ในช่วง 10 เดือนที่ผ่านมา หรือระหว่างเดือน ก.พ.-พ.ค. 2549 สหภาพยุโรปได้ออกมาตรการต่าง ๆ ในการเฝ้าระวังไข้หวัดนกในสัตว์ปีกป่าในยุโรปอย่างใกล้ชิด เช่น การกำหนดพื้นที่ป้องกัน (3 กม. จากจุดพบเชื้อ) พื้นที่เฝ้าระวัง (10 กม. รอบพื้นที่ป้องกัน) พื้นที่เสี่ยงซึ่งเป็นพื้นที่กันชนระหว่างพื้นที่เฝ้าระวังและพื้นที่ที่ปลอดเชื้อ รวมถึงมาตรการที่เข้มงวดเกี่ยวกับการเคลื่อนย้ายสัตว์ปีก การอนุญาตให้ใช้วัคซีนในบางพื้นที่ การตรวจสอบสัตว์ปีกที่ได้รับการฉีดวัคซีนอย่างเข้มงวด การให้งบประมาณช่วยเหลือ ฯลฯ ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่จำกัดการระบาดของโรคไข้หวัดนกในยุโรปอย่างได้ผล การเฝ้าระวังไข้หวัดนกในสัตว์ปีกป่าซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญที่สหภาพยุโรปใช้ในการป้องกันโรคไข้หวัดนก สรุปได้ดังนี้

คณะกรรมาธิการยุโรป (EC) และห้องแล็บเพื่อตรวจสอบไข้หวัดนกของประชาคมยุโรป ณ เมือง Weybridge (Community Reference Laboratory หรือ CRL) ได้รายงานผลการเฝ้าระวังไข้หวัดนกในสัตว์ปีกป่าใน EU ในช่วง 10 เดือนที่ผ่านมา โดยได้มีการนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับโรคระบาดอย่างละเอียดเมื่อวันที่ 31 พ.ค. 2549 ในระหว่างการประชุม FAO/OIE International Scientific Conference on Avian Influenza and Wild Birds ที่กรุงโรม ซึ่งการประชุมดังกล่าวมีขึ้นตลอดช่วงสัปดาห์นี้ (29 พ.ค. – 2 มิ.ย. 2549)

แม้ว่าข้อมูลในช่วงระหว่าง ก.พ. – พ.ค. 2549 จะอยู่ในระหว่างการรวบรวม แต่พบว่าในช่วง 10 เดือนที่ผ่านมาในการตรวจสอบหาเชื้อไข้หวัดนกในสัตว์ปีกป่าจำนวนประมาณ 100,000 ตัวทั่วยุโรป (39,000 ตัว ในช่วง ก.ค. 2548 – ม.ค. 2549 และประมาณ 60,000 ตัว ในช่วงเดือน ก.พ. – พ.ค. 2549) นั้น พบว่าระหว่าง ก.พ. ถึง 21 พ.ค. 2549 พบสัตว์ปีกป่าที่ได้รับการยืนยันว่ามีเชื้อ H5N1 จำนวน 741 กรณี ในประเทศสมาชิก EU 13 ประเทศด้วยกัน ได้แก่ กรีซ อิตาลี สโลวีเนีย ฮังการี ออสเตรีย เยอรมนี ฝรั่งเศส สโลวะเกีย สวีเดน โปแลนด์ เดนมาร์ก สาธารณรัฐเช็ก และสหราชอาณาจักร และพบเชื้อ H5N1 ในสัตว์ปีกที่เลี้ยงในฟาร์มใน 4 ประเทศสมาชิก ซึ่งถูกกำจัดอย่างรวดเร็วภายหลังการตรวจพบ และไม่พบการติดต่อของเชื้อ H5N1 ในมนุษย์

จำนวนการพบสัตว์ปีกป่าที่พบเชื้อ H5N1 แตกต่างกันในหลายประเทศ สูงสุดคือในเยอรมนีพบ 326 กรณี และต่ำสุดคือในสหราชอาณาจักร 1 กรณี ช่วงเวลาที่พบเชื้อ H5N1 มากที่สุดคือช่วงเดือน มี.ค. 2549 พบ 362 กรณี เมื่อเปรียบเทียบกับเดือน ก.พ. 2549 ซึ่งพบ 200 กรณี จากนั้นการพบเชื้อลดต่ำลงเป็น 162 กรณีในเดือน เม.ย. 2549 และ 17 กรณีในเดือน พ.ค. 2549 (ถึงวันที่ 21 พ.ค. 2549)

สัตว์ปีกป่าที่พบเชื้อ H5N1 มากที่สุดคือ หงส์ป่า (swan) คิดเป็น 62.8% ของจำนวนสัตว์ปีกป่าทั้งหมด รองลงมาคือ เป็ด (16.3%) ห่าน (4.5%) นกเหยื่อ (birds of prey) (3.9%) และนกอื่นๆ (13%)

ภายหลังการพบเชื้อ H5N1 ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เมื่อปี 2548 EU ได้เพิ่มความเข้มงวดในเรื่องการเฝ้าระวังและการตรวจสอบเชื้อไข้หวัดนกทั้งในสัตว์ปีกป่าและสัตว์ปีกเลี้ยง โดยได้ให้เงินช่วยเหลือแก่โครงการเฝ้าระวังในแต่ละประเทศสมาชิกรวมประมาณ 2.9 mn ยูโร สำหรับการเฝ้าระวังในช่วงเดือน ก.ค. 2548 – ธ.ค. 2549 นอกจากนี้ Standing Committee on the Food Chain and Animal Health (SCFCAH) ได้ให้แนวทางปฏิบัติแก่ประเทศสมาชิกในการเพิ่มความเข้มงวดของการเฝ้าระวัง การตรวจสอบหาเชื้อแต่แรกเริ่ม และการตอบสนองต่อการระบาดของโรค

จากการกำหนดใช้มาตรการต่างๆ ของ EU นอกเหนือจาการเฝ้าระวังสัตว์ปีกป่าอย่างใกล้ชิด เช่น การกำหนดพื้นที่ป้องกัน (3 กม. จากจุดพบเชื้อ) พื้นที่เฝ้าระวัง (10 กม. รอบพื้นที่ป้องกัน) พื้นที่เสี่ยงซึ่งเป็นพื้นที่กันชนระหว่างพื้นที่เฝ้าระวังและพื้นที่ที่ปลอดเชื้อ รวมถึงมาตรการที่เข้มงวดเกี่ยวกับการเคลื่อนย้ายสัตว์ปีก การอนุญาตให้ใช้วัคซีนในบางพื้นที่ การตรวจสอบสัตว์ปีกที่ได้รับการฉีดวัคซีนอย่างเข้มงวด การให้งบประมาณช่วยเหลือ ฯลฯ ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่จำกัดการระบาดของโรคไข้หวัดนกใน EU อย่างได้ผล ทั้งนี้ ในช่วงฤดูใบไม้ผลิที่ผ่านมายังไม่พบการระบาดของโรคไข้หวัดนกอย่างรุนแรงใน EU แต่อย่างใด