เพื่อรับมือกับกระแสการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่รวดเร็วและการก้าวขึ้นมามีบทบาทนำทางด้านการค้าของจีนในเวทีการค้าโลก คณะกรรมาธิการยุโรปด้านการค้า (DG Trade) ได้ประกาศจะออกยุทธศาสตร์การค้าใหม่ต่อจีนในช่วงปลายปี 2006 (ระหว่างเดือนตุลาคม-ธันวาคม) ปัจจุบัน คณะกรรมาธิการยุโรปกำลังยกร่างยุทธศาสตร์ดังกล่าว และอยู่ระหว่างการปรึกษาหารือกับผู้เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นภาคธุรกิจ เอกชน NGO และประชาชนทั่วไป ทีมงานไทยยุโรป.เน็ตรายงานความคืบหน้าและท่าทีของสหภาพยุโรปในยุทธศาสตร์ใหม่ต่อจีน จากการสัมมนาระหว่างคณะกรรมาธิการยุโรปกับภาคธุรกิจ/เอกชนและตัวแทนจากสภาหอการค้าและสภาอุตสาหกรรมยุโรป เรื่อง EU Trade and Investment with China: Changes, Challenges, and Choices เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2006 และวิเคราะห์ผลกระทบที่อาจมีต่อประเทศไทย

จีน – ยักษ์ใหญ่ในเวทีการค้าระหว่างประเทศและในเอเชีย

เพียงในระยะเวลาเพียง 25 ปีหลังการเปิดประเทศของจีน โลกถึงกับต้องตะลึงกับบทบาทใหม่ของจีนในเวทีโลก ไม่ว่าจะเป็นในองค์กรสหประชาชาติ องค์การการค้าโลก และองค์กรระหว่างประเทศอื่น ๆ โดยเฉพาะในเวทีการค้าระหว่างประเทศ ประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลกได้ก้าวขึ้นมาเป็นระบบเศรษฐกิจแบบสมัยใหม่ ในขณะที่ยังคงรักษาระบบการเมืองแบบพรรคเดียวของตนไว้ได้ ปัจจุบัน จีนมีอิทธิพลทั้งทางด้านการเมืองและเศรษฐกิจ ในภูมิภาคเอเชีย จีนก้าวขึ้นมามีบทบาทนำในภูมิภาค ควบคู่ไปกับ สหรัฐฯ ญี่ปุ่น และอินเดีย ในระยะเพียง 2 ทศวรรศ จีนได้เปลี่ยนแปลงจากการเป็นประเทศที่ปิดมากที่สุดประเทศหนึ่งกลายเป็นประเทศที่ต้องการบริโภคทรัพยากรธรรมชาติมากที่สุด และประเทศผู้ส่งออกที่ใหญ่ที่สุดในโลก

อย่างไรก็ดี การก้าวขึ้นมามีอำนาจของจีนแม้มักยังถูกหลายฝ่าย (โดยเฉพาะนักวิชาการยุโรป) ตั้งคำถามว่าถึงความยั่งยืนของการเจริญเติบโตที่สูงและรวดเร็วดังกล่าว ประกอบกับจีนยังคงมีปัญหาทางเศรษฐกิจ อาทิ ความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นไปอย่างไม่เท่าเทียม และมีช่อวงว่างระหว่างคนรวยและคนจนมาก ปัญหาสิ่งแวดล้อม อาทิ มลภาวะทางอากาศ น้ำเสีย การสูญเสียความสมดุลทางชีววิทยา และที่สำคัญ ปัญหาความต้องการพลังงานและทรัพยากรธรรมชาติที่สูงมากขึ้นอย่างรวดเร็วของจีน ควบคู่ไปกับการพัฒนาทางเศรษฐกิจเป็นที่ห่วงกังวลของยุโรป ในภาวะวิกฤติด้านพลังงานและภาวะที่ราคาน้ำมันราคาสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ความสัมพันธ์จีน-สหภาพยุโรป: อียูมองจีน

เมื่อปี 2005 เป็นปีครบรอบ 30 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตสหภาพยุโรปกับจีน ด้านการค้า ในปี 2004 จีนเป็นคู่ค้าที่สำคัญอันดับที่ 2 ของสหภาพยุโรป (รองจากสหรัฐ ฯ) และสหภาพยุโรปเป็นคู่ค้าอันดับ 1 ของจีน (ตามสถิติทางการค้าของจีน) มากกว่าสหรัฐฯ และญี่ปุ่น ในขณะที่ในช่วงทศวรรต 1980 สหภาพยุโรปยังได้ดุลการค้าต่อจีน แต่ความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างจีนและสหภาพยุโรปมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและสหภาพยุโรปเสียดุลการค้าต่อจีน เป็นจำนวน €78.5 billion ในปี 2004 กล่าวคือจีนเป็นประเทศที่สหภาพยุโรปต้องเสียดุลการค้าสูงที่สุด

จะเป็นได้ว่าพียงหนึ่งทศวรรตที่ผ่านมาก สถานะของจีนต่อสหภาพยุโรปเปลี่ยนแปลงไปอย่างเห็นได้ชัด สหภาพยุโรปให้ความสำคัญแก่จีนมากขึ้น โดยทั้งสองฝ่ายได้เริ่มดำเนินความสัมพันธ์แบบ strategic partnership ซึ่งหมายถึงความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นและลึกซึ้งยิ่งขึ้น สหภาพยุโรปมองการเปลี่ยนแปลงและการก้าวขึ้นมามีบทบาทของจีนครั้งนี้เป็นทั้งความท้าทายและโอกาสที่มาควบคู่กัน

ในขณะเดียวกัน กระแสความเกรงกลัวจีนในยุโรปและการเร่งเตรียมความพร้อมของสหภาพยุโรปเพื่อรับมือต่อจีนโดยเฉพาะในด้านการค้า ก็เห็นได้อย่างชัดเจน อาทิ ปัญหาและข้อพิพาททางการค้าสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม ที่เรียกกันว่า สงครามชุดชั้นในระหว่างสหภาพยุโรปและจีนในปี 2548 นอกจากนั้น ยังมีสงครามอื่น ๆ อาทิ สงครามรองเท้า ฯลฯ สินค้าราคาถูกจากจีนหลั่งไหลเข้ามาในตลาดยุโรป อ่านเพิ่มเติมเรื่อง สงครามชุดชั้นในและศักยภาพและโอกาสธุรกิจไทยในตลาดสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มยุโรป

เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2006 นาย Peter Mandelson กรรมาธิการยุโรปด้านการค้า กล่าวในระหว่างการประชุมที่ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ว่า จีนเป็นความท้าทายที่สำคัญที่สุดในเวทีการค้า สหภาพยุโรปต้องดำเนินความสัมพันธ์กับจีนให้ถูกทางไม่ว่าจะในฐานะที่จีนเป็น คู่แข่ง โอกาส และพันธมิตร (‘as a threat, an opportunity and prospective partner’) นาย Mandelson ได้ประกาศว่าคณะกรรมาธิการยุโรปจะออกยุทธศาสตร์การค้าใหม่ต่อจีนในช่วงตุลาคม-ธันวาคม ปี 2006 โดยจะเน้นประเด็นทรัพย์สินทางปัญญา การเปิดตลาด และโอกาสสำหรับการลงทุนยุโรปในจีน ยุทธศาสตร์ดังกล่าวจะเป็นการเปิดฉากและเตรียมกลยุทธ์ทางการค้าที่เหมาะสมกับการเปลี่ยนแปลงของจีนในทศวรรตใหม่

การสัมมนากับภาคธุรกิจ/เอกชนเกี่ยวกับยุทธศาสตร์ใหม่ต่อจีน

เพื่อเป็นการเปิดรับฟังความคิดเห็นจากภาคเอกชนและประชาชนยุโรปเกี่ยวกับยุทธศาสตร์ใหม่ดังกล่าว สหภาพยุโรปได้เปิดการปรึกษาหารือออนไลน์ ซึ้งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี นอกจากนั้น เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2006 คณะกรรมาธิการยุโรปได้จัดการสัมมนาเรื่อง EU Trade and Investment with China: Changes, Challenges, and Choices โดยมีตัวแทนจากภาครัฐ ภาคอุตสาหกรรม และภาคธุรกิจยุโรปเข้าร่วมเพื่อเพื่อหารือยุทธศาสตร์ใหม่ดังกล่าวของคณะกรรมาธิการยุโรป พร้อมทั้งคณะผู้แทนจากจีนนำโดย รัฐมนตรีช่วยพาณิชย์ของจีน นาย Yu Guangzhou กล่าวปาฐกถาในงานสัมมนาด้วย

ในการสัมมนาดังกล่าว กรรมาธิการยุโรปด้านการค้านาย Peter Mandelson เน้นว่า บ่อยครั้งที่นักธุรกิจยุโรปต้องเผชิญกับกำแพงทางด้านการค้า ไม่ใช่ประตูที่เปิดกว้าง โดยเฉพาะมาตรการที่ไม่ใช่ภาษี นาย Menldelson เน้นว่าการปกป้องผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของตนฝ่ายเดียว (economic nationalism) ไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้องสำหรับสหภาพยุโรป และก็ไม่ถูกต้องสำหรับจีนด้วย ดังนี้ ในยุทธศาสตร์ดังกล่าว สหภาพยุโรปจึงเน้นการแก้ปัญหาทางการค้าต่าง ๆ การเปิดตลาดสู่จีน การสร้างสะพานเชื่อมต่อกันกับจีน การค้าระหว่างสหภาพยุโรป-จีนต้องดำเนินไปแบบสองฝ่ายเพื่อผลประโยชน์ร่วมกัน มิใช่จีนใช้ตลาดยุโรปสำหรับสินค้าส่งออกของจีนสู่ตลาดยุโรปเท่านั้น แต่ต้องให้โอกาสนักธุรกิจยุโรปในตลาดของจีนด้วย

นาย Mandelson เน้นว่า จีนได้รับผลประโยชน์อย่างมากมายมหาศาลจากากรเปิดตลาดเสรีและเป็นส่วนหนึ่งของเวทีการค้าโลก สหภาพยุโรปสนับสนุนให้จีนเร่งการปฏิบัติตามกฎเกรณ์ของ WTO เพื่อเป็นการตอบแทนยุโรปก็ยอมรับความท้าทายจากจีนและต้องปรับตัวเพื่อการแข่งขันในตลาดอย่างเสรี ปัญหาทางการค้าต่าง ๆ ที่เคยเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสินค้าสิ่งทอ รองเท้า ส่วนประกอบรถยนต์ และประเด็นทรัพย์สินทางปัญญา ทั้งสหภาพยุโรปและจีนได้หารือและมองเห็นลู่ทางในการแก้ไขปัญหาร่วมกันแล้ว แต่เราต้องทำอย่างไรไม่ให้ปัญญาทางการค้าเหล่านี้ขยายวงกว้างออกไป แต่ให้ความสัมพันธ์ทางการค้าของสองฝ่ายดำเนินไปบนผลประโยชน์ร่วมกันของทั้งสองฝ่าย

ดูคำกล่าวของนาย Peter Mandelson ที่นี่

ดูวีดีโอบทสัมภาษณ์ นาย Peter Mandelson ระหว่างการสัมมนาที่นี่

ส่วนรัฐมนตรีช่วยพาณิชย์ของจีน นาย Yu Guangzhou ซึ่งกล่าวต่อจากนาย Mandelson เน้นถึงการผสมกลมกลืนและผลประโยชน์ร่วมกันระหว่างจีนและสหภาพยุโรป โดยยกตัวอย่างนักธุรกิจยุโรปที่มีส่วนประชุมหลายท่านช่างดูดีในชุดสูทโดยดีไซเนอร์ชั้นนำของยุโรปกับเสื้อเชิรต์และเน็คไทที่ผลิตจากจีน นอกจากนั้น ยังเน้นถึงการแลกเปลี่ยนทางเศรษฐกิจระหว่างสองฝ่ายว่ามิใช่จีนที่ได้ผลประโยชน์แต่ฝ่ายเดียว แต่จีนได้ช่วยสร้างงานในยุโรป ซื้อเทคโนโลยีอันทันสมัย และซื้อสินค้าและบริการต่าง ๆ ของยุโรปอีกมากมาย อาทิ จีนต้องขายรองเท้าถึง 18 ล้านคู่ เพื่อจะซื้อเครื่องบิน airbus ของยุโรป 1 ลำ

ประเด็นที่สหภาพยุโรปและภาคธุรกิจยุโรปให้ความสนใจเป็นพิเศษได้แก่

การเปิดตลาดและการปรับปรุงกฎระเบียบ: การเปิดตลาดจีนเป็นประเด็นหลักที่ภาคธุรกิจยุโรปทุกฝ่ายเห็นพ้องจะผลักดัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เร่งให้จีนปรับปรุงกฎระเบียบให้เป็นตลาดเสรีมากขึ้นตามกฎข้อบังคับของ WTO อาทิ ข้อจำกัดและการกฎเกณฑ์ที่ซับซ้อนเกี่ยวการทำธุรกิจในลักษณะ Joint Venture เพื่อเป็นการส่งเสริมและอำนวยความสะดวกการลงทุนของนักธุรกิจยุโรปในจีนที่เป็นตลาดใหญ่ให้มากขึ้น มิใช่ให้สหภาพยุโรปเป็นตลาดสำหรับสินค้าราคาถูดจากจีนเท่านั้น

การเปิดเสรีด้านการบริการและการเงิน/การธนาคาร: นาย Caio Koch-Weser, Vice-Chairman ของ Deutsche Bank Group เน้นว่าปัจจุบันนักลงทุนต่างชาติด้านการเงินและการธนาคารในจีนยังได้รับสิทธิที่เท่าเทียมและต้องประสบกับข้อกีดกันต่าง ๆ ทำให้ไม่มีเสรีในการแข่งขัน และทำให้การลงทุนในด้านดังกล่าวของนักลงทุนต่างชาติในจีนมีจำนวนต่ำกว่า 2 % ส่วนแบ่งตลาด หลังจากที่จีนเข้าเป็นสมาชิก WTO แล้ว นอกจากนั้น สาขาบริการอื่น ๆ ที่สหภาพยุโรปสนใจหาโอกาสได้แก่ ธุรกิจประกันภัยชีวิต

อนาคต FTA กับจีน: ในระหว่างการสัมมนา มีเสียงเรียกร้องจากภาคธุรกิจเกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการจัดตั้งเขตการค้าเสรีสหภาพยุโรป-จีน แต่ฝ่ายคณะกรรมาธิการยุโรปยังไม่ได้ตอบรับ และแจ้งว่าปัจจุบันสหภาพยุโรปกำลังสนใจเจรจาเขตการค้าเสรีกับเกาหลีใต้ และกลุ่มประเทศอาเซียน

ทรัพย์สินทางปัญญา: การปกป้องทรัพย์สินทางปัญญาเป็นประเด็นที่สหภาพยุโรปให้ความสำคัญมากที่สุด จากสถิติของสหภาพยุโรป ปรากฎว่าสินค้าลอกเลียนแบบกว่า 50-60 % ผลิตในประเทศจีน อุตสาหกรรมสาขาที่ได้รับผลกระทบ ได้แก่ ยาและเวชกรรม รถยนต์ เครื่องใช้อิเล็คโทรนิค การสื่อสาร สินค้าประเภท software และ Audio-visual โดยประเด็นการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาเป็นประเด็นที่ภาคธุรกิจยุโรปผลักดันให้สหภาพยุโรปดำเนินการอย่างจริงจัง ดังนั้น ประเด็นเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาจึงกลายเป็นเรื่องที่สหภาพยุโรปเคร่งครัดและใช้เป็นข้อต่อรองในทางการค้ามากขึ้น ไม่ใช่เฉพาะสำหรับจีนแต่สำหรับทุกประเทศในภูมิภาคเอเชีย รวมทั้ง ไทยด้วย

ผลกระทบต่อไทยและกลุ่มประเทศอาเซียน

ในขณะที่ไม่มีใครสามารถปฏิเสธการขึ้นมามีบทบาทของจีนในภูมิภาคเอเชียและในโลกได้ สหภาพยุโรปหันไปให้ความสำคัญแก่จีนในลักษณะทวิภาคีอย่างจริงจัง สำหรับยุโรป จีนดูเหมือนจะเป็นตลาดใหม่ที่พร้อมไปด้วยศักยภาพและโอกาส เนื่องจากเป็นทั้งตลาดใหม่และตลาดใหญ่สำหรับสินค้ายุโรป (โดยเฉพาะสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มจากยุโรป) เป็นโอกาสสำหรับการลงทุนยุโรปในภูมิภาคเอเชีย เป็นฐานการผลิตสินค้าที่ต้องใช้แรงงานในการผลิต และยังเป็นตลาดสำหรับภาคบริการ ซึ่งเป็นสาขาที่สหภาพยุโรปมีความแข็งแกร่งและต้องการเปิดตลาด จึงไม่น่าแปลกใจที่ยุโรปหันไปให้ความสำคัญจีนในฐานะตลาดและโอกาสสำหรับสินค้าและบริการของยุโรปอย่างจริงจัง อีกทั้งทางการจีนก็เร่งปรับปรุงพัฒนาระบบเศรษฐกิและสนับสนุนการเข้ามามีส่วนร่วมของจีนในเวทีการค้าระหว่างประเทศอย่างแข็งขัน การก้าวขึ้นมามีบทบาทดังกล่าวของจีนยังสะท้อนคำถามหลักเกี่ยวกับบทบาทของประเทศภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือกลุ่มประเทศอาเซียน ว่าเราต้องเตรียมพร้อมและเดินหน้าอย่างไรเพื่อให้มีศักยภาพและสามารถแข่งขันในเวทีเศรษฐกิจระหว่างประเทศได้ ท่ามกลางการขึ้นมามีบทบาทของจีนและอินเดียในภูมิภาค

ข้อห่วงกังวลต่อกระแสการขึ้นมามีบทบาทนำของจีนที่ไทยและกลุ่มประเทศอาเซียควรจับตา ได้แก่

จีนในฐานะฐานการผลิตสินค้าและแรงงานที่ถูก และมีคุณภาพมากขึ้น

กระแสการพัฒนาขนองเศรษฐกิจจีนสร้างผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ให้แก่ประเทศในกลุ่มอาเซียน ปัจจุบันจีนเป็นแหล่งผลิตสินค้าเพื่อการส่งออกเข้าไปยังตลาดยุโรป ด้วยแรงงานที่ราคาถูก ในขณะเดียวกันจีนกำลังพัฒนาการผลิตที่มีคุณภาพสูงขึ้น โดยเน้นการพัฒนาการวิจัยและพัฒนา R&D อย่าวจริงจัง โดยไม่ละเลยความจำเป็นที่ต้องซื้อเทคโนโลยีที่ทันสมัยจากยุโรป (ข้อสังเกต: ในระหว่างการสัมมนา ทางการจีนเน้นหลายครั้งว่า ฝ่ายจีนพร้อมซื้อเทคโนโลยีที่มันสมัยจากยุโรป เพื่อนำไปพัฒนาใช้ต่อไป) พร้อมกันนั้น จีนเร่งพัฒนาระบบการศึกษาและการสร้างประชาชนรุ่นใหม่ที่มีคุณภาพและมีความเป็นนักธุรกิจ พร้อมนำประเทศแข่งขันในเวทีเศรษฐกิจโลก

จีนในฐานะโอกาสของนักลงทุนยุโรป

กลุ่มประเทศอาเซียนเคยเป็นที่แหล่งการลงทุนที่สามารถดึงดูดนักลงทุนยุโรปได้มาก อย่างไรก็ดี จะเห็นได้ว่า ทิศทางในปัจจุบันความสนใจของนักลงทุนยุโรปมุ่งไปที่จีน นักธุรกิจยุโรปหันไปศึกษาความเป็นไปได้ในการทำธุรกิจกับจีนและศึกษาตลาดจีนอย่างจริงจัง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในสาขาบริการ ล่าสุด คณะกรรมาธิการยุโรปได้ทำงานวิจัยในหัวข้อ The Future Opportunities and Challenges of EU-China Trade and Investment Relations (จัดทำโดยบริษัทวิจัย Emerging Markets Group) เพื่อศึกษาศักยภาพการแข่งขันและสาขาที่ธุรกิจยุโรปมีโอกาสและลู่ทางการค้าและการลงทุนกับจีนในอนาคต นับเป็นการสื่อถึงความสนใจของคณะกรรมาธิการยุโรปเพื่อส่งเสริมการค้าและการลงทุนยุโรปในจีนอย่างจริงจัง

นอกจากนั้น มีกำหนดการพบปะหารือระหว่างภาคธุรกิจเอกชนยุโรป-จีนในลักษณะทวิภาคีในหลายรูปแบบ ล่าสุด ในวันที่ 12 กันยายน 2006 จะมีการจัดการประชุม EU-Chinese Business Summit ควบคู่ในกับการประชุมสุดยอด Asia-Europe Meeting (ASEM) ครั้งที่ 6 และการประชุม Asia-Europe Business Forum (AEBF) ครั้งที่ 10 ที่ กรุงเฮลซิงกิ ประเทศฟินแลนด์