สำหรับสหภาพยุโรป ดูเหมือนว่าภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และกลุ่มประเทศอาเซียนจะกลายเป็นภูมิภาคที่มีความสำคัญมากยิ่งในฐานะภูมิภาคถ่วงดุลในเอเชีย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในยุคที่การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศใหญ่ในเอเชียอย่างจีนและอินเดียเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเป็นที่น่าจับตาและหวั่นเกรงของหลายประเทศทั่วโลก รวมทั้งยุโรป ทางทีมงานไทยยุโรป.เน็ตจึงได้เข้าพบและสัมภาษณ์ นาย Hartmut Nassauer ชาวเยอรมนี สมาชิกสภายุโรป ผู้มีบทบาทอันโดดเด่นในความสัมพันธ์ระหว่างสหภาพยุโรปกับกลุ่มอาเซียนคนหนึ่ง

นาย Hartmut Nassauer เป็นสมาชิกสภายุโรป (European Parliament) กลุ่ม European People’s Party (Christian Democrats) and European Democrats ปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการต่างประเทศ ด้านความสัมพันธ์กับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และอาเซียนของสภายุโรป และยังเป็นผู้ที่มีความคุ้นเคยและมีความเชี่ยวชาญพิเศษเกี่ยวกับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และอาเซียนของสภายุโรป อีกทั้งยังเป็นหนึ่งในนักการเมืองยุโรปที่ความกระตือรือล้น ให้ความสนใจ และมีทัศนะคติในเชิงบวกต่ออาเซียนอย่างมาก โดยนาย Nassauer ได้แสดงวิสัยทัศน์อันสื่อถึงความเชื่อมั่นในอนาคตที่สดใสและแข็งแกร่งของความสัมพันธ์สหภาพยุโรปและกลุ่มประเทศอาเซียน

อาเซียนและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้: ภูมิภาคแห่งการถ่วงดุลอำนาจ?
นาย Nassauer เปิดประเด็นแรกของการสนทนาด้วยการเน้นความจำเป็นอย่างยิ่งยวดในการประสานความสัมพันธ์สหภาพยุโรปและอาเซียนที่ดีอยู่แล้วให้ยิ่งแข็งแกร่งขึ้นเพื่อประโยชน์ร่วมกันของทั้งสองฝ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่จีนก้าวขึ้นมามีบทบาทและมีอำนาจทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในเวทีเศรษฐกิจโลก สำหรับสหภาพยุโรป ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และกลุ่มประเทศอาเซียนเป็นภูมิภาคที่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์อย่างมากในยุคที่ศูนย์กลางทางเศรษฐกิจกำลังเคลื่อนย้ายทิศทางไปสู่จีน อินเดีย รวมทั้งการกลับมาเป็นมาหอำนาจทางเศรษฐกิจของญี่ปุ่น อย่างที่หลายฝ่ายไม่อาจปฏิเสธได้ ทั้งนี้ สหภาพยุโรปจึงมุ่งการพัฒนาความสัมพันธ์ของตนกับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และกลุ่มประเทศอาเซียนให้แข็งแกร่งขึ้นเพื่อเป็นการถ่วงดุลอำนาจของตนในภูมิภาคเอเชีย

ความหวังสำหรับการรวมตัวกันที่แข็งแกร่งขึ้นของอาเซียน
แม้สหภาพยุโรปมุ่งหวังจะพัฒนาความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับกลุ่มประเทศอาเซียนให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น แต่นาย Nassauer แสดงความห่วงกังวลในประเด็นระดับการบูรณาการของกลุ่มประเทศอาเซียน ซึ่งยังไม่แข็งแกร่งมากเท่าที่ควร ทำให้เกิดช่องว่างในความสัมพันธ์ระหว่างสหภาพยุโรปกับประเทศสมาชิกอาเซียนเก่า 6 ประเทศ และประเทศสมาชิกอาเซียนใหม่ 4 ประเทศ (ซึ่งความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจของสหภาพยุโรปกับประเทศสมาชิกอาเซียนเก่า 6 ประเทศ รวมทั้งประเทศไทยนับได้ว่าแข็งแกร่งและมีมายาวนานมากกว่า)

แม้นาย Nassauer จะตระหนักดีว่า การที่กลุ่มประเทศอาเซียน 10 ประเทศมีความแตกต่างกันมากทั้งในด้านภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ การเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ทำให้กลุ่มประเทศอาเซียนไม่สามารถรวมตัวได้อย่างแนบแน่นเช่นเดียวกับการบูรณาการของประเทศยุโรป กระนั้นก็ตาม นาย Nassauer มีความเห็นว่าการบูรณาการที่แข็งแกร่งขึ้นจะช่วยส่งเสริมความสำคัญของอาเซียน ไม่ให้ตกขอบเวทีในเวทีระหว่างประเทศ ทั้งในด้านเศรษฐกิจและการเมือง ท่ามกลางกระแสการผงาดขึ้นมาอย่างรวดเร็วของจีนและอินเดีย

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากระดับการพัฒนาของอาเซียนที่ยังไม่เท่าเทียมกันและการรวมตัวของอาเซียนเองยังไม่คืบหน้าเท่าที่ควร การขยายร่วมมือใดๆในกรอบพหุภาคีอาจต้องใช้เวลานาน ดังนั้น ความร่วมมือแบบทวิภาคีระหว่างสหภาพยุโรปกับแต่ละประเทศในกลุ่มอาเซียนโดยเฉพาะในด้านเศรษฐกิจดูจะเป็นคำตอบสำหรับอนาคตความสัมพันธ์ของสองภูมิภาค อาทิ การเปิดการเจรจาการค้าเสรี (FTAs) แบบทวิภาคีกับประเทศอาเซียน* เพื่อกระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและแก้ปัญหาทางการค้าที่มีอยู่ในปัจจุบัน ทั้งนี้ นาย Nassauer ได้เน้นย้ำว่าความร่วมมือทางเศรษฐกิจแบบทวิภาคีดังกล่าวยังจะถือว่าอยู่ในกรอบกว้างของความร่วมมือระหว่างสหภาพยุโรปและอาเซียนซึ่งไม่ได้มีความสำคัญลดน้อยลง หากแต่อาจจะยังไม่พร้อมที่จะมีความสัมพันธ์ในแบบภูมิภาคต่อภูมิภาคอย่างแท้จริง

ความสัมพันธ์ทางด้านการเมือง
ในส่วนของความสัมพันธ์ระหว่างสภายุโรปกับรัฐสภาของประเทศสมาชิกอาเซียนนั้น นาย Nassauer เห็นว่าฝ่ายอาเซียนได้แสดงความสนใจมากขึ้นในการประสานความสัมพันธ์ทางการเมืองในมิติดังกล่าว ในส่วนของไทย ได้มีการแลกเปลี่ยนการเยือนระหว่างรัฐสภายุโรปและรัฐสภาไทยอยู่อย่างต่อเนื่อง นอกจากนั้น อาเซียนก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีในการส่งเสริมแนวความคิดแบบยุโรป หรือ European way อันหมายถึงบูรณาการแบบที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตยและการมีกฎระเบียบที่ชัดเจน (State of Law) ซึ่งฝ่ายสหภาพยุโรปมุ่งหวังจะเห็นอาเซียนสนับสนุนแนวความคิดดังกล่าวของยุโรปมากยิ่งขึ้น เพื่อนำไปปรับใช้กับบูรณาการของกลุ่มประเทศอาเซียนเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประเด็นการเคารพกฎสิทธิมนุษยชน อย่างไรก็ดี นาย Nassauer ยังตระหนักและเคารพความแตกต่างของเอเชียและยุโรปว่าเป็นสองภูมิภาคแห่งความแตกต่างกัน ซึ่งตั้งอยู่บนพื้นฐาน ความคิด ความเชื่อ และวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน แต่สหภาพยุโรปยังไม่ย่อท้อในการส่งเสริมความเข้าใจอันดีระหว่างสองฝ่ายอันจะนำไปสู่ความร่วมมือที่ยั่งยืนต่อไป

ประเด็นเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนและการส่งเสริมระบอบประชาธิปไตยในพม่า
สหภาพยุโรป โดยเฉพาะสภายุโรป ยังคงมีจุดยืนที่มั่นคงในประเด็นการส่งเสริมระบอบประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน โดยได้มอบรางวัลให้แก่นางออง ซาน ซู จีน แกนนำระบอบเสรีประชาธิปไตยในพม่า ซึ่งนับเป็นการตอกย้ำท่าทีที่แข็งขันของสหภาพยุโรปในประเด็นดังกล่าว นาย Nassauer เห็นว่าการแก้ปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนในพม่านั้น ต้องการความร่วมมือของทุกฝ่าย นอกจากการกดดันจากฝ่ายยุโรปแล้ว การให้ความร่วมมือในการกดดันพม่าจากฝ่ายอาเซียนก็เป็นเรื่องที่จะมีบทบาทสำคัญมาก ทั้งนี้ ทุกฝ่ายต้องหันหน้าเข้าหากันเพื่อถกถึงปัญหาดังกล่าวแทนการหลีกเลี่ยงการหารือถึงปัญหา

นาย Nassauer เห็นว่าปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนในพม่าเป็นประเด็นที่เป็นขัดขวางพัฒนาการของความสัมพันธ์ระหว่างสหภาพยุโรปและอาเซียนมาเป็นระยะเวลานาน สิ่งที่สหภาพยุโรปหวังจะเห็นคือ ฝ่ายอาเซียนควรแสดงความรับผิดชอบต่อพัฒนการของระบอบประชาธิปไตยในพม่าให้มากกว่านี้ และแสดงท่าทีที่ชัดเจนขึ้น โดยการสนับสนุนความเคลื่อนไหวเพื่อสร้างระบอบประชาธิปไตยในพม่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสนับสนุนและให้ศึกษาแก่เยาวชนและคนรุ่นใหม่ของพม่าให้มีโอกาสได้เรียนรู้ถึงระบอบประชาธิปไตยและการมีส่วนร่วมในเวทีระหว่างประเทศ นาย Nassauer หวังเป็นอย่างยิ่งว่าไทยซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่สำคัญจะมีบทบาทสำคัญในการศึกษาและให้โอกาสเยาวชนพม่าได้เรียนรู้ถึงความหมายของประชาธิปไตยอย่างแท้จริง

บทสรุป: ก้าวสู่ Strategic Partnership?
ท้ายที่สุด นาย Nassauer เน้นว่าแม้จีนและอินเดียจะก้าวขึ้นมามีบทบาทมากขึ้นในเอเชีย แต่อาเซียนไม่ได้มีความสำคัญน้อยลงเลยสำหรับสหภาพยุโรป แต่กลับมีความสำคัญมากขึ้นในฐานะภูมิภาคแห่งการถ่วงดุลอำนาจ โดยสภายุโรปเห็นว่าสหภาพยุโรปควรมุ่งประสานความสัมพันธ์แบบ strategic partnership กับอาเซียน ซึ่งกรอบความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทวิภาคีหลายฉบับที่สหภาพยุโรปกำลังเจรจากับประเทศต่าง ๆ ในอาเซียน รวมทั้งประเทศไทย จะเป็นความหวังสำคัญของการประสานความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งขึ้นของสองฝ่ายต่อไปอนาคต

* ขณะนี้คณะกรรมาธิการยุโรปกำลังอยู่ระหว่างหารือกับอาเซียนเพื่อพิจารณาความเป็นไปได้ในการจัดตั้งแขตการค้าเสรีอาเซียน-อียู โดยการหารือดำเนินการโดยกลุ่มวิสัยทัศน์อาเซียน-อียู (เจ้าหน้าที่อาวุโสด้านเศรษฐกิจของอาเซียนและอียู) ซึ่งจะประชุมกันครั้งที่ 5 ในเดือน พ.ค. ศกนี้ ที่ฟิลิปปินส์ และจะนำข้อสรุปเสนอต่อทีประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน-กรรมาธิการยุโรปด้านการค้าในปลาย พ.ค. ศกนี้