บทสัมภาษณ์ นาย Peter Mandelson กรรมาธิการยุโรปด้านการค้า เกี่ยวกับความสัมพันธ์สหภาพยุโรป-จีน หลังการสัมมนาระหว่างคณะกรรมาธิการยุโรปกับภาคธุรกิจ/เอกชนและตัวแทนจากสภาหอการค้าและสภาอุตสาหกรรมยุโรป เรื่อง EU Trade and Investment with China: Changes, Challenges, and Choices เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2006

Q: การสัมมนาครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายอย่างไร

A: การก้าวขึ้นมามีบทบาทของจีนนับเป็นพัฒนาการใหม่สำหรับโลกศตวรรษใหม่ และนำความท้าทายมาให้แก่ทั้งประเทศจีนเองและประเทศอื่น ๆ ทั่วโลก และประชาชน ภาครัฐและภาคเอชนยุโรปต้องตอบรับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ในช่วงฤดูใบไม้ร่วงที่กำลังจะมาถึง (ระหว่าง ต.ค. –ธ.ค. 2548 ศกนี้) คณะกรรมาธิการยุโรปกำลังจะออกยุทธศาสตร์ใหม่สำหรับการดำเนินความสัมพันธ์ทางด้านการค้าและการลงทุนกับจีนในช่วงหลายปีต่อไป โดยการสัมมนากับภาคธุรกิจ/เอกชนยุโรปครั้งนี้เป็นการช่วยให้คณะกรรมาธิการยุโรปได้รับฟังเสียงจากกลุ่มผู้ที่เกี่ยวข้องและรวมรวมความคิดเห็นนำไปพิจารณาเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ดังกล่าวต่อไป

Q: ท่านมั่นใจหรือไม่ว่าจีนจะรับฟังเสียงขอยุโรป และยุโรปจะเห็นจีนเปิดตลาดมากขึ้นหรือไม่ในอนาคต

A: ทุกครั้งที่ผมเดินทางไปเยือนประเทศจีน ผมต้องตะลึงถึงการเปลี่ยนแปลง โดยผมได้ใช้โอกาสในการเดินทางเยือนจีนครั้งล่าสุดในการย้ำถึงความจำเป็นของทั้งสองฝ่าย สำหรับยุโรปให้สร้างความมั่นใจในการเผชิญกับการก้าวขึ้นมามีบทบาทใหม่ดังกล่าวของจีน และสำหรับจีนในการตระหนึกถึงความจำเป็นที่จะต้องเร่งดำเนินการตามกฎระเบียบและข้อบังคับของ WTO และการปกป้องทรัพย์สินทางปัญญา

ส่วนหนึ่งของปัญหาที่ผมสังเกตเห็นระหว่างการเดินทางไปเยือนท่าเรือส่งสินค้าที่ Shenzhen คือสินค้าจำนวนมหาศาลที่กำลังจะถูกส่งมายังยุโรป ในขณะที่ สินค้าจากยุโรปมาจีนยังอยู่ในปริมาณที่แทบจะเทียบกันไม่ได้เลย เพื่อเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ดังกล่าว เราจำต้องสร้างความมั่นใจว่าบริษัทยุโรปจะมีโอกาสในตลาดที่เปิดและเป็นธรรมในจีน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเคารพสิทธิทรัพย์สินทางปัญญาสำหรับสินค้าที่มีมูลค่าของยุโรป

Q: ยุโรปเตรียมพร้อมและมั่นใจในการตอบรับการขึ้นมามีบทบาททางเศรษฐกิจของจีนหรือไม่ หลายฝ่ายกล่าวว่า Anti dumping ของสหภาพยุโรปนับเป็นวิธีการปกป้องตลาดอย่างหนึ่ง

A: มีหลายอย่างที่เป็นปัจจัยบอกถึงความสำเร็จในการตอบรับการเปลี่ยนแปลงของกระแสโลกาภิวัตน์ ซึ่งหมายรวมถึงการขึ้นมามีบทบาททางเศรษฐกิจของจีนด้วย ยุโรปจำเป็นต้องมีความมั่นใจให้มากกว่านี้ในการเผชิญหน้ากับจีน ยุโรปยังเป็นภูมิภาคที่ส่งออกมากที่สุดในโลก และเป็นภูมิภาคผู้ผลิตสินค้าที่มีคุณภาพและใช้เทคนิคชั้นสูงได้มากที่สุดในโลก นักวางแผนนโยบายในยุโรปควรเห็นภาพรวมดังกล่าว

ประสบการณ์บอกเราว่าการปกป้องตลาด (protectionism) ใช้ไม่ได้อีกต่อไป กรอบความร่วมมือพหุภาคีในด้านการค้าจึงต้องมีมาตรการแก้ไข หากบางประเทศพยามเพิ่ม competitive advantage ของตนด้วยการที่ภาครัฐเข้าแทรกแซงและให้ความช่วยเหลือธุรกิจภายในของตนอย่างไม่เป็นธรรม การใช้มาตรการ anti-dumping จึงเป็นเครื่องมีทางการค้าไม่เรียกว่า protectionism แต่เป็นการสร้างการค้าแบบมีมีการแข่งขันเสรีและเป็นธรรม

Q: ท่านได้เคยแสดงความห่วงกังวลว่าการเจริญเติบโตของจีนนั้นไม่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากนัก ในการนี้ มีแนวทางใดที่ยุโรปจะยกประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมผ่านด้านการค้า

A: ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจากการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนเป็นสิ่งที่สหภาพยุโรปต้องหารือกับจีนในกรอบกว้างผ่านยุทธศาสตร์ระดับโลกเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาวะสิ่งแวดล้อม

นโยบายทางการค้าของสหภาพยุโรปถูกออกแบบมาให้ข้อเสนอที่ดีแก่ประเทศที่รักษาสิ่งแวดล้อม ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ระบบ GSP ให้สิทธิพิเศษแก่ประเทศที่รักษามาตรฐานด้านแรงงานและสิ่งแวดล้อม รวมทั้ง Montral Protocol ส่วนในการเจรจาการค้าทวิภาคี ก็รวมการเจรจา Sustainability Impract Assessments (SIA) ซึ่งจะเป็นการเพิ่มน้ำหนักความตกลงด้านสิ่งแวดล้อม

Q: ยุโรปมีภาระหน้าที่ในการแสดงความกังวลเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนหรือไม่ การสร้างความเชื่อมโยงด้านการค้ากับจีนถือเป็นการส่งสัญญาณที่ผิดหรือไม่ หรือว่าการสร้างความสัมพันธ์ทางการค้าแบบถาวรถือเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายสิทธิมนุษยชน

A: ตั้งแต่ปี 1995 การลงนามความตกลงระหว่างสหภาพยุโรปกับประเทศที่สามต้องมีสาระด้านการส่งเสริมสิทธิมุษยชนอยู่เป็นส่วนสำคัญ บทบาทสำคัญของสิทธิมนุษยชนเป็นได้เด่นชัดในความตกลง Cotonou ระหว่างสหภาพยูโรปกับประเทศกำลังพัฒนา 78 ประเทศในภูมิภาคอาฟริกา คาริเบียนและแปซิฟิก หากประเทศเหล่านี้ละเลยการเคารพสิทธิมนุษยชน การให้ความช่วยเหลือพิเศษทางด้านการค้าอาจถูกระงับและการให้ความช่วยเหลืออาจลดน้อยลง

บทสัมภาษณ์คัดย่อจาก www.theparliament.com