คณะกรรมาธิการยุโรปและธนาคารกลางยุโรปได้ออกคำแนะนำว่าสโลวีเนียพร้อมที่จะเข้าร่วมกลุ่มยูโรโซนและใช้เงินสกุลยูโรในวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2550 โดยจะเป็นประเทศที่ 13 ที่ใช้เงินยูโร

ปัจจุบัน มีประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป 12 ประเทศอยู่ในกลุ่มยูโรโซน ได้แก่ กรีซ เบลเยี่ยม เยอรมนี สเปน ฝรั่งเศส ไอร์แลนด์ อิตาลี ลักเซมเบอร์ก เนเธอร์แลนด์ ออสเตรีย โปตุเกส และฟินแลนด์ ส่วน สหราชอาณาจักร เดนมาร์ก และ สวีเดน ยังคงเลือกที่จะไม่เข้าร่วมกลุ่มยูโรโซน

สำหรับประเทศสมาชิกใหม่ที่เข้าร่วมสหภาพยุโรปเมื่อปีพ.ศ. 2548 นั้น ก่อนที่จะสามารถเข้าร่วมใช้เงินสกุลยูโร จำเป็นต้องได้รับการรับรองจากคณะมนตรีสหภาพยุโรปและรัฐสภายุโรป เสียก่อน โดยคณะกรรมาธิการยุโรปและธนาคารกลางสามารถให้คำแนะนำแก่คณะมนตรีและรัฐสภาพยุโรปได้ว่าประเทศดังกล่าวมีความพร้อมตามที่วางไว้ในเงื่อนไขด้านเศรษฐกิจและระเบียบวินัยด้านการคลัง เช่น ระดับหนี้สาธารณะ อัตราแลกเปลี่ยนสกุลเงิน และ อัตราเงินเฟื้อ มากน้อยเพียงใด

ประเทศสมาชิกใหม่ได้ตั้งเป้าหมายที่จะเข้าร่วมกลุ่มยูโรโซนได้ดังต่อไปนี้
เอสโตเนีย ลิธัวเนีย และสโลวีเนีย: 1 มกราคม พ.ศ. 2550
ไซปรัส แลตเวีย และมอลตา: 1 มกราคม พ.ศ. 2551
สโลวาเกีย: 1 มกราคม พ.ศ. 2552
สาธารณรัฐเชค และ ฮังการี: 1 มกราคม พ.ศ. 2553

ประเทศเหล่านี้มีแนวโน้มที่จะเลือกที่จะมีระยะการเปลี่ยนสกุลเงินที่สั้นๆ กล่าวคือ อาจจะมีช่วงที่อนุญาตให้ใช้ทั้งสองสกุลเงิน คือ เงินยูโร และสกุลเงินประจำชาติ ควบคู่กันไปแค่ประมาณ 2 สัปดาห์

ส่วนโปแลนด์นั้นยังไม่ได้ตั้งเป้าหมายไว้ชัดเจน แต่ล่าสุด นาย Kazimierz Marcinkiewicz นายกกรัฐมนตรีโปแลนด์ออกมากล่าวว่า อาจจะเริ่มการเจรจาในประเด็นดังกล่าวในปีพ.ศ. 2552

ล่าสุดคณะกรรมาธิการยุโรปออกมาให้ความเห็นว่ามีเพียงสโลวีเนียที่พร้อมจะเข้าร่วมกลุ่มยูโรโซนในต้นปีหน้า ส่วนลิธัวเนียและแลตเวียควรจะชะลอการเข้าร่วมออกไปก่อน ในส่วนของลิธัวเนียนั้น ยังคงมีปัญหาเรื่องเงินเฟื้อ

อย่างไรก็ตาม นาย Joaquín Almunia กรรมาธิการด้านการคลังได้ออกมาเตือนสโลวีเนียว่าอย่าได้นิ่งนอนใจ และให้เดินหน้าปฏิรูปเศรษฐกิจต่อไป

สำหรับความพร้อมของประเทศอื่นๆอีก 8 ประเทศ รวมไปถึง สวีเดน คณะกรรมาธิการยุโรปมีกำหนดที่จะรายงานความพร้อมในเดือนตุลาคมนี้

อนึ่ง ในปัจจุบัน มีประเทศนอกสหภาพยุโรปที่ร่วมใช้เงินยูโรด้วย อันได้แก่ โมนาโค ซาน มาริโน อันโดรา (ซึ่งไม่มีการใช้สกุลเงินของประเทศอย่างเป็นทางการ) และ จังหวัดโคโซโว ของประเทศเซอร์เบีย-มอนเตนิโกร (ซึ่งอยู่ในความดูแลของสหประชาชาติ)