การแข่งขันในอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มดูเหมือนจะยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากการเปิดเสรีการค้าสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มในปี พ.ศ . 2548 พร้อมกันการก้าวขึ้นมามีบทบาทมากขึ้นของประเทศผู้ผลิตใหม่ ๆ ที่มีความได้เปรียบทางด้านการผลิต กล่าวคือ สามารถผลิตในต้นทุนและแรงงานที่ราคาต่ำมาก อย่างจีน อินเดีย บังคลาเทศ อันส่งผลให้เกิดปัญหาและข้อพิพาททางการค้าสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มให้เห็นกันอยู่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา อาทิ สงครามชุดชั้นในระหว่างสหภาพยุโรปและจีนในปี 2548 ทีมงานไทยยุโรป.เน็ตวิเคราะห์สถานการณ์การปกป้องอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มของสหภาพยุโรป ผลกระทบต่อไทย และการพัฒนาศักยภาพของอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มไทยในตลาดยุโรป อันเป็นภาคอุตสาหกรรมที่อยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ และต้องการการพัฒนาศักยภาพอย่างจริงจัง เพื่อให้ไทยสามารถแข่งขันได้ในเวทีการค้าสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มระหว่างประเทศด้วยแบรนด์ไทย

การเปิดเสรีการค้า vs การปกป้องอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มในยุโรป

การเปิดเสรีการค้าเสิ่งทอและเครรื่องนุ่งห่ม หลังจากการสิ้นอายุของข้อตกลงสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม Agreement on Textile and Clothing (ACT) ภายใต้ข้อตกลงของ GATT/WTO ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2548 ที่ผ่านมาส่งผลกระทบต่อการค้าสิ่งทอเครื่องนุ่งห่มของโลกอย่างชัดเจน กล่าวคือ ผู้นำเข้าหลักอย่างสหรัฐและสหภาพยุโรปต้องเผชิญกันการนำเข้าสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มที่เพิ่มสู่งขึ้นอย่างรวดเร็วจากประเทศที่มีต้นทุนการผลิตต่ำเช่นจีน ประเทศผู้ส่งออกอีกหลายประเทศ อาทิ อินเดียและบังคลาเทศ ในส่วนของประเทศไทย ซึ่งเป็นผู้ผลิตสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มเพื่อการส่งออก ก็ได้รับผลกระทบจากการแข่งขันทางการค้าจากประเทศที่มีประสิทธิภาพในการผลิตมากกว่าดังกล่าวเช่นกัน

แม้สหภาพยุโรปจะอ้างตนว่าเป็นผู้นำส่งเสริมระบบการค้าเสรีโดยเฉพาะอย่างยิ่งส่งเสริมความร่วมมือในกรอบพหุภาคีในกรอบองค์การการค้าโลกหรือ WTO แต่ในอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มสหภาพยุโรปแล้วยังคงใช้มาตรการที่มิใช่ภาษีในการป้กป้องอุตสาหกรรมภายในประเทศของตนอยู่มาก

อย่างไรก็ดี มิได้หมายความว่าการที่สหภาพยุโรปใช้มาตรการปกป้องและสนับสนุนอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มเห็นที่เห็นดีเห็นงามจากทุก ๆ ฝ่าย ภายในสหภาพยุโรปเอง กลุ่มทุนอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มต่างกเดดันให้สหภาพยุโรปดำเนินนโยบายปกป้องอุตสาหกรรม กลุ่มผู้บริโภคและผู้นำเข้า ซึ่งได้ประโยชน์จากการนำเข้าสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มราคาถูกจากจีน ไม่พอใจนโยบายปกป้องนี้ นอกจากนั้น ประเทศฝ่ายเหนือ เดนมาร์ก เนเธอร์แลนด์ เยอรมนี ฟินแลนด์ สวีเดน และสหราชอาณาจักร) ต้องการให้การค้าสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มเป็นไปโดยเสรี แต่ฝ่ายใต้ (กรีซ อิตาลี ฝรั่งเศส สเปน และปอร์ตุเกส) และฝ่ายตะวันออก (สาธารณรัฐเช็ค โปแลนด์ สโลวาเนีย และลิธัวเนีย) ต้องการให้สหภาพยุโรปดำเนินนโยบายการปกป้องอุตสาหกรรมดังกล่าวต่อไป

มาตรการปกป้องอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มของสหภาพยุโรป

การปกป้องอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มของสภาพยุโรปอาจเห็นได้ในรูปแบบของมาตรการที่มิใช่ภาษี โดยอ้างความจำเป็นในการปกป้องอุตสาหกรรมของตน (safeguard measure) อาทิ การจำกัดการนำเข้าสินค้าสิ่งทอ (textile quota) ที่ใช้กับจีน โดยเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2548 สหภาพยุโรปได้ออกมาตรการจำกัดการนำเข้าสินค้าสิ่งทอจากจีน จนถึงปลายปี 2550 รวม 10 รายการ ประกอบด้วย เสื้อยืด เสื้อหนาวสวมศีรษะ เสื้อสตรี กางเกงบุรุษ ชุดสตรี ชุดชั้นใน เส้นด้ายทอผ้าลินิน ผ้าฝ้าย ผ้าลินินปูโต๊อาหาร/ใช้ในครัว และผ้าลินินปูเตียง อย่างไรก็ดี สิ่งทอราคาต่ำจากจีนหลั่งไหลเข้ามายังตลาดสหภาพยุโรป อันทำให้เกิดปัญหาข้อพิพาททางการค้าระหว่างสหภาพยุโรปและจีนเกี่ยวกับการนำเข้าสิ่งทอและเครื่องนุ่มห่ม ในเดือน สิงหาคม 2548 ที่เรียกกันในหมู่สื่อมวลชนว่า สงครามชุดชั้น หรือ Bra Wars โดยที่สิ่งทอจากจีนถูกกักอยู่ที่ท่าเรือของสภาพยุโรป มิให้นำเข้าสู่สหภาพยุโรป เนื่องจากเกินปริมาณโควตาที่กำหนดไว้ในความตกลงระหว่างสหภาพยุโรปกับจีนเมื่อเดือนมิถุนายน 2548 ภายใต้ความกดดันจากผู้นำเข้าสิ่งทอยุโรปที่สั่งสินค้าสิ่งทอจากจีน กรรมาธิการยุโรปด้านการค้า นาย Peter Mandelson ต้องรับภาระหนักในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว

ล่าสุดเมื่อเดือนมิถุนายน 2549 รายงานของหนังสือพิมพ์ธุรกิจของสวีเดน N24 เปิดเผยว่าหลังจากสงครามชุดชั้นได้ผ่านไปเกือบ 1 ปี สถานการณ์กลับเปลี่ยนแปลงโดยสิ้นเชิงเพราะมีการใช้โควตาสิ่งทอของจีนเพียง1ใน 3 สถิติการนำเข้าแสดงให้เห็นว่าฮ่องกงกำลังเป็นผู้ส่งออกสิ่งทอสู่ยุโรปมากกว่าโควตาทั้งหมดที่จีนได้รับ เจ้าหน้าที่จากสมาคมผู้นำเข้าสิ่งทอของสวีเดนกล่าวว่า มีความสงสัยว่าเหตุใดการใช้โควตาจากจีนจึงน้อยมาก สมมติฐานหนึ่งที่มีคือ มีการลักลอบนำเข้าเกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก นอกจากนั้นตัวเลขการส่งออกสิ่งทอสู่ยุโรปจากหน่วยงานของสวีเดนยังแสดงให้เห็นว่าการส่งออกสู่ยุโรปนั้นมาจากประเทศอื่นๆในเอเชียมากขึ้น เป็นต้นว่า เกาหลีใต้ส่งออกสิ่งทอมายุโรปเพิ่มขึ้น 140% ในปีที่แล้ว เช่นเดียวกับบังคลาเทศที่เพิ่ม 47% อินเดีย 37% และเวียดนาม 140% อย่างไรก็ตามไม่มีประเทศใดจะเทียบกับฮ่องกงได้เนื่องจากการส่งออกสิ่งทอของฮ่องกงสู่ยุโรปเพิ่มสูงขึ้น 234% เจ้าหน้าที่จากสมาคมผู้นำเข้าสิ่งทอของสวีเดนกล่าวว่า ทุกคนทราบกันดีว่าสิ่งทอจากฮ่องกงนั้นผลิตในจีนนั่นเอง แต่เป็นการยากที่จะควบคุมผู้ผลิตรายย่อยทั้งหมดและทรัพยากรของอียูที่จะควบคุมการนำเข้านั้นมีอยู่อย่างจำกัด

มาตรการอื่น ๆ เพื่อช่วยเหลือและโอบอุ้มอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่งนุ่งห่มของยุโรป: โครงการ ‘European Globalisation adjustment Fund’ (EGF)

นอกจากมาตรการจำกัดโควตาสินค้านำเข้าแล้ว สหภาพยุโรปยังได้ออกมาตรการอื่น ๆ เพื่อช่วยเหลืออุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มของตน ได้แก่ การจัดตั้งกองทุนโลกาภิวัฒน์ หรือ ‘European Globalisation adjustment Fund’ (EGF)’ แม้จะใช้ชื่อแบบเป็นกลางๆ ว่า ‘European Globalisation adjustment Fund’ (EGF) แต่อาจสังเกตได้ว่ากองทุนดังกล่าวตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2549 โดยคณะกรรมาธิการยุโรป มูลค่า 500 ล้านยูโรต่อปี เพื่อช่วยเหลือคนงานและแรงงานยุโรปที่ได้รับผลกระทบจากจาการปรับเปลี่ยนโครงสร้างอุตสาหกรรมหลักเนื่องมาจากกระแสโลกาภิวัฒน์ ทำให้คนงานที่ต้องสูญเสียงานสามารถปรับตัวผ่านอุปสรรคไปได้ โดยกองทุนดังกล่าวจะทำในรูปแบบของการให้เงินช่วยเหลือ การสนับสนุนการฝึกอบรมวิชาชีพใหม่ และความช่วยเหลือเพื่อหางานใหม่ ซึ่งมีวัตถุประสงค์สำคัญในการช่วยเหลืออุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม และอุตสาหกรรมยานยนต์ในยุโรป

นาย Vladimír Špidla กรรมาธิการด้านนโยบายทางสังคม (Social Affairs and Equal Opportunities) กล่าวว่า “ปัจจุบัน ความสามารถทางการแข่งขันที่แท้จริงสำหรับเศรษฐกิจยุคใหม่ไม่ได้อยู่ที่การผลิตที่มีประสิทธิภาพที่สุด เพราะทุกคนก็กำลังมุ่งทำจุดนี้อยู่ หากแต่อยู่ที่ความสามารถในการเปลี่ยนแปลงการผลิตจากรูปแบบหนึ่งไปสู่อีกรูปแบบหนึ่งภายในเวลาอันสั้นที่สุด กองทุนนี้จะช่วยเสริมความพยายามของยุโรปที่จะดำรงความสามารถในการแข่งขันได้ ” เป็นที่คาดหมายว่ากองทุนนี้จะสามารถช่วยคนงานจำนวน 35,000 ถึง 50,000 คนในอุตสาหกรรมสิ่งทอและยานยนต์หรือในอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่ต้องสูญเสียงานเนื่องมาจากการแข่งขันของโลกโลกาภิวัฒน์

ความเคลื่อนไหวของยุโรปครั้งนี้สื่อถึงท่าทีของสหภาพยุโรปที่จะเข้ามาโอบอุ้มอุตสาหกรรมของตนที่ได้รับผลกระทบจากการแข่งขัน โดยเฉพาะอย่าวยิ่ง ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับสวัสดิภาพแรงงานและสวัสดิการสังคมที่ดี สำหรับประเทศไทย เรื่องนี้น่าจะส่งผลต่อความตระหนักรู้เพื่อการเตรียมตัวในด้านการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมในสาขาดังกล่าวเช่นกัน เพราะปัจจุบันบางอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มของไทยก็กำลังสูญเสียความสามารถทางการแข่งขันให้แก่ประเทศที่มีต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่า ทำให้จำเป็นต้องปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงเพื่อการแข่งขัน

นอกจากนั้น นาย Gunter Verheugen กรรมาธิการยุโรปด้าน Industry and Enterprise ได้ร่างแผนนโยบายเพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมเสื้อผ้าและสิ่งทอของยุโรปที่กำลังประสบปัญหา อันสื่อถึงท่าทีของสหภาพยุโรปในการออกมาปกป้องอุตสาหกรรมยุโรปที่ได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรีทางการค้าหรือกระแสโลกาภิวัติ โดยนาย Verheugen ยอมรับว่าภาคอุตสาหกรรมเสื้อผ้าและสิ่งทอยุโรปกำลังมีปัญหาด้านการตลาด การว่างงานและการฟื้นตัวช้ากว่าที่คาด ทุกระดับการผลิตได้รับผลกระทบจากการพัฒนาและปรับทางโครงสร้างเมื่อหลายปีที่ผ่านมา ร่างแผนนโยบายของนาย Verheugen นั้นมีโดยสรุป 4 ข้อคือ

1. การหาตลาดใหม่ในประเทศที่สาม

2. การขจัดการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่มาตรการภาษี

3. การบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเข้มงวด

4. การหาข้อสรุปเกี่ยวกับเขต Euro-Mediterranean โดยเร็ว

ปัจจุบัน ภาคอุตสาหกรรมเสื้อผ้าและสิ่งทอมีการว่าจ้างงานมากกว่า 2.3 ล้านตำแหน่งซึ่งอยู่ในบริษัทจำนวนประมาณ 2000 บริษัท นาย Verheugen เชื่อว่าภาคอุตสาหกรรมนี้ยังคงมีศักยภาพที่จะเป็นอุตสหกรรมพื้นฐานที่สำคัญของยุโรปต่อไปในอนาคต โดยนาย Verheugen ยังเชื่อว่าการอุดหนุนเงินให้แก่ส่วนที่ได้รับผลกระทบจากการปรับโครงสร้างมากที่สุดจะช่วยให้ภาคอุตสาหกรรมนี้ปรับตัวต่อปัญหาในอนาคตได้ดียิ่งขึ้น

สืบเนื่องจากนโยบายการสนับสนุนและโอบอุ้มอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มของสหภาพยุโรปดังกล่าว พร้อมกับการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นจากคู่แข่งอย่างจีน อินเดีย และบังคลาเทศ ที่มีความได้เปรียบทางการผลิตมากกว่า ทำให้ไทยควรหันมาพิจารณาปัญหาและจุดอ่อน เพื่อพัฒนาศักยภาพและโอกาสของอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มไทยในตลาดยุโรปอย่างจริงจังว่าควรจะเดินไปในทิศทางใด

สถาวะการแข่งขัน ปัญหา จุดอ่อน และโอกาสธุรกิจสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มไทยในตลาดยุโรป

อุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มไทยก็ได้รับผลกระทบจากการเปิดการค้าเสรีในอุตสาหกรรมดังกล่าวในปี 2548 อย่างมาก เนื่องจาก ระบบโควตานำเข้เสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มที่ไทยเคยได้ประโยชน์อยู่เดิมได้หมดไปตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2548 การเปิดเสรีการค้าสิ่งทอทำให้สหรัฐฯ สหภาพยุโรป แคนาดา และนอร์เวย์ต้องยกเลิกระบบโควตานำเข้าสิ่งทอที่ให้แก่ไทย ทำให้ไทยต้องเผชิญกับคู่แข่งทางการค้าใหม่ ๆ ที่สามารถขยายจำนวนและศักยภาพในการผลิตในราคาที่ต่ำกว่า และมีความได้เปรียบมากกว่าในด้านราคาเพื่อเข้าตลาดยุโรป

การแข่งขันเพื่อเข้าตลาดยุโรปสำหรับประเทศไทยจึงเป็นไปด้วยความยากลำบาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มระดับล่าง หรือ ที่มีราคาต่ำ เนื่องจากไทยไม่สามารถแข่งขันกับประเทศจีน อินเดีย และประเทศในเอเชียอื่น ๆ ที่มีความได้เปรียบทางด้านการผลิตในต้นทุนที่ต่ำกว่า ตามที่สำนักงานพาณิชย์ในต่างประเทศ ณ กรุงบรัสเซลส์รายงานเกี่ยวกับสถานการณ์การนำเข้าสินค้าสิ่งทอของยุโรป (จากข้อมูลที่คณะกรรมาธิการยุโรปได้เผยแพร่เกี่ยวกับสถานการณ์ตลาดสหภาพยุโรปหลังการเปิดเสรีสินค้าสิ่งทอและเสื้อผ้าเมื่อต้นปี 2548 จนถึงสิ้นไตรมาสแรก ของปี 2549) ว่าในปี 2548 จีนเพิ่มการส่งออกสินค้าสิ่งทอและเสื้อผ้าไปยังตลาด EU ร้อยละ 42 โดยมูลค่า และร้อยละ 36 โดยปริมาตร ทำให้ส่วนแบ่งตลาดของจีนสำหรับรายการสินค้าที่มีการเปิดเสรีเพิ่มขึ้นร้อยละ 130 โดยปริมาตร และร้อยละ 82 โดยมูลค่า ในขณะที่ราคาสินค้าต่อหน่วยได้ลดลง ทั้งนี้ นอกจากจีนแล้ว ประเทศที่มีการส่งออกสินค้าเสื้อผ้าและสิ่งทอไปยังตลาดอียุ เพิ่มขี้นอย่างมีนัยสำคัญ ในปี 2548 ได้แก่ อินเดีย เพิ่มขึ้นร้อยละ 18 สหรัฐฯ ร้อยละ 14 และตุรกี ร้อยละ 4 โดยการนำเข้าสินค้าสิ่งทอฯ ที่เพิ่มขึ้นในตลาดอียูดังกล่าว ได้เข้ามาแทนที่สินค้าจากประเทศผู้ส่งออกอื่นๆ ได้แก่ ปากีสถาน อินโดนีเซีย ไทย เกาหลีใต้ ฟิลิปปินส์ ไต้หวัน ฮ่องกง และมาเก๊า ที่ลดลงในอัตราระหว่างร้อยละ 10 ในกรณีของไทย อ่านรานงานของสำนักพาณิชย์ในต่างประเทศ ณ กรุงบรัสเซลส์ฉบับเต็มที่ได้

อุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มไทยกำลังก้าวสู่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญ กล่าวคือ ก้าวเข้าสู่เวทีแห่งการแข่งขันที่รุนแรง โดยมีคู่แข่งสำคัญ อาทิ จีน ฮ่องกง อินเดีย และประเทศอื่น ๆ ในเอเชีย ในสถานวะการณ์การแข่งขันที่รุนแรงขึ้น ภาครัฐและเอกชนไทยจึงมีความจำเป็นต้องปรับตัวให้ทันกับกระแสการเปลี่ยนแปลงนี้เพื่อให้ไทยพร้อมและสามารถแข่งขันได้ในเวทีการเปิดเสรีการค้าสิ่งทอ โดยเฉพาะหลังจากปี 2550 ที่โควตาสิ่งทอสำหรับจีนในตลาดสหภาพยุโรปจะหมดลง

สถานการณ์ที่เป็นห่วงมากที่สุด คือ อุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มได้รับผลประทบจากปัญหาด้านความสามารถในการแข่งขันในเวทีระหว่างประเทศอย่างมาก จากสัดส่วนการส่งออกในระดับ 3.16 เปอร์เซ็นต์ ของปริมาณการส่งออกเครื่องนุ่งห่มรวมของโลกในปี 2538 ลดลงเหลือ1.60 เปอร์เซ็นต์ในปี 2546 นอกจากนั้นสถานะของอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทยในปัจจุบันอยู่กึ่งกลาง (Comparative Nutcracker) ระหว่างสินค้าระดับบนกับสินค้าระดับล่าง ทำให้ต้องเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรงในตลาดทั้ง 2 ระดับ ในตลาดบนไทยต้องเผชิญกับคู่แข่งที่ได้เปรียบในด้านชื่อเสียงของผลิตภัณฑ์การออกแบบและคุณภาพ อาทิ อิตาลี ฝรั่งเศส และฮ่องกง ในขณะที่ตลาดระดับล่าง ไทยเผชิญการกับการแข่งขันกับจีนและเวียดนาม นอกจากนั้น ปากีสถาน อินเดีย และบังคลาเทศก็เป็นประเทศที่มีศักยภาพในการส่งออกสิ่งทอสูง (เอกสารวิชาการหมายเลข 8 ของโครงการ WTO Watch หน้า 216)

ในสถานการณ์ดังกล่าว เพื่อแข่งขันในตลาดยุโรป อุตสาหกรรมสิ่งทอไทยควรหันไปให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณภาพสินค้า การออกแบบ และชื่อเสียงของสินค้า กล่าวคือ การเน้นตลาดระดับบนสำหรับการมุ่งเข้าตลาดยุโรป ในขณะที่การแข่งขันในตลาดระดับล่างไทยอาจมีศักยภาพไม่เพียงพอจะแข่งขันกับจีน เวียดนาม บังคลาเทศ และอินเดียได้ในด้านราคา ดังนั้น ไทยจึงควรหันมาส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพสินค้า การออกแบบ และการสร้างแบรนด์ของตนเอง อันจะเป็นความพยายามในการก้าวจากการดำเนินธุรกิจแบบการรับจ้างผลิตอย่างเดียวไปสู่การออกแบบเอง และการสร้างแบรนด์เนมเป็นของตนเอง เพื่อตีตลาดยุโรปที่ยังมีแนวโน้มนิยมตลาดระดับกลาง-สูง หรือเครื่องนุ่งห่มและสิ่งทอที่มีราคาและตัดเย็บอย่างประณีต นอกจากนั้น ตลาดยุโรปยังมีแนวโน้มนิยมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มที่เน้นการผลิตด้วยมือ หรือ Hand-made ซึ่งน่าจะเป็นตลาดสำคัญสำหรับสินค้าสิ่งทอที่มีคุณภาพจากไทย นับว่าสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลไทยในการสร้างกรุงเทพฯ เป็นเมืองแฟชั่น

อย่างไรก็ดี กรุงเทพฯ จะเป็นเมืองแฟชั่น และเป็นศูนย์กลางแฟชั่นของภูมิภาคเอเชียได้ มิใช่มาจากการที่คนไทยรู้จักแต่จับจ่ายใช้สอยเครื่องนุ่งห่มและเครื่องใช้ฟุ่มเฟือยจากยุโรหรือ แบรนด์ยุโรป เพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ไทยจะเป็นเมืองแฟชั่นได้ก็ต่อเมื่อไทยที่มีแบรนด์เป็นของตนเอง มีแบรนด์ไทย มีความสามารถในการออกแบบและมีคิดสร้างสรรค์ โดยการนำคุณค่าของสินค้าสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มแบบไทย ๆ ให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล เข้าสู่ตลาดยุโรปและสามารถแข่งขันในเวทีเศรษฐกิจโลกได้อย่างภาคภูมิใจด้วยแบรนด์ไทย