นิตยสาร The Economist ฉบับวันที่ 13-19 พฤษภาคม 2549 ได้ตีพิมพ์บทวิเคราะห์สถานการณ์การเมือง เศรษฐกิจ และสังคมในปัจจุบันของโปแลนด์ โดยสรุป ดังนี้

1. ภาพรวม

1.1 ผู้เขียนเห็นว่าพัฒนาการแทบทุกด้านของโปแลนด์เป็นไปอย่างรวดเร็วและฉับพลัน ในแง่รูปธรรม (1) กรุงวอร์ซอในปัจจุบันเต็มไปด้วยอาคารสูงระฟ้า (2) ภาคอุตสาหกรรมที่สำคัญโดยเฉพาะภาค IT ภาคก่อสร้างและอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเติบโตอย่างรวดเร็ว (ภายในปี 2549 อาคารส่วนที่ 2 ของท่าอากาศยานกรุงวอร์ซอมูลค่า 225 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จะเปิดให้บริการเพื่อรองรับจำนวนผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้นจาก 7 ล้านเป็น 10 ล้านคน) และ (3) แม้อัตราว่างงานของโปแลนด์จะยังสูงถึงร้อยละ 18 แต่การเข้าเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปเปิดโอกาสให้พลเมืองโปแลนด์สามารถเดินทางไปทำงานในประเทศสมาชิก EU เดิมได้อย่างเสรีขึ้น โดยในปี 2547 ชาวโปแลนด์เดินทางไปทำงานที่อังกฤษมากกว่า 500,000 คน และไอร์แลนด์ประมาณ 200,000 คน

1.2 อย่างไรก็ดี ในภาคธุรกิจการค้า แม้ว่าผู้ประกอบการของโปแลนด์จะมีผลประกอบการที่ดีแต่เป็นที่ยอมรับว่าการประกอบธุรกิจในโปแลนด์ยังมีอุปสรรคค่อนข้างมาก โดยเฉพาะ (1) กระบวนการจัดเก็บภาษีซึ่งมีความยุ่งยาก ซับซ้อนและใช้เวลา และ (2) ต้นทุนในการตั้งบริษัทหรือโรงงานสูงมากและมีกระบวนการที่ยาวนานกว่าประเทศยุโรปตะวันออกอื่นๆ โดยเปรียบเทียบ

2. การเมือง

2.1 ผู้เขียนเห็นว่าพรรคการเมืองของโปแลนด์ขาดความเป็นเอกภาพและไม่มีจุดยืนที่ชัดเจนพรรคการเมืองที่มีรากมาจากพรรคคอมมิวนิสต์ปัจจุบันกลายเป็นพรรคทุนนิยมแบบสุดขั้ว และกลุ่มที่เคยต่อต้านระบอบคอมมิวนิสต์กำลังกลับกลายเป็นพวกเผด็จการในปัจจุบัน และแม้ว่าโปแลนด์จะเริ่มมีนักการเมืองรุ่นใหม่ที่ทั้งฉลาด ซื่อสัตย์และมีความคิดความอ่านที่ดีแต่กลุ่มคนดังกล่าวก็ยังไม่สามารถกุมอำนาจส่วนใหญ่ได้

2.2 ผู้เขียนวิพากษ์วิจารณ์คณะรัฐบาลชุดปัจจุบันอย่างตรงไปตรงมา ดังนี้

2.2.1 กล่าวเป็นนัยว่ารัฐบาลชุดปัจจุบันเป็นรัฐบาลเผด็จการ โดยหยิบยกคำสัมภาษณ์ของ นาย Wociech Olejniczak หัวหน้าพรรค SLD ที่เปรียบการบริหารงานของพรรค PiS เหมือนรัฐบาลของปธน. Aleksander Lukashenka แห่งเบลารุส และคำกล่าวของนาย Donald Tusk ผู้นำพรรค PO ที่ระบุว่ารัฐบาลกำลังพยายามกุมอำนาจเบ็ดเสร็จ

2.2.2 มุ่งกำจัดทุกคนที่มีความเห็นหรือค่านิยมไม่สอดคล้องออกจากทางของตนไม่ว่าจะเป็นกลุ่ม gays, feminists, secularists, liberals รวมถึงสื่อมวลชนและคณะกรรมาธิการยุโรป

2.2.3 นาย Jaroslaw Kaczynski คือบุคคลที่ควรจับตามองมากที่สุด โดยแม้จะเสียสละให้นาย Lech Kaczynski แฝดผู้พี่ขึ้นดำรงตำแหน่งปธน.โดยตนไม่ขอรับตำแหน่งนรม. แต่นาย Jaroslaw เป็นผู้กุมอำนาจอย่างแท้จริงโดยอยู่เบื้องหลังการปรับแก้ร่างกฎหมายให้เป็นไปตามทิศทางที่ตนต้องการ รวมทั้งการแต่งตั้งและปลดบุคคลในตำแหน่งสำคัญต่างๆ อาทิ กรณีการแต่งตั้งรมว.คลัง และการประกาศตั้งคณะกรรมการสอบสวนนาย Leszek Balcerowicz ผู้ว่าการธนาคารแห่งชาติซึ่งเปรียบเสมือนวีรบุรุษผู้กอบกู้เศรษฐกิจของโปแลนด์หลังยุคคอมมิวนิสต์

3. การต่างประเทศ

3.1 ในแง่นโยบาย กล่าวได้ว่าทั้งนาย Jaroslaw และนาย Lech Kaczynski นิยมสหรัฐฯ (Pro-American) เป็นอย่างมาก ในขณะที่มีภาพ euro-skepticism อย่างไรก็ดี หากเห็นประโยชน์ใดๆ จากการเข้ากลุ่มสหภาพยุโรปก็จะไม่ลังเลที่จะใช้ประโยชน์ เช่น กรณีการเสนอ European Energy Security แต่ท้ายที่สุดก็ไม่ได้รับการสนับสนุนเท่าที่ควรจากประเทศสมาชิก

3.2 ในแง่การปฏิบัติ รัฐบาลชุดปัจจุบันไม่เห็นความสำคัญของการต่างประเทศโดยเฉพาะพิธีการทูต โดยพบว่ามีการยกเลิกหรือเลื่อนนัดหมายสำคัญๆ รวมถึงไม่ใส่ใจการขอนัดหมายเข้าพบของบุคคลสำคัญต่างๆ หลายฝ่ายมีข้อสรุปเช่นเดียวกันว่า ผู้บริหารชุดปัจจุบันมีความเย่อหยิ่งและไม่ใส่ใจกับสิ่งรอบข้างอย่างน่าอัศจรรย์

4. เศรษฐกิจ-การค้า

แม้ตัวเลขทางเศรษฐกิจของโปแลนด์จะแสดงให้เห็นถึงพัฒนาการที่มีนัยสำคัญ อาทิ (1) ตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจในช่วงไตรมาสแรกของปี 2549 เพิ่มเป็นร้อยละ 5.2 จากเดิมร้อยละ 3.2 ในปี 2548 และคาดว่าตัวเลขทั้งปี 2549 น่าจะอยู่ที่ร้อยละ 4.4 (2) อัตราเงินเฟ้อโดยเฉลี่ยของปี 2548 อยู่ที่ร้อยละ 2.2 (3) อัตราค่าจ้างแรงงานเพิ่มขึ้นร้อยละ1.7 (4) คาดว่าปริมาณการส่งออกจะเพิ่มสูงขึ้นร้อยละ 8 ติดต่อกันอย่างน้อยเป็นเวลา 4 ปี และ (5) การลงทุนทางตรงจากต่างประเทศสูงถึง 7.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แต่โปแลนด์ยังจำเป็นที่จะต้องเร่งปฏิรูประบบการจัดเก็บภาษีซึ่งถือเป็นอุปสรรคสำคัญของการค้า-การลงทุนอย่างเร่งด่วน ทั้งนี้ ภายในปี 2552 โปแลนด์จะนำระบบการจัดเก็บภาษีแบบ flat-rate income tax เข้ามาใช้ รวมทั้งจะปรับลดเพดานภาษีและค่าธรรมเนียมต่างๆ (social charges) เพื่อส่งผลให้ค่าแรงถูกลงด้วย

5. ข้อสนเทศเพิ่มเติม

ผู้เขียนได้วิจารณ์การเดินทางออกไปทำงานในกลุ่มประเทศสมาชิก EU เดิมของชาวโปแลนด์ว่าสำหรับประเทศผู้รับมีแต่ข้อดีเนื่องจากปัจจุบันชาวโปแลนด์ที่ไปทำงานต่างประเทศส่วนใหญ่เป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีการศึกษาและมีทักษะ แต่สำหรับโปแลนด์สภาพเช่นนี้อาจส่งผลให้เกิดสภาวะสมองไหลโดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมและการแพทย์ อย่างไรก็ดี ในแง่บวก โอกาสที่ชาวโปแลนด์ได้รับจะทำให้ชาวโปแลนด์มีพัฒนาการทั้งในด้านภาษาและ know-how โดยเฉพาะวิธีการบริหารจัดการซึ่งเป็นจุดอ่อนของโปแลนด์ทั้งในภาครัฐบาลและเอกชน