แม้จะอยู่ในช่วงชะงักงันทางการเมือง คณะผู้แทนคณะกรรมาธิการยุโรปประจำประเทศไทย (Delegation of the European Commission in Thailand) ย้ำเรื่องความมั่นใจของนักลงทุนยุโรปในไทยว่า นักลงทุนชาวยุโรปยังคงมั่นใจในสถาวะเศรษฐกิจของประเทศไทย อย่างไรก็ดี ไทยอาจเสียเปรียบประเทศคู่แข่งเพื่อนบ้านได้ หากปัญหาด้านการเมืองยังคงยืดเยื้อต่อไป

นาย Carlos Bermejo เจ้าหน้าที่ฝ่ายการค้าของคณะผู้แทนคณะกรรมาธิการยุโรปประจำประเทศไทยกล่าวว่า นักลงทุนชาวยุโรปเป็นห่วงเกี่ยวกับสภาพเศรษฐกิจไทย เนื่องจากสภาพปัญหาทางการเมืองที่ยาวนานมากกว่า 4 เดือน แต่สภาวะเศรษฐกิจพื้นฐานของประเทศยังไม่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าว โดยนักลงทุนยังสามารถทำงานภายใต้สภาวะที่ไม่แน่นอนนี้ได้ จากการสำรวจอย่างไม่เป็นทางการเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา นักลงทุนแสดงความเห็นว่า ปัญหาด้านการเมืองยังไม่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน แตปัญหาทางการเมืองที่ยังยืดเยื้ออาจทำให้นักธุรกิจเกิดความสงสัยในความเป็นไปได้ของโครงการใหม่ ๆ โดยได้จับตาโครงการขนาดใหญ่หลายโครงการ อาทิ โครงการปรับปรุงการขนส่งสาธารณะ ทางด่วน และการบริการด้านต่างๆ ที่สำคัญ

ฯพณฯ เอกอัครราชทูต Friedrich Hamburger หัวหน้าผู้แทนคณะกรรมาธิการยุโรป ประจำประเทศไทย กล่าวย้ำแก่สำนักข่าว AFP ว่า ความเชื่อมั่นของนักลงทุนยังไม่เปลี่ยนแปลง เนื่องจากเศรษฐกิจพื้นฐานของประเทศไทยอยู่ในระดับที่ดีและไม่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ทางการเมือง ประเทศไทยยังจำเป็นต้องพัฒนาโครงสร้างสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานต่อไป ซึ่งตนไม่เชื่อว่า การลงทุนที่หลั่งไหลเข้ามาสู่ไทยจะยุติลงเนื่องจากปัญหาทางการเมือง

นักลงทุนจากสหภาพยุโรปเข้ามาลงทุนในประเทศไทยมากเป็นอันดับ 3 โดยในปีที่ผ่านมา มีมูลค่าการลงทุนประมาณ 644 ล้านยูโร ซึ่งรองจากประเทศญี่ปุ่น และประเทศในกลุ่มอาเซียนซึ่งได้สิทธิพิเศษทางการค้า

ในโอกาสเดียวกัน ฯพณฯ ดอน ปรมัตถ์วินัย เอกอัครราชทูตฯ ณ กรุงบรัสเซลส์ และหัวหน้าคณะผู้แทนไทยประจำประชาคมยุโรป ให้สัมภาษณ์แก่สำนักข่าว AFP ว่า การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองไม่ส่งผลให้เกิดความสับสนแก่นักลงทุนปราบเท่าที่ประเทศมีเสถียรภาพ
สำหรับนักลงทุน เสถียรภาพและความมั่นคงเป็นสิ่งที่มีความสำคัญมาก หากนักลงทุนมั่นใจในเสถียรภาพของเศรษฐกิจไทยแล้วก็จะไม่ต้องทบทวนเป็นการที่สองสำหรับการเข้ามาลงทุนในประเทศไทย แต่ก็ต้องไม่ลืมว่า ไม่ใช่เพียงไทยเท่านั้นที่พยายามดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ แต่ไทยกำลังแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้าน ดังนั้นวิกฤติการเมืองจึงไม่ควรยืดเยื้อต่อไป

อย่างไรก็ดี จากการรายงานของ Institute for Management Development (IMD) ซึ่งเป็นสถาบันด้านการจัดการในประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ได้จัดลำดับความสามารถทางการแข่งขันทางเศรษฐกิจของไทยใหม่ โดยไทยตกลงมา 5 อันดับ ไปเป็นอันดับที่ 32 (จากทั้งหมด 60 ประเทศ) เนื่องจากความไม่มั่นคงทางการเมืองและความไม่ต่อเนื่องของนโยบายรัฐบาล ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านของไทย เช่น มาเลเซีย จีน อินเดีย ได้รับการเลื่อนลำดับขึ้น