

การป้องกันและควบคุมการระบาดของโรค

อเมริกา: นาย Rapoport กล่าวว่าแม้ว่ารัฐบาลของประธานาธิบดีบุชจะได้รับการวิพากษ์วิจารณ์ค่อนข้างมากว่ายังดำเนินการในเรื่องการรับมือกับภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุข (เช่น ในกรณีเกิด Dirty Bomb) ยังไม่ดีเพียงพอเท่าที่ควร แต่สิ่งที่ดำเนินการไปแล้ว ได้แก่ การรับรองกฎหมายจากสภาสหรัฐฯ เมื่อปี 2548 เรื่อง Bioshield ซึ่งข้อกฎหมายนี้อนุญาตให้รัฐบาลสหรัฐฯ รับรองแก่บริษัทผู้ผลิตยาและวัคซีนว่าถ้าหากได้มีการวิจัยและพัฒนาวัคซีนหรือยาที่ต่อต้านสารชีวภาพหรือโรคระบาดเกิดใหม่ที่สำคัญได้ รัฐบาลสหรัฐฯ การันตีว่าจะเป็นผู้รับซื้อยาเหล่านั้น (งบประมาณทั้งหมดราว 6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) ซึ่งรัฐบาลหวังว่าจะกระตุ้นให้บริษัทผู้ผลิตทำ R&D ด้านวัคซีนหรือยาใหม่ๆ ได้อย่างรวดเร็วและเพิ่มมากขึ้น และในกรณีฉุกเฉินอย่างมาก สามารถใช้วัคซีนหรือยานั้นก่อนได้รับอนุญาตจากหน่วยงานอาหารและยา (FDA) ของอเมริกาได้ นอกจากนี้ ยังอนุญาตให้การพัฒนายาต่อต้าน Ebola, Anthrax และ Smallpox ใช้ผลการรับรองที่ทดลองแล้วกับสัตว์แล้วใช้ได้ผลอีกด้วย

ยุโรป: นาย Shotton ให้ข้อมูลว่า ขณะนี้ยุโรปกำลังจัดตั้งศูนย์ควบคุมและป้องกันการระบาดของโรค (Centre for Disease Control and Prevention) ที่กรุงสตอกโฮล์ม ซึ่งประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญเพื่อทำการวิจัยและแสวงหาข้อตกลงร่วมกันสำหรับการตอบโต้ภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุข รวมทั้งทบทวนแผนการเตรียมการณ์ของประเทศสมาชิกให้สอดคล้องกัน และรัฐบาลของประเทศสมาชิก EU กำลังเจรจากับอุตสาหกรรมเภสัชกรรมในเรื่องการผลิตวัคซีน ทั้งนี้ EU ใช้การสำรองวัคซีนฉุกเฉินเป็นหลัก

นอกจากนี้ ยุโรปได้มีการจัดทำแบบจำลอง (simulation) สถานการณ์ฉุกเฉินในกรณีเกิดโรคระบาดซึ่งสิ่งที่ต้องปรับปรุงหากเกิดโรคระบาดหรือภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขใน EU ได้แก่ การวางระบบสำหรับ staff สำหรับการปฏิบัติงานในภาวะเกิดโรคระบาด การให้ข้อมูลกับสื่อมวลชนเพื่อที่จะได้อธิบาย และลดภาวะแตกตื่นของประชาชน และการกำหนดช่องทางในการติดต่อระหว่างประเทศสมาชิกและองค์กร/หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เป็นต้น ที่ผ่านมายุโรปได้เข้าร่วมในการประชุมเกี่ยวกับไข้หวัดนกที่กรุงปักกิ่ง ให้ความช่วยเหลือด้านการเงินแก่ประเทศต่างๆ เพื่อแก้ไขปัญหาไข้หวัดนก และในขณะนี้มีหลายประเทศสมาชิก EU ซึ่งพบการระบาดของไข้หวัดนกในสัตว์ปีกป่า และแต่ละประเทศก็มีความเตรียมพร้อมในการกำจัดการระบาดของโรคแตกต่างกัน

EU ยังไม่มีข้อกฎหมายหรือกฎเกณ์ที่จะบังคับให้ทุกประเทศสมาชิกดำเนินการในเรื่องสาธารณสุข (public health) ในลักษณะเป็นหนึ่งเดียวกันได้ แตกต่างจากเรื่องสุขภาพสัตว์ (animal health) ที่ EU สามารใช้ข้อกฎหมายให้มีการปฏิบัติในทิศทางเดียวกัน

NGO:นาง Wood-Heath ได้ให้ความเห็นว่าในส่วนการทำงานขององค์การกาชาดสากลมีความพร้อมที่จะปฏิบัติงานในภาวะฉุกเฉิน โดยมองว่าการร่วมมือกับหน่วยงานและประชากรท้องถิ่นเพื่อป้องกันและควบคุมการระบาดของโรคมีประสิทธิผลรวดเร็วกว่าการดำเนินการแบบ top-down การช่วยเหลือในภาวะเกิดการระบาดของโรคควรพิจารณาปัจจัยสำคัญ ได้แก่ ประชาชนที่ได้รับผลกระทบในพื้นที่นั้นๆ ต้องการอะไรและจะมีส่วนในการแก้ไขปัญหาได้อย่างไรด้วย

การเตรียมรับมือกับภาวะฉุกเฉิน

ตามความเห็นของ นาย Bice จาก Battelle Corp. การสำรองวัคซีนและยา (stockpiling) และการเตรียมการณ์ที่ดีเป็นปัจจัยสำคัญในการรับมือกับภาวะฉุกเฉิน นอกจากนี้ยังต้องมองภาพรวมเมื่อเกิดภาวะฉุกเฉินในด้านอื่นๆ ด้วย เช่น การจัดเตรียมยาสำหรับผู้ป่วยโรคอื่น การจัดหาไซริงค์ที่เพียงพอ เป็นต้น

ในขณะที่นาย Ostfield จากกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ให้ความเห็นว่าการรับมือกับภาวะฉุกเฉินสามารถแบ่งได้ออกเป็น 3 แนวทาง ได้แก่ แนวทางความร่วมมือระหว่างประเทศ ความร่วมมือในต่างสาขาวิชา (multi-discipline approach) และความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน โดยจะต้องมีการหารือกันอย่างใกล้ชิดเพื่อให้รับรู้ถึงประสิทธิภาพและความต้องการของแต่ละฝ่าย

มาตการต่อภาวะฉุกเฉินควรประกอบด้วย 4 สาขาหลัก ได้แก่ (1) การเฝ้าระวังภัยที่อาจเกิดขึ้น (2) การป้องกันและการรักษา (3) การตรวจสอบและติดตาม และ (4) การตอบสนองต่อภาวะฉุกเฉินนั้น

นาย Ostfield ได้ให้ข้อสังเกตว่าเมื่อมาถึงเรื่องการสาธารณสุขเพื่อรับมือกับภาวะฉุกเฉินแล้ว ประเทศต่างๆ มีแนวโน้มที่จะใช้แผนการณ์ระดับชาติ หรือแก้ไขปัญหาในประเทศของตนโดยมิได้คำนึงถึงประเทศอื่นมากนัก

ระบบระหว่างประเทศยังเป็นที่พึ่งได้อยู่หรือไม่

นาย Martin ได้ให้ความเห็นในช่วงท้ายของการสัมมนาว่า แม้ว่าแต่ละประเทศ แต่ละภูมิภาคจะมีแนวทางรับมือกับปัญหาแยกเฉพาะ แต่อยากให้มองในภาพกว้างด้วยว่าองค์การระหว่างประเทศเป็นเวทีที่สำคัญที่แต่ละประเทศจะสามารถร่วมมือกันในการรับมือกับภาวะฉุกเฉินด้านการสาธารณสุขและเป็นประโยชน์ในการเป็นกลไกประสานความร่วมมือได้ ทั้งนี้จะมีการทบทวนกฎระเบียบด้านการสาธารณสุขระหว่างประเทศในปี 2550 ภายหลังการเจรจาระหว่างรัฐบาลของประเทศสมาชิก UN นอกจากนี้ สมัชชาแห่งชาติของ UN ได้รับรองมติที่เสนอแนะให้ประเทศสมาชิกปรับปรุงมาตรการด้านความมั่นคงและความปลอดภัยในห้องแล็บด้านสาธารณสุข และในส่วนของ WHO ได้วางระบบในการติดตามข้อมูล 24 ชั่วโมง เพื่อนำข้อมูลมาวิเคราะห์และเตรียมรับมือกับภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขได้ต่อไป

ข้อสังเกต

จากผลการสัมมนาได้เห็นความแตกต่างที่ค่อนข้างชัดเจนว่าสหรัฐฯ ดำเนินการแบบเชิงรุก มากกว่ายุโรปในเรื่อง R&D โดยเน้นให้บริษัทผู้ผลิตยาสร้างวัคซีนหรือตัวยาใหม่โดยให้เงินสนับสนุนในทางอ้อม (การันตีว่าจะรับซื้อวัคซีนหรือยาหากการวิจัยประสบความสำเร็จ) ซึ่งในทางหนึ่งทำให้บริษัทผู้ผลิตมีแรงจูงใจในการทำวิจัย ในขณะที่ฝั่งยุโรปยังใช้มาตรการ stockpiling และเพิ่งจัดตั้งศูนย์เพื่อควบคุมและการป้องกันการระบาดของโรค ซึ่งยังไม่เปิดใช้อย่างสมบูรณ์

นอกจากนี้ การเตรียมการณ์รับมือกับภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขในยุโรปยังมีลักษณะแยกกันกำหนดนโยบายรายประเทศ ซึ่งคาดว่าภายหลังการทำแบบจำลองอาจมีการกำหนดมาตรการและสร้างช่องทางการประสานงานระหว่างประเทศสมาชิก EU ได้ชัดเจนมากขึ้น

ในส่วนของไทยอาจปรับใช้ประสบการณ์ทั้งสองแบบเพื่อรับมือกับภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุข โดยในทางหนึ่งการสำรองวัคซีนหรือยาให้เพียงพอ และการกำหนดแผนงานเพื่อรับมือกับภาวะฉุกเฉินมีความจำเป็น และในอีกทางหนึ่งนั้นการสนับสนุนให้เกิดการวิจัยและพัฒนาวัคซีนหรือตัวยาใหม่ๆ ก็เป็นสิ่งที่ต้องสนับสนุนและกระตุ้นให้ดำเนินการอย่างต่อเนื่องเช่นเดียวกัน นอกจากนี้ การให้ความรู้แก่มวลชนเพื่อการปฏิบัติตัวอย่างถูกวิธีในการป้องกันและรับมือกับการระบาดของโรคก็เป็นสิ่งสำคัญยิ่ง ซึ่งจะช่วยทำให้ประชาชนมีความมั่นใจและมีส่วนช่วยในการป้องกันและควบคุมการระบาดของโรคเมื่อเกิดภาวะฉุกเฉินได้อีกทางหนึ่งด้วย