นับตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. 2549 เป็นต้นไป เครื่องใช้ไฟฟ้าและผลิตภัณฑ์อิเลคโทรนิคส์ที่วางจำหน่ายทั้งสหภาพยุโรปนั้นจะต้องไม่มีสารที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมตามระเบียบ RoHS

สารอันตราย 6 ชนิดที่ถูกห้ามใช้ในเครื่องใช้ไฟฟ้าและผลิตภัณฑ์อิเลคโทรนิคส์คือ กลุ่มสารโลหะหนักซึ่งประกอบด้วย ตะกั่ว แคดเมี่ยม ปรอท และโครเมี่ยม (ที่มีวาเลนซี่ = 6) และกลุ่มสารดับไฟที่มีโบรมีน 2 ตัวคือ polybrominated biphenyls (PBB) และ polybrominated diphenyl ethers (PBDE) ซึ่งสารทั้งหมดนี้มีอันตรายต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม ตัวอย่างเช่น ตะกั่วและปรอทมีผลต่อสมองและระบบประสาทและเป็นอันตรายต่อสตรีมีครรภ์และเด็กและสามารถสะสมได้ในสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อม ส่วนสารดับไฟที่มีส่วนผสมของโบรมีนนั้นก่อให้เกิดอันตรายแก่ระบบสืบพันธุ์ของมนุษย์และอาจเปลี่ยนแปลงเป็นสารประกอบที่มีพิษสูงภายในร่างกายมนุษย์ซึ่งทำให้เกิดเนื้องอกได้ นอกจากนั้นยังเป็นพิษและสามารถสะสมอยู่ในน้ำได้และอยู่ได้นานโดยไม่สลายตัว

การห้ามใช้สารอันตรายเป็นมาตรการในระเบียบเกี่ยวกับการควบคุมสารอันตราย Restrictions on Hazardous Substances (RoHS) Directive ซึ่งผ่านมติในปีพ.ศ. 2547 ซึ่งเป็นระเบียบเพิ่มเติมจากกฎระเบียบเดิมคือ Directive on Waste from Electrical and Electronic Equipment (WEEE)

กฎระเบียบ WEEE ซึ่งบังคับใช้เมื่อปลายปีที่แล้วได้ตั้งเป้าหมายการเก็บขยะอิเลคโทรนิคส์และการหมุนเวียนกลับมาใช้ใหม่ในประเทศสมาชิกแต่ละประเทศ การเลิกใช้สารอันตรายที่บังคับใช้โดย RoHS นั้นจะช่วยทำให้มั่นใจว่าขยะอิเลคโทรนิคส์จะได้รับการแยกชิ้นส่วนและนำกลับมาใช้ใหม่ได้อย่างปลอดภัย ตัวอย่างเช่น ตะกั่วไม่ได้เป็นส่วนผสมของโลหะบัดกรีในแผงวงจรไฟฟ้าอีกต่อไปและถูกแทนที่โดยโลหะที่ปลอดภัยกว่าเช่นดีบุก เป็นต้น

เครื่องมือและอุปกรณ์ที่มีการห้ามใช้สารอันตรายนั้นประกอบด้วยเครื่องใช้ไฟฟ้านับพันชนิดซึ่งรวมเครื่องใช้ไฟฟ้าทั้งขนาดใหญ่และขนาดเล็ก ผลิตภัณฑ์ ITและโทรคมนาคม เครื่องมือที่ใช้ไฟฟ้าและเครื่องมือที่เป็นอิเลคโทรนิคส์ ของเล่น อุปกรณ์ให้แสงสว่าง เครื่องแจกสิ่งของอัตโนมัติและอุปกรณ์กีฬาและนันทนาการ

ประเทศสมาชิกทุกประเทศต่างได้เปลี่ยนกฎระเบียบ RoHS เป็นกฎหมายของประเทศตนแล้ว และอุตสาหกรรมการผลิตได้เริ่มดำเนินการโดยหลายประเทศได้เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ทศวรรษที่ 90 นอกจากนั้นรัฐบาลในประเทศที่สามอื่นๆได้ให้ความสนใจในกฎระเบียบ RoHS เช่นกัน จีนมีแผนว่าจะออกกฎหมายลักษณะเดียวกันในปีหน้าขณะที่ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้อาจดำเนินการตามกฎระเบียบของอียูเช่นกัน