สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงลอนดอน ขอนำเสนอรายงานพิเศษเรื่อง “กฎระเบียบด้านความปลอดภัยสินค้าอาหารของสหราชอาณาจักร” ซึ่งเป็นประเด็นที่อยู่ในความสนใจของผู้ประกอบการและบุคคลทั่วไปในประเทศไทยอย่างมาก

สืบเนื่องจากในช่วงหลายปที่ผ่านมาที่สหภาพยุโรปและสหราชอาณาจักรได้ประสบปัญหาการแพร่ระบาดของโรคตางๆ ที่ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยและสุขอนามัยของสินค้าอาหารเพิ่มมากขึ้น สหภาพยุโรปจึงได้กำหนดนโยบายและแนวทางดำเนินการตามที่ปรากฎใน EU White Paper on Food Safety ที่มุ่งควบคุมความปลอดภัยของสินค้าอาหารอย่างครอบคลุมทั้งห่วงโซ่อาหาร นับจากแหล่งผลิตจนถึงผู้บริโภค (“Farm to fork” approach) โดยในป2004 ไดมีการแก้ไขปรับปรุงกฎระเบียบด้านความปลอดภัยของอาหารหลายฉบับที่กำหนดมีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2549 (Consolidated EU Food Hygiene Legislations ประกอบด้วย Regulation (EC) 852/2004, Regulation (EC) 853/2004 และ Regulation (EC) 854/2004 รวมทั้ง Regulation on Official Feed and Food Controls (EC) Regulation 882/2004) ทั้งนี้ สหราชอาณาจักรก็ได้ออกกฎระเบียบภายในและดำเนินการให้สอดคล้องและเป็นไปตามนโยบายกฎระเบียบของสหภาพยุโรปดังกล่าว

1. สหราชอาณาจักรได้ออกกฎระเบียบ The Food Hygiene (England) Regulations 2005 กำหนดมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2549 ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีสาระสำคัญครอบคลุมตั้งแต่หน่วยผลิตขั้นปฐมและผู้ประกอบการจำหน่ายไปจนถึงระดับของผู้บริโภค (Primary food production to sale or supply to consumer) โดยได้มีการกำหนดมาตรการที่สำคัญเพิ่มเติมจากกฎระเบียบที่มีอยู่เดิม ดังนี้

1.1 ผู้ประกอบธุรกิจเกี่ยวเนื่องกับสินค้าอาหารทั้งหมด รวมทั้งหน่วยผลิตขั้นปฐม(Primary production) จะต้องยื่นจดทะเบียนสถานที่ประกอบการ (Register of establishment)

1.2 สถานที่ประกอบการผลิตสินค้าอาหารประเภทเนื้อสัตวจะต้องได้รับการตรวจสอบอนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

1.3 ผู้ประกอบธุรกิจสินค้าอาหารจะต้องจัดให้มีระบบการจัดการด้านความปลอดภัยของสินค้าอาหารอย่างเข้มงวดและมีประสิทธิภาพ (Effective food safety management system) โดยต้องดำเนินการตามขั้นตอนและหลักเกณฑ์พื้นฐานของระบบ HCCP (Hazard Analysis and Critical Control Points) (ยกเว้นผู้ผลิตขั้นปฐม (Primary producers) ได้แก่ ฟาร์มผลิต ชาวประมง และเกษตรกรเป็นต้น แต่ก็ต้องดำเนินการด้านการควบคุมความเสี่ยง (Hazard control) ตามมาตรฐานหลักเกณฑ์ที่กำหนด)

1.4 กำหนดบทลงโทษปรับและโทษฝ่าฝืน การเพิ่มอำนาจแก่เจ้าหน้าที่ในการเข้าไปตรวจสอบสถานที่ และมาตรการในทางปฏิบัติแก่หน่วยงานและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง

2. ข้อบังคับตามระเบียบนี้มีผลบังคับครอบคลุมถึงสินค้าที่นำเข้าจากประเทศที่สามเข้าไปยังสหภาพยุโรป ซึ่งผู้ประกอบธุรกิจนำเข้าและจัดจำหน่ายจะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขหลักเกณฑ์ที่ระเบียบกำหนด รวมทั้งการยื่นจดทะเบียนสถานที่ประกอบการ สถานที่เก็บและจัดจำหน่าย ทั้งนี้ สินค้าอาหารที่นำเข้าก็ต้องมาจากแหล่งผลิตที่มีระบบการจัดการด้านความปลอดภัยของสินค้าอาหาร และการตรวจสอบควบคุมความปลอดภัยตามมาตรฐานหลักเกณฑ์เดียวกันกับของสหภาพยุโรปด้วย

3. เนื่องจากเป็นกฎระเบียบใหม่ที่มีผลบังคับครอบคลุมผู้ประกอบการที่เกี่ยวเนื่องกับสินค้าอาหารอย่างกว้างขวางทุกระดับ ซึ่งจำเป็นต้องกำหนดช่วงเวลาเพื่อให้ผู้ประกอบการไดมีโอกาสรับทราบและเตรียมการปรับตัว โดยกำหนดมีผลใช้บังคับอย่างจริงจังตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2549 เป็นต้นไป ทำให้ขณะนี้เกิดความวิตกกังวลว่าผู้ประกอบการได้รับทราบเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างทั่วถึงเพียงใด และได้มีการเตรียมปรับตัวพร้อมที่จะปฏิบัติตามเงื่อนไขหลักเกณฑ์ตามระเบียบใหม่นี้แล้วหรือไมทั้งนี้ The National Food Standards Agency (NFA) ของสหราชอาณาจักร ซึ่งเป็นหน่วยงานรับผิดชอบหลัก ได้เร่งดำเนินการรณรงค์เผยแพรและประสานการดำเนินงานกับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับเรื่องนี้

3.1 NFA ได้ดำเนินงาน 3 โครงการนำร่องเกี่ยวกับระบบการจัดการด้านการควบคุมความปลอดภัยสินค้าอาหาร เพื่อช่วยเร่งรัดให้ผู้ประกอบการธุรกิจที่เกี่ยวข้องมีความพร้อมที่จะปฏิบัติตามเงื่อนไขกฎเกณฑ์ของระเบียบใหม่นี้ให้ทันภายในก่อนสิ้นป2548 นี้

3.2 ดำเนินงานตามโครงการ “Safer Food, better business” ภายใต้วงเงินงบประมาณจำนวน 10 ล้านปอนดที่จัดสรรไปให้แก่หน่วยงานระดับท้องถิ่นเพื่อสนับสนุนการพัฒนาปรับปรุงระบบมาตรฐานความปลอดภัยสินค้าอาหารให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

3.3 การประสานการดำเนินงานร่วมกับหน่วยงานและสมาคมภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องเพื่อกระตุ้นให้มีการจัดทำ Code of Practice หรือ Good Practice Guide ด้านความปลอดภัยของสินค้าอาหารให้สอดคล้องกับกฎเกณฑ์ข้อบังคับของระเบียบ ซึ่งเป็นการกำหนดหลักเกณฑ์มาตรฐานปฏิบัติตามความสมัครใจของแต่ละสาขาธุรกิจอุตสาหกรรม

3.4 NFA ได้จัดทำคู่มือปฏิบัติงาน (Food Law Practice Guidance) สำหรับหน่วยงานและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วยข้อมูลอย่างละเอียดเกี่ยวกับแนวทางในทางปฏิบัติตามกฎหมาย รวมทั้งในด้านการตรวจสอบควบคุมเพื่อให้เป็นไปตามข้อบังคับของกฎหมายและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ซึ่งกำหนดที่จะนำมาบังคับใช้ร่วมกับระเบียบด้านความปลอดภัยสินค้าอาหารฉบับใหม่นี้ ซึ่งได้แกThe Official Feed and Food Controls (England) Regulations 2005, The Products of Animal Origin (Third Country Imports) (England) Regulations 2005, The General Food Safety Regulations 2004, Food Safety Act 1990, Animal Health Act 1981, Consumer Protection Act 1987, Food Premises (Regislation) Regulations 1991 และ Trade Descriptions Act 1968 เป็นต้น

ทั้งนี้ สำหรับข้อมูลรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถตรวจสอบไดที่เว็บไซต์หน่วยงานนี้

(http://www.food.gov.uk)
(http://www.food.gov.uk/foodindustry/regulation/europeleg/eufoodhygiene/)

4. The British Retail Consortium (BRC) ซึ่งเป็นสมาคมผู้ประกอบธุรกิจค้าปลีกที่ไดเข้ามามีบทบาทสนับสนุนให้มีการปฏิบัติตามกฎระเบียบและมาตรการต่างๆของภาครัฐบาล โดยเฉพาะในการควบคุมตรวจสอบมาตรฐานคุณภาพและความปลอดภัยของสินค้า และมีการกำหนดหลักเกณฑ์มาตรฐานคุณภาพสินค้าที่จะสามารถวางจำหน่ายตามห้างซุปเปอร์มาเก็ตและร้านค้าปลีกต่างๆ ในสหราชอาณาจักร ซึ่งกำหนดให้ต้องผ่านการตรวจสอบรับรอง (BRC Certificate) จากหน่วยงานนี้ก่อน ได้กำหนดหลักเกณฑ์มาตรฐานสินค้าอาหาร Global Standard on Food ซึ่งเทียบได้กับมาตรฐานของ ISO 22000 ทั้งนี้ โดยสามารถที่จะเข้าไปตรวจสอบข้อมูลทางเว็บไซต์ของหน่วยงานนี้ที่ (http://www.brc.org.uk)

5. สรุป

จากการที่มีการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบด้านความปลอดภัยของสินค้าอาหารที่จะเริ่มมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2549 นี้แล้ว ซึ่งคาดว่าจะส่งผลกระทบอย่างกว้างขวางต่อผู้ประกอบการ ผู้ผลิต ผู้นำเข้าและจัดจำหน่าย รวมทั้งผู้ผลิตและส่งออกจากประเทศที่สามเข้าไปยังสหภาพยุโรปและสหราชอาณาจักร จึงเป็นเรื่องที่หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องในประเทศไทยจะต้องหันมาให้ความสนใจอย่างจริงจัง เพื่อเตรียมรับกับผลกระทบดังกล่าวต่อไป