ช่วงครึ่งแรกของปี 2549 ที่ผ่านมา นั้น นับว่ามีพัฒนาการสำคัญทางด้านเศรษฐกิจในสหภาพยุโรปอยู่หลายเรื่อง เช่น การสานต่อตาม Lisbon Strategy การสร้างความสมบูรณ์ของตลาดร่วม โดยเฉพาะเรื่องการพิจารณา Services Directive รวมทั้งการพัฒนาความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับประเทศหุ้นส่วนสำคัญ เช่น สหรัฐฯ รายงานฉบับนี้ จึงประมวลพัฒนาการสำคัญทางด้านเศรษฐกิจในภาพรวมที่เกิดขึ้นในช่วงที่ออสเตรียดำรงตำแหน่งเป็นประธานของสหภาพยุโรป


A. เศรษฐกิจและตลาดร่วมภายใน EU
หลักการสำคัญของตลาดร่วมภายใน EU (Single Market) คือ การขจัดอุปสรรคในการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นด้านกฎระเบียบหรือภาษี เพื่อให้มีการหมุนเวียนอย่างเสรีของปัจจัยการผลิตได้แก่ สินค้า บริการ ทุน และแรงงาน ซึ่ง EU มีสถานะเป็น Single Market อย่างเป็นทางการภายหลังการลงนามในสนธิสัญญามาสทริชท์เมื่อปี 2535 (ความพยายามในการสร้างตลาดร่วมของยุโรปมีมาเป็นเวลานานนับตั้งแต่การจัดตั้ง European Economic Community หรือ EEC เมื่อปี 2500 การยกเลิกภาษีระหว่างประเทศสมาชิกเมื่อปี 2511 การจัดทำ Single European Act เมื่อปี 2529)
อย่างไรก็ดี แม้ว่าในหลักการสหภาพยุโรปจะไม่มีข้อจำกัดในเรื่องการไหลเวียนของปัจจัยการผลิต โดยเฉพาะสินค้าและแรงงาน แต่ในทางปฏิบัติการจัดตั้งตลาดร่วมยังไม่เสร็จสมบูรณ์โดยเฉพาะในด้านการบริการและทุน ซึ่งจะมีการออกระเบียบว่าด้วยการเปิดเสรีด้านบริการภายในช่วงปลายปี 2549 และความพยายามในการจัดตั้งระบบควบคุมบริการด้านการเงินการคลัง รวมทั้งภาคธนาคารและการประกันภัยระหว่างประเทศสมาชิกให้มีความเชื่อมโยงกัน เป็นต้น

ปัญหาสำคัญประการหนึ่งในการส่งเสริมตลาดร่วมภายใน EU คือการกระตุ้นให้ประเทศสมาชิกนำระเบียบของสหภาพยุโรปไปบังคับใช้เป็นกฎหมายภายใน (national law) ซึ่งจากสถิติในเดือน ก.ค. 2549 ระบุว่ามีระเบียบของสหภาพฯ ที่ประเทศสมาชิกยังไม่ได้นำไปบังคับใช้สูงถึง 1.9% ซึ่งสูงกว่ามาตรฐานที่กำหนดไว้ที่ 1.5% และเพิ่มขึ้นกว่าช่วงเดือน พ.ย. 2548 ซึ่งมีเพียง 1.6% หากประเทศสมาชิกนำระเบียบของสหภาพฯ ไปปฏิบัติใช้ได้รวดเร็วและมากขึ้นก็จะส่งผลดีต่อการดำเนินการตามหลักการตลาดร่วม และสร้างความเชื่อมั่นระหว่างประเทศสมาชิกด้วยกันเอง

ประเด็นด้านเศรษฐกิจและการค้าที่สำคัญที่ EU ได้ดำเนินการ สามารถสรุปได้ ดังนี้

1. การดำเนินการตาม Lisbon Strategy

  • ได้เริ่มดำเนินมาเป็นเวลา 6 ปี (ยุทธศาสตร์ดังกล่าวเป็นผลมาจากการการประชุม Lisbon Summit เมื่อปี ค.ศ. 2000) แต่ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร เนื่องจากประเทศสมาชิกส่วนใหญ่ยังไม่ได้กำหนดนโยบายภายในประเทศเพื่อดำเนินการตามนโยบายดังกล่าวอย่างจริงจัง ดังนั้น เมื่อเดือน ม.ค. 2549 EC ได้กระตุ้นให้ประเทศสมาชิกร่างแผนปฏิรูปเศรษฐกิจของแต่ละประเทศที่สอดคล้องกับหลักการของ Lisbon Strategy เพื่อส่งเสริมการสร้างงาน การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน รวมทั้งเพิ่มงบประมาณด้าน R&D ให้ถึง 3% ภายในปี 2010 เพื่อให้มีการนำ Lisbon Strategy ไปดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมโดยประเทศสมาชิกต่อไป

  • การดำเนินการตาม Lisbon Strategy ถือเป็นนโยบายสำคัญของ EC ซึ่งประกอบด้วยนโยบายหลายด้านประกอบกัน ได้แก่ การเพิ่มประสิทธิภาพตลาดร่วมโดยเฉพาะในด้านการบริการ การเงินและการคลัง การส่งเสริมการค้าที่เสรีและยุติธรรม การทำให้กฎระเบียบของ EU มีความซับซ้อนน้อยลง (better regulation) และขจัดขั้นตอนที่ไม่จำเป็น การปรับปรุงระบบสาธารณูปโภคของยุโรป การลงทุนด้าน R&D การส่งเสริมการใช้นวัตกรรม การปรับปรุงความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรม การปรับปรุงระบบการจ้างงานและกระตุ้นการเคลื่อนย้ายแรงงาน รวมถึงการเพิ่มทักษะแรงงาน เป็นต้น ทั้งนี้ EU ได้ประกาศให้ปี ค.ศ. 2006 เป็นปีแห่งการเคลื่อนย้ายแรงงานของยุโรป (European Year of Workers’ mobility)

  • ฟินแลนด์ในฐานะประธาน EU ในช่วงครึ่งหลังของปี 2549 เน้นเรื่องการส่งเสริมนวัตกรรมมากขึ้น โดยฟินแลนด์ซึ่งเป็นประเทศที่มีความสามารถในการสร้างสรรค์นวัตกรรมและเทคโนโลยีชั้นสูงได้ตั้งเป้าที่จะถ่ายทอดประสบการณ์และความสำเร็จให้แก่ประเทศสมาชิกอื่น ด้วยการทำการศึกษาวิจัยยุทธศาสตร์ของประเทศตนและนำมาปรับใช้ในสหภาพยุโรปต่อไป และในระหว่างการประชุม Competitiveness Council ซึ่งจัดโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมของฟินแลนด์ และประธานคณะมนตรีฯ ด้านขีดความสามารถในการแข่งขัน เมื่อวันที่ 7 ก.ค. 2549 ฟินแลนด์ได้จัดทำรายงาน (Working Paper) เรื่อง “Demand as a Driver of Innovation – Towards a more effective European innovation policy” โดยเสนอแนวทางในการนำความต้องการของผู้บริโภคหรือ Demand aspect มาเป็นปัจจัยหนึ่งในการพัฒนานโยบายด้านนวัตกรรมเพิ่มเติมจากการพิจารณาเพียงด้าน
    อุปทาน (supply policy ซึ่งเกี่ยวกับการจัดสรรเงินของภาครัฐและเอกชนในด้าน R&D และการจัดฝึกอบรม) ที่มีมาแต่เดิม มีสาระสำคัญคือ

    1) การใช้กฎระเบียบในการแข่งขันเพื่อส่งเสริมนวัตกรรม การนำระเบียบของ EU ในการส่งเสริมตลาดร่วมไปบังคับใช้ภายในประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ การขจัดอุปสรรคในการเข้าตลาด (โดยเฉพาะในด้านบริการ) รวมทั้งการส่งเสริม IPR และปรับปรุงระบบการจดสิทธิบัตร

    2) ส่งเสริมนวัตกรรมในงานบริการของภาครัฐ ในการให้บริการด้านสาธารณูปโภคโดยเปิดให้ภาคเอกชนดำเนินการได้ (outsource) โดยคำนึงถึงความรับผิดชอบต่อสังคม โดยใช้
    การจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐที่เปิดแข่งขันการประมูลอย่างเสรีเป็นเครื่องมือซึ่งจะช่วยส่งเสริมให้ภาคเอกชนพัฒนาการให้บริการและเสริมสร้างขีดความสามารถของบริษัทในการพัฒนานวัตกรรมด้วย

    3) ส่งเสริมระบบการวิจัยที่สามารถปรับตัวรับกับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก โดยการขจัดอุปสรรคสำหรับงานวิจัยด้านนวัตกรรม ส่งเสริมให้ภาควิทยาศาสตร์และอุตสาหกรรมมีความร่วมมือที่ใกล้ชิดระหว่างกัน (โดยการเป็นหุ้นส่วนระหว่างบริษัท มหาวิทยาลัย และองค์กรวิจัย) ส่งเสริมการเคลื่อนย้ายนักวิจัยในยุโรป และพัฒนาการส่งเสริม R&D ของภาครัฐให้มีความทันสมัยมากขึ้น

    4) ส่งเสริมวัฒนธรรมองค์กรเอกชน (enterprise culture) เสนอให้ภาครัฐจัดตั้งกลไกทางการเงินเพื่อสนับสนุนภาคเอกชนในการพัฒนานวัตกรรม ให้การสนับสนุนในการวางจำหน่ายในตลาด รวมทั้งช่วยให้ข้อมูลแก่ผู้ประกอบการรายใหม่ในการสร้างธุรกิจที่เติบโตได้อย่างดี

    ทั้งนี้ ผลการประชุมดังกล่าวจะเป็นพื้นฐานในการหารือเรื่องนี้ในการประชุมของ Competitiveness Council ในเดือน ธ.ค. 2549 ต่อไป โดยคาดว่า EC จะออก Communication เกี่ยวกับเรื่องนี้ในเดือน ก.ย. นี้

    2. การจัดทำ Services Directive

  • ร่างระเบียบฯ ผ่านการลงคะแนนเสียงรับรองจากสภายุโรปครั้งแรกเมื่อ ก.พ. 2549 และผ่านความเห็นชอบจากคณะมนตรีฯ เมื่อเดือน พ.ค. 2549 และคาดว่าจะได้รับการรับรองจากสภายุโรปในระหว่างการพิจารณาครั้งที่ 2 ในช่วงปลายปี 2549 โดยประกอบด้วย 3 หลักการสำคัญ คือ การทำให้การจัดตั้งธุรกิจบริการโดยพลเมือง EU ในประเทศสมาชิกอื่นๆ ง่ายขึ้น เสรีภาพในการให้บริการโดยมีข้อจำกัดน้อยที่สุด และความร่วมมือระหว่างหน่วยงานรับผิดชอบของประเทศสมาชิก ทั้งนี้ ร่างดังกล่าวถูกลดความเข้มข้นของการเปิดเสรีลงมา โดยไม่มีหลักการ country of origin ที่เปิดโอกาสให้ภาคธุรกิจหรือพลเมือง EU ในประเทศหนึ่งสามารถเข้าไปประกอบธุรกิจอื่นในประเทศสมาชิกอื่นได้โดยใช้กฎหมายของประเทศที่ตนเองเป็นพลเมืองอยู่

    Services Directive ครอบคลุมสาขาเหล่านี้ คือ 1) กิจการสาธารณูปโภค 2) บริการด้านธุรกิจ (business services) เช่น management, consultancy, การโฆษณา, การจัดหางาน 3) การให้บริการแก่ภาคธุรกิจและผู้บริโภค เช่น real estate services การจัดงานแสดงสินค้า การบริการด้านการท่องเที่ยว กีฬาและบันเทิง ส่วนสาขาที่ไม่รวมอยู่ใน Directive ดังกล่าว คือ 1) บริการด้านสุขภาพ 2)อุตสาหกรรมที่มีกฎหมายเฉพาะ คือ financial services, electronic communication services and network และการขนส่ง 3) สาขาอื่นๆ เช่น การบริการด้านกฎหมาย audiovisual services, tax services การพนัน ล็อตเตอรี่

    3. การเงิน

  • ยูโรโซนเป็นเขตที่ประเทศสมาชิกใช้เงินสกุลยูโรร่วมกัน ซึ่งในขณะนี้ประกอบด้วย 12 ประเทศจาก 25 ประเทศสมาชิก EU และจะมีสโลวีเนียเข้าร่วมยูโรโซนตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2550 เป็นต้นไป สำหรับประเทศสมาชิกใหม่ที่เหลือ มีกำหนดที่จะเข้าร่วมยูโรโซน ดังนี้

    ปี ประเทศ
    2551 เอสโตเนีย ไซปรัส ลัตเวีย มอลตา
    2552 ลิธัวเนีย (เดิมลิธัวเนียมีกำหนดที่จะเข้าร่วมยูโรโซนในปี 2550 พร้อมสโลวีเนีย แต่ถูกพิจารณาให้เลื่อนไปก่อนเนื่องจากมีอัตราเงินเฟ้อเกินระดับที่กำหนดไว้) สโลวะเกีย
    2553 เชค และฮังการี

    ส่วนโปแลนด์ยังไม่ได้กำหนดเวลาที่แน่นอน แต่คาดว่าจะเริ่มการเจรจาในปี 2552 ทั้งนี้ การเข้าร่วมยูโรโซนจะกระทำได้ต่อเมื่อประเทศสมาชิกนั้นๆ เข้าร่วมกลไกแลกเปลี่ยนเงินตรา (Exchange Rate Mechanism หรือ ERM) เป็นเวลาอย่างน้อย 2 ปี ซึ่งนอกจากประเทศนั้นๆ จะต้องมีเสถียรภาพในด้านอัตราแลกเปลี่ยนแล้ว ยังต้องมีเสถียรภาพในด้านอื่นประกอบกัน ได้แก่ อัตราดอกเบี้ย ดุลงบประมาณ อัตราเงินเฟ้อ และอัตราหนี้ต่อ GDP เป็นต้น

  • การรักษาระเบียบการเงินการคลังตาม Stability and Growth Pact (SGP) เป็นนโยบายสำคัญในการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของ EU โดยหลักการสำคัญ 2 ประการของ SGP คือ การรักษาการขาดดุลงบประมาณไม่ไห้เกิน 3% ของ GDP และอัตราหนี้ต่อ GDP (debt-to-GDP ratio) ไม่ควรเกิน 60% ทั้งนี้ในช่วงครึ่งแรกของปี 2549 เยอรมนีได้ยื่นรายงานแผนงบประมาณเพื่อแก้ไขปัญหาการขาดดุลงบประมาณให้เหลือไม่เกิน 3% ของ GDP ภายในปี 2550 (หลังจากขาดดุลงบประมาณเกิน 3% ของ GDP มาเป็นเวลา 4 ปีติดต่อกัน) และในส่วนของโปรตุเกสได้รายงานมาตรการในการลดการขาดดุลงบประมาณให้เหลือ 5% ของ GDP ภายในปี 2549 และคาดว่าจะเหลือ 3% ของ GDP ภายในปี 2551 นอกจากนี้ EC ได้เรียกร้องให้อิตาลีดำเนินมาตรการอย่างเข้มงวดให้การขาดดุลงบประมาณเหลือ 3% ของ GDP ภายในปี 2550

    4. สถานการณ์ไข้หวัดนก

  • แม้ในช่วงต้นปี 2549 มีการพบเชื้อไข้หวัดนกชนิด H5N1 ในสัตว์ปีกป่าในหลายประเทศทั่วยุโรป และล่าสุดเมื่อวันที่ 14 ก.ค. 2549 ได้มีการยืนยันการตรวจพบเชื้อ H5N1 ในสัตว์ปีกป่าในสเปน ทำให้ในขณะนี้มี 14 ประเทศทั่ว EU ที่ได้พบเชื้อ H5N1 ในสัตว์ปีกป่า (กรีซ อิตาลี สโลวีเนีย ฮังการี ออสเตรีย เยอรมนี ฝรั่งเศส สโลวัก สวีเดน โปแลนด์ เดนมาร์ก สาธารณรัฐเช็ก สหราชอาณาจักร และสเปน) แต่ยังไม่มีการระบาดของเชื้อ H5N1 ในอุตสาหรรมสัตว์ปีกเลี้ยง อย่างไรก็ดี ปัญหาดังกล่าวได้ส่งผลให้ปริมาณการบริโภคเนื้อสัตว์ปีกลดลงในหลายประเทศ EU และได้มีการให้งบประมาณช่วยเหลือ co-funding (สูงสุด 50%) สำหรับมาตรการช่วยเหลือด้านการตลาดในประเทศสมาชิกที่ได้รับผลกระทบ

  • EU ได้ออกมาตรการระงับการนำเข้าสัตว์ปีกเป็น ขยายเวลาการใช้วัคซีนในอุตสาหกรรมสัตว์ปีกของเนเธอร์แลนด์ ระงับการนำเข้าขนนกที่ยังไม่ได้ผ่านการฆ่าเชื้อโดยผ่านความร้อน รวมทั้งการระงับการนำเข้าเนื้อสัตว์ปีกจากประเทศที่สามบางประเทศ เช่น ตุรกี จีน มาเลเซีย และไทย เป็นต้น

    B. ความสัมพันธ์ด้านการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ

    1. การค้าระหว่างประเทศ
    ในช่วงเดือน ม.ค. – พ.ค. 2549 การค้าระหว่างประเทศของ EU มีดังนี้ (ที่มา: Eurostat STAT/06/98 dated 19/07/2006) (หน่วย: bn Euro)

    Flows Jan-May 06 Jan-May 05 growth
    Extra-EU25 Exports 466.6 409.0 14%
    Extra-EU25 Imports 549.1 453.1 21%
    Extra-EU25 Trade Balance -17.4 9.6
  • สาขาที่ EU ขาดดุลการค้ามากที่สุด คือ พลังงาน (-94.8 bn Euro ในช่วง ม.ค.-เม.ย. 2549 เมื่อเปรียบเทียบกับ -63.2 bn ยูโร ในช่วงเดียวกันของปี 2548) ส่วนสาขาที่ได้ดุลการค้า คือ เคมีภัณฑ์ เครื่องจักรและยานยนต์

  • การส่งออกจาก EU ไปจีน เพิ่มขึ้นมากที่สุด (25% ในช่วง ม.ค. – เม.ย. 2549 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2548) รองลงมาคือ รัสเซีย ตุรกี และแคนาดา (22%) ในส่วนของการนำเข้า EU นำเข้าเพิ่มขึ้นมากที่สุดจากรัสเซีย (42%) นอร์เวย์ (31%) จีน (25%) เกาหลีใต้ (23%) อินเดีย (22%) และแคนาดา (19%) ทั้งนี้ สถิติการค้าระหว่างคู่ค้าสำคัญของ EU มีดังนี้

  • การค้าระหว่างไทย-EU ในช่วง ม.ค. – มิ.ย. 2549 มีมูลค่ารวม 14,134.1 ล้าน USD เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันของปี 2548 9.86% โดยไทยได้เปรียบดุลการค้า 2,520.1 ล้าน USD(ข้อมูลจาก website กระทรวงพาณิชย์)

  • แม้ว่ามูลค่าการค้ารวมระหว่างไทย-EU จะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ยังมีปัญหาบางประการที่เป็นอุปสรรคทางการค้าระหว่างกัน เช่น การตรวจพบสารตกค้างในสินค้าเกษตรของไทย การตรวจพบข้อบกพร่องในสินค้าอุตสาหกรรมบางชนิด รวมถึงการไต่สวนและเรียกเก็บอากรตอบโต้การทุ่มตลาดในสินค้าไทยบางชนิด

  • อนึ่ง มีแนวโน้มว่า EU จะออกกฎระเบียบที่ซับซ้อนมากขึ้น เพื่อการปกป้องสุขภาพของผู้บริโภค การคุ้มครองสิ่งแวดล้อม การคุ้มครองสวัสดิภาพสัตว์ และอื่นๆ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าไทยมายัง EU ต่อไป ซึ่ง คผท. จะรวบรวมรายงานแนวโน้มในเรื่องดังกล่าวให้กระทรวงฯ ทราบเป็นระยะๆ ต่อไป

    2. การลงทุนโดยตรง (FDI)

  • สถิติของ Eurostat ซึ่งออกมาล่าสุดในเดือน ก.ค. 2549 ระบุว่า ในช่วงปี 2548 FDI จาก EU ไปยังประเทศอื่นมีมูลค่า 153 bn ยูโร (เพิ่มขึ้น 19% จาก 129 bn ยูโรในปี 2547) โดยส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในอเมริกาเหนือในขณะที่การลงทุนในภูมิภาคอื่นลดลง 2%

  • ประเทศผู้ลงทุนรายสำคัญ (main investor) ได้แก่ สหราชอาณาจักร (37%) ฝรั่งเศส (12%) และลักเซมเบิร์ก (10%) โดย EU ลงทุนในสหรัฐฯ 26 bn ยูโร และในแคนาดา 9 bn ยูโร (จาก 7 และ 2 bn ยูโรตามลำดับในปี 2547)

  • ในปี 2548 การลงทุนจากประเทศอื่นๆ ทั่วโลกใน EU มีมูลค่า 70 bn (เพิ่มขึ้น 23% จาก 57 bn ยูโรในปี 2547) โดยประเทศที่ได้รับการลงทุนหลักๆ (main recipient) ได้แก่ สหราชอาณาจักร (24%) ลักเซมเบิร์ก (20%) และฝรั่งเศส (19%)

  • การลงทุนจาก EU ในไทยที่ได้รับการอนุมัติจาก BOI ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2549 มีจำนวนโครงการและมูลค่าลดลงเป็น 45 โครงการ มูลค่า 6,361 ล้านบาท (จากเดิม 51 โครงการ มูลค่า 15,735 ล้านบาท ในช่วงเดียวกันของปี 2548) (ข้อมูลจาก website ของ BOI)

    3. การจัดทำ FTA และกรอบความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและการค้ากับประเทศและภูมิภาคต่างๆ

    3.1 EU-สหรัฐฯ
    สหรัฐฯ เป็นทั้งประเทศคู่ค้าลำดับ 1 และประเทศที่ EU เข้าไปลงทุนมากที่สุด และในระหว่างการประชุมสุดยอด EU-US เมื่อวันที่ 21 มิ.ย. 2549 ณ กรุงเวียนนา มีการลงนามในความตกลง 2 ฉบับ ได้แก่

    1) Action Strategy for the Enforcement of Intellectual Property Rights เพื่อส่งเสริมความร่วมมือที่เข้มแข็งมากขึ้นในการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาในประเทศที่สาม
    2) Higher Education and Training Agreement เพื่อขยายเวลาโครงการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษาของ EU และสหรัฐฯ ออกไปอีก 8 ปี โดยส่งเสริมโครงการส่งเสริมนวัตกรรม การแลกเปลี่ยนนักศึกษา อาจารย์ และผู้เชี่ยวชาญ เป็นต้น

    ประเด็นที่สำคัญอีกประการหนึ่ง คือ ความร่วมมือด้านกฎระเบียบ (Regulatory Cooperation) โดยที่ผ่านมาได้มีความร่วมมือตาม Roadmap for EU-US Regulatory Cooperation โดยมีจุดมุ่งหมายให้หน่วยงานของทั้งสองฝ่ายจัดทำกลไกที่มีประสิทธิภาพในการใช้กฎระเบียบอย่างมีประสิทธิภาพ โดยได้มีการจัดทำ Best Cooperative Practices เพื่อเป็นแนวทางแก่ผู้ควบคุมกฎระเบียบ (regulators) ลดกฎระเบียบที่ไม่มีความจำเป็น เพื่ออำนวยความสะดวกด้านการค้าและการลงทุน และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภคของทั้งสองฝ่าย

    ในส่วนของความร่วมมือด้านพลังงาน จะมีการจัดทำ Energy Star Agreement เพื่อส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างยั่งยืน มีประสิทธิภาพ เป็นมิตรต่อสภาพแวดล้อม ทั้งสองฝ่ายวางแผนว่าจะมีการลงนามได้ในช่วงปลายปี 2549

    ในส่วนความร่วมมือด้านการบิน ซึ่ง EU ได้พยายามจัดทำ Horizontal Agreement สาขาบริการเดินอากาศกับสหรัฐฯ ยังไม่มีความคืบหน้าแต่อย่างใดในระหว่างการประชุมดังกล่าว โดยยังมีประเด็นคั่งค้างในเรื่องข้อกฎหมายของสหรัฐฯ ในการถือหุ้นสายการบินของสหรัฐฯ (Ownership and Control) ซึ่งสหรัฐฯ กำหนดให้ผู้ถือหุ้นสายการบินของสหรัฐฯ อย่างน้อย 75% เป็นพลเมืองอเมริกัน ในขณะที่ EU ต้องการเพิ่มสัดส่วนผู้ถือหุ้นชาวต่างชาติจาก 25% เป็น 49%

    3.2 EU-จีน
    จีนถือเป็นทั้งภัยคุกคาม โอกาส และหุ้นส่วน (threat, opportunity และ prospective partner) ของ EU โดย EU พยายามลดปัญหาการขาดดุลการค้า (EU ขาดดุลการค้ากับจีนมากที่สุด เพิ่มขึ้นเป็น 37.9 bn ยูโร ในช่วง ม.ค. – เม.ย. 2549 จาก 30.2 bn ยูโร ในช่วงเดียวกันของปี 2548) ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 7 ก.ค. 2549 EC ได้จัดเวทีปรึกษาหารือ (Public Consultation) เพื่อจัดทำยุทธศาสตร์ด้านเศรษฐกิจและการค้าระหว่าง EU-จีน ซึ่งคาดว่าจะออกมาในช่วงปลายปี 2549 โดยจะเน้นประเด็นการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา การเปิดตลาด และโอกาสสำหรับการลงทุนยุโรปในจีน ยุทธศาสตร์ดังกล่าวจะเป็นการเปิดฉากและเตรียมกลยุทธ์ทางการค้าที่เหมาะสมกับการเปลี่ยนแปลงของจีนในทศวรรษใหม่

    การขาดดุลการค้าจำนวนมากระหว่าง EU-จีน ส่งผลให้ EU ต้องดำเนินมาตรการต่างๆ เพื่อแก้ไขปัญหาการขยายตัวอย่างรวดเร็วของการนำเข้าสินค้าจากจีน ซึ่งส่งผลกระทบเสียหายต่อผู้ผลิตในยุโรป เช่น มาตรการจำกัดการนำเข้าสิ่งทอ และการเรียกเก็บอากรตอบโต้การทุ่มตลาด (AD) รองเท้าจากจีน เป็นต้น นอกจากนี้ EU ยังเรียกเก็บอากร AD จากสินค้าจีนอีกหลายประเภท เช่น จักรยานและชิ้นส่วน เครื่องรับโทรทัศน์สี เส้นใยสังเคราะห์, Coumarin, Polyethelene terephtalate, Silicon เป็นต้น

    ประเด็นที่ EU ให้ความสำคัญคือการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาสำหรับสินค้ายุโรป โดยเมื่อวันที่ 7 มิ.ย. 2549 นาย Peter Mandelson กรรมาธิการด้านการค้าของ EU ร่วมกับ Deputy Trade Minister ของจีน ได้เป็นสักขีพยานในการลงนาม MoU ระหว่าง Beijing retail markets และ European brand owners เพื่อต่อต้านการจำหน่ายสินค้าเลียนแบบ สำหรับสินค้าเครื่องกีฬาและแฟชั่น

    3.3 EU-รัสเซีย
    EU เสนอให้เจรจาจัดทำเขตการเสรีกับรัสเซีย ซึ่งคาดว่าการเจรจาจัดทำเขตการค้าเสรีระหว่าง EU-รัสเซียอาจเริ่มขึ้นภายหลังรัสเซียเข้าเป็นสมาชิก WTO แล้ว ประเด็นสำคัญที่ EU ให้ความสำคัญ คือการเปิดตลาดด้านพลังงานของรัสเซีย

    3.4 EU-Mercosur
    การเจรจาจัดทำเขตการค้าเสรีระหว่าง EU-Mercosur (ประกอบด้วย อาร์เจนตินา บราซิล ปารากวัย อุรุกวัย และเวเนซุเอลา ซึ่งเริ่มเข้าเป็นสมาชิกเมื่อ ธ.ค. 2548) ได้เริ่มขึ้นตั้งแต่เดือน เม.ย. 2543 และเจรจาเกือบแล้วเสร็จในปี 2547 แต่ทั้งสองฝ่ายได้ขอให้มีการเจรจาเพิ่มเติมอีก และก่อนการประชุม Eu-Latin America Summit เมื่อเดือน มิ.ย. 2549 ได้มีการหารือเพิ่มเติมในเรื่องดังกล่าว ปรากฏว่าทั้งสองฝ่ายยังไม่สามารถตกลงกันได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องปริมาณสินค้าที่จะลดภาษี โดยฝ่าย Mercosur ต้องการให้ EU ลดภาษีสินค้าเกษตรมากขึ้น ในขณะที่ EU ต้องการลดภาษีสินค้าอุตสาหกรรมให้เหลือ 0% ทั้งสองฝ่าย และการเข้าถึงตลาดบริการในสาขาต่างๆ เช่น การประกันภัย การธนาคาร การขนส่งทางเรือ และโทรคมนาคม

    3.5 EU-ASEAN
    แม้ว่าผลการศึกษาของ EU-ASEAN Vision Group ได้สรุปผลว่าการจัดทำ EU-ASEAN FTA จะช่วยเพิ่มการค้าทั้งในด้านสินค้าและบริการและส่งเสริมการลงทุนระหว่างสองภูมิภาค แต่ฝ่าย EU ยังมีข้อสงวนในเรื่องการเข้าร่วมการเจรจาของ CLMV อนึ่ง ประเด็นที่ EU ต้องการเน้นในการจัดทำ FTA คือ การเปิดตลาดให้สินค้าและบริการของ EU การปรับปรุงการปกป้องทรัพย์สินทางปัญญา และการทำให้มาตรฐานกฎระเบียบของ EU และ ASEAN เป็นไปในทิศทางเดียวกันเพื่ออำนวยความสะดวกในการทำการค้าระหว่างกัน เป็นต้น

    3.6 EU-Africa
    จนถึงขณะนี้ EU มีความตกลงความร่วมมือด้านการค้า การพัฒนาและความร่วมมือกับแอฟริกาใต้เพียงประเทศเดียว (มีผลตั้งแต่ปี 2543 เพื่อจัดตั้ง FTA ภายในปี 2555) แต่ในขณะนี้ กลุ่มประเทศ SADC (Southern African Development Community ซึ่งประกอบด้วย 14 ประเทศสมาชิก ได้แก่ Angola, Botswana, Lesotho, Malawi, Mozambique, Swaziland, Tanzania, Zambia, Zimbabwe, Namibia, South Africa, Mauritius, Democratic Republic of Congo และ Madagascar) รวมทั้งแอฟริกาใต้ ได้เรียกร้องให้มีการเจรจาเขตการค้าเพียงเขตเดียว (Single trading Area) แทนการแยกการเจรจาความตกลงการเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ (Economic Partnership Agreement หรือ EPAs) ที่ EU แยกทำกับหลายกลุ่มในภูมิภาคแอฟริกา

    3.7 EU-Central America
    เมื่อวันที่ 13 พ.ค. 2549 ในระหว่างการประชุม EU-Latin America and Caribbean Summit ครั้งที่ 4 EU และ 6 ประเทศในอเมริกากลาง ประกอบด้วย Costa Rica, Guatemala, Honduras, Nicaragua, Panama และ El Salvador ได้มีมติที่จะเริ่มการเจรจา Association of Free Trade Agreement ซึ่งคาดว่าจะสิ้นสุดการเจรจาในปี 2553

    3.8 EU-Gulf Cooperation Council
    ความพยายามในการจัดทำ FTA ระหว่าง EU-GCC (ประกอบด้วยซาอุดิอาระเบีย คูเวต บาห์เรน กาตาร์ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และโอมาน ทั้งนี้ EU ดำเนินนโยบายความสัมพันธ์แยกต่างหากกับอิรัก อิหร่าน และเยเมน) มีมาเป็นเวลา 17 ปี (เริ่มขึ้นเมื่อปี 2533 และประสบภาวะชะงักงันในช่วงปี 2542 เนื่องจากปัญหากระบวนการบูรณาการเป็นสหภาพศุลกากรของกลุ่ม GCC จนกระทั่ง EU ได้เริ่มฟื้นฟูการเจรจาอีกครั้งในปี 2544) และล่าสุดในระหว่างการประชุม Joint Cooperation Council ครั้งที่ 16 เมื่อวันที่ 15 พ.ค. 2549 ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องว่าการเจรจาใกล้จะสิ้นสุดลงแล้ว โดยอุปสรรคทางด้านเทคนิคส่วนใหญ่สามารถหาข้อตกลงกันได้แล้ว เช่น เรื่อง แหล่งกำเนิดสินค้า ราคาแก๊สที่ส่งผลให้บิดเบือนการแข่งขัน การจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ การบริการ สัมปทานการค้าสำหรับสินค้าน้ำมัน การประมง เป็นต้น ประเด็นที่ยังค้างอยู่ คือ การที่ EU ขอให้มีความเสมอภาค (equity) ในการเข้าถึงตลาด (market access) ระหว่าง EU กับหุ้นส่วนการค้าอื่นของ GCC เช่น สหรัฐฯ เป็นต้น ทั้งนี้ จะมีการเจรจารอบพิเศษในระดับรัฐมนตรีต่อไป และคาดว่าจะมีการสรุปผลภายในปลายปี 2549

    3.9 EU-South Korea
    นาย Mandelson ได้หารือกับนาย Kim Hyun Chong รัฐมนตรีด้านการค้าของเกาหลีใต้ในช่วงการประชุมรัฐมนตรีการค้า EU-ASEAN ที่กรุงมะนิลา เมื่อเดือน พ.ค. 2549 ทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะหารือในเบื้องต้นเกี่ยวกับการเจรจาจัดทำ FTA โดยฝ่าย EU ต้องการให้การเจรจาในรอบโดฮาเสร็จสิ้นลงก่อนแล้วจึงค่อยเริ่มการเจรจากับเกาหลีใต้ ดังนั้น ในชั้นนี้จึงยังไม่มีกรอบเวลาที่ชัดเจนในการเริ่มการเจรจา

    3.10 EU-Mediterranean Countries
    Mediterranean Countries ในที่นี้ประกอบด้วยแอลจีเรีย Cisjordanie Gaza อียิปต์ อิสราเอล จอร์แดน เลบานอน โมร็อกโก ซีเรีย ตูนีเซียอยู่ในระหว่างการเจรจา Euro-Mediterranean Free Trade Area ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2553

    3.11 EU-Balkan countries
    EU ได้ให้สิทธิพิเศษทางการค้า (Preferential Trade Regime) กับประเทศในภูมิภาคบอลข่าน (ประกอบด้วย Albania, Bosnia-Herzegovina, Croatia, Serbia, Montenegro และ Former Yugoslav Republic of Macedonia)เพื่อเป็นการส่งเสริมการขยายตัวและการฟื้นฟูทางเศรษฐกิจ ซึ่งได้รับการเห็นชอบจาก WTO Council for Trade in Goods แล้วเมื่อวันที่ 12 ก.ค. 2549

    4. การเจรจาในรอบโดฮา
    ภายหลังการเจรจารอบโดฮาล้มเหลวในช่วง ก.ค. ที่ผ่านมา EU ได้แสดงจุดยืนในการคงประเด็นเรื่องการพัฒนาไว้ โดยเห็นว่าการเจรจาพหุภาคีในเรื่องการช่วยเหลือเพื่อการค้า (Aid for Trade) การเปิดตลาดโดยไม่มีภาษีหรือโควต้า (duty-free/quota-free) สำหรับประเทศพัฒนาน้อยที่สุด (LDCs) และความร่วมมืออื่นๆ ในเรื่องการพัฒนาในกรอบการเจรจารอบโดฮา ยังควรดำเนินอยู่ต่อไป

    C. ความคืบหน้าของนโยบายร่วมในด้านต่างๆ
    1. การปฏิรูประบบน้ำตาล
    เมื่อวันที่ 20 ก.พ. 2549 รัฐมนตรีเกษตรของ EU ได้รับรองแผนการปฏิรูประบบน้ำตาลซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. 2549 และจะดำเนินต่อไปจนถึงปีการตลาด 2553/2554 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างสมดุลทางการตลาดที่ยั่งยืนและสอดคล้องกับข้อผูกพันระหว่างประเทศ เพื่อให้อุตสาหกรรมผลิตน้ำตาลใน EU เป็นไปตามกลไกตลาด และลดการผลิตส่วนเกิน โดยมีมาตรการสำคัญในเรื่องการปรับลดโควต้าการผลิตน้ำตาล ยกเลิกการแทรกแซงราคา จัดตั้งกองทุนชั่วคราวในช่วงปรับโครงสร้าง เป็นต้น

    2. นโยบายเกษตรร่วม (Common Agricultural Policy: CAP)
    ภายหลังการปฏิรูปนโยบายเกษตรร่วมเมื่อปี 2546 (CAP Mid-term Review 2003) เพื่อวางแผนงบการเงินและควบคุมค่าใช้จ่ายสำหรับการขยายประเทศสมาชิก EU และปรับลดการอุดหนุนช่วยเหลือการแทรกแซงทางด้านราคาเพื่อนำเงินไปช่วยเหลือด้านการอุดหนุนช่วยเหลือโดยตรง รวมถึงการพัฒนาชนบทและการปกป้องสิ่งแวดล้อม เมื่อเดือน พ.ค. 2549 กรรมาธิการยุโรปด้านการเกษตรได้ร่างแผนค่าใช้จ่ายสำหรับ CAP ปี 2550 โดยได้กำหนดรายละเอียดงบประมาณการอุดหนุนช่วยเหลือภาคเกษตรของ EU ประมาณ 116,418 ล้านยูโร (เพิ่มขึ้นประมาณ 3.9% จากงบปี 2548 คิดเป็นสัดส่วน 45% ของงบ EU ทั้งหมด) โดย 43% ของงบดังกล่าว จะเน้นไปใช้ตามแผนงาน “Lisbon agenda” ที่สนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจและการจ้างงานใน EU

    กรรมาธิการยุโรปด้านการเกษตรยังได้เปิดเผย Green paper ซึ่งเป็นเอกสารในการเสนอแนวทางและกฎระเบียบที่จะทำให้ประเทศสมาชิกต่างๆ จะต้องให้ข้อมูลรายละเอียดการใช้งบของ EU อย่างโปร่งใส โดยเฉพาะในส่วนของ CAP ซึ่งในขณะนี้ ประชาชน EU ต้องการทราบรายละเอียดว่า ประเทศสมาชิกใดบ้างที่เป็นผู้ได้รับประโยชน์จากงบการช่วยเหลือเกษตรและนำไปใช้ในด้านใด ซึ่งหากกรรมาธิการยุโรปสามารถจัดทำแนวทางหรือกฎระเบียบใหม่เป็นผลสำเร็จได้ จะทำให้ในอนาคต ประเทศสมาชิกทั้งหมดจะต้องมีการแสดงข้อมูลรายละเอียดการใช้จ่ายเงินที่ช่วยเหลือเกษตรกรหรือผู้ผลิตภายในประเทศของตนเอง อย่างไรก็ดี ในขณะนี้ มีเพียง 11 ประเทศที่เปิดเผยข้อมูลให้แก่สาธารณชนทราบ ได้แก่ เบลเยียม เดนมาร์ก ฮังการี สวีเดน อิตาลี เอสโตเนีย ลัทเวีย ลิทัวเนีย เนเธอร์แลนด์ สโลวีเนีย และ สหราชอาณาจักร

    3. นโยบายด้านกิจการทางทะเล (Maritime Policy)
    เมื่อวันที่ 7 มิ.ย. 2549 EC ได้ออก Green Paper เรื่องอนาคตนโยบายด้านกิจการทางทะเลของ EU (Towards a Future Maritime Policy for the Union: A European Vision of the Oceans and Seas) โดยหวังจะรวบรวมข้อสรุปของความคิดเห็นเพื่อจัดทำนโยบายด้านกิจการทางทะเลให้ได้ภายในปลายปี 2550 โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้

    (1) การรักษาความสำคัญของยุโรปในกิจกรรมทางทะเล โดยเน้นการสร้างเครือข่ายด้านการวิจัยทางทะเล (European Marine Research Network) และเน้นการพัฒนาด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่จะช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากกิจกรรมทางทะเล
    (2) การพัฒนามาตรฐานความเป็นอยู่ในบริเวณภูมิภาคชายฝั่งทะเลและการพัฒนาการท่องเที่ยวชายฝั่งทะเล
    (3)การพัฒนาเครื่องมือในการสำรวจมหาสมุทรที่มีประสิทธิภาพ และ
    (4)การบริหารจัดการทางทะเล (Maritime Governance) โดยคณะกรรมาธิการยุโรปเสนอให้มีการจัดตั้ง European Coastguard Service เพื่อเป็นการป้องกันการเกิดมลพิษทางทะเล

    4. นโยบายด้านพลังงาน
    เป็นนโยบายที่ EU ให้ความสำคัญเป็นลำดับต้นๆ รองจากการดำเนินการส่งเสริมการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจภายใต้ยุทธศาสตร์ลิสบอน ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 8 มี.ค. 2549 EC ได้เสนอ Green Paper on a Secure, Competitive and Sustainable Energy Policy for Europe โดยมีหลักการสำคัญ 3 ประการได้แก่ (1) ความมั่นคงทางด้านการจัดหาแหล่งพลังงาน (security of supply) (2) ให้นโยบายพลังงานของสหภาพยุโรปมีความสามารถในการแข่งขันได้ และ (3) ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอันเป็นผลมาจากการผลิต และการใช้เชื้อเพลิง

    ในระหว่างการประชุม Spring Summit เมื่อวันที่ 23-24 มี.ค. 2549 ที่ผ่านมา ที่ประชุมได้เรียกร้องให้ประเทศสมาชิกกำหนดนโยบายพลังงานต่อประเทศที่สามในแนวทางเดียวกัน และให้มีการเจรจามากยิ่งขึ้นกับกับประเทศผู้ผลิต ประเทศที่เป็นทางผ่านในการขนย้ายพลังงาน และประเทศที่ต้องซื้อพลังงานจากภายนอก เพื่อเป็นการรับประกันความมั่นคงในการจัดหาพลังงานสำหรับยุโรป ตลอดไปจนถึงการหาแหล่งพลังงาน ผู้ขาย และช่องทางขนส่งพลังงาน ทั้งจากภายในยุโรปและจากภายนอกให้หลากหลายมากยิ่งขึ้น และการร่วมกันแก้ไขปัญหาวิกฤติพลังงานในอนาคตด้วยความสามัคคี

    5. การจัดทำ Single European Payments Area (SEPA) ในยูโรโซน
    EC และธนาคารกลางแห่งยุโรป (ECB) กำลังดำเนินการจัดตั้งตลาดร่วมสำหรับบริการการจ่ายเงินให้เป็นหนึ่งเดียวทั่วยูโรโซน ซึ่งหมายความว่าผู้บริโภคสามารถดำเนินธุรกรรมเกี่ยวกับการเงินและธนาคารในประเทศใดก็ได้ในเขตยูโรโซน เช่นการชำระเงินจากบัตร debit card การหัก-โอนเงินผ่านธนาคารข้ามประเทศสมาชิกฯ เป็นต้น โดยมีกำหนดเวลาว่าภายในวันที่ 1 ม.ค. 2551 ธนาคารใน
    ยูโรโซนจะเริ่มให้บริการการชำระเงินตามระบบ SEPA และภายในสิ้นปี 2553 ระบบ SEPA จะแทนที่ระบบเดิมภายในประเทศสมาชิกยูโรโซนทั้งหมด อย่างไรก็ดี ได้มีข้อกังวลว่าภาคธนาคารยังต้องปรับตัวด้านกฎระเบียบและเทคนิคบางประการ ซึ่งกำหนดเวลาที่ตั้งไว้อาจเร็วเกินไป รวมถึงแนวโน้มที่ SEPA อาจเพิ่มค่าใช้จ่ายต่อทั้งผู้บริโภคและการดำเนินการของธนาคารด้วย

    D. การบิน
    1. นโยบายน่านฟ้าร่วมของยุโรป (Single European Sky)
    EU ได้พยายามขยายนโยบายน่านฟ้าร่วมให้ครอบคลุมกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านมากขึ้น โดยล่าสุดเมื่อวันที่ 9 มิ.ย. 2549 ได้มีการลงนามระหว่าง EU ประเทศในภูมิภาคยุโรปตะวันออกเฉียงใต้ ได้แก่ Albania, Bosnia-Herzegovina, Bulgaria, Croatia, FYROM, Romania, Serbia, Montenegro, UN Mission in Kosovo รวมทั้งไอซ์แลนด์และนอร์เวย์ เพื่อจัดตั้งเขตการบินร่วมยุโรป (European Common Aviation Area: ECAA) โดยใช้กฎหมายการบินของ EU ร่วมกัน เพื่อเป็นการส่งเสริมมาตรฐานความปลอดภัย กฎระเบียบด้านการแข่งขันและสิทธิของผู้บริโภคให้มีมาตรฐานเดียวกันทั่วยุโรป รวมถึงการให้ความช่วยเหลือด้านเทคนิคจาก EU เพื่อเป็นการส่งเสริมการเติบโตทางด้านการบินและสร้างโอกาสในการลงทุนระหว่างกัน โดย EU จะขยายขอบเขต ECAA ไปยังประเทศเพื่อนบ้าน EU กลุ่มอื่นๆ ให้ทั่วถึงภายในปี 2553

    2. การจัดทำความตกลงสาขาบริการเดินอากาศ (Horizontal Agreement in Air Services) กับประเทศต่างๆ
    จนถึงขณะนี้ EU ได้จัดทำความตกลงสาขาบริการเดินอากาศกับประเทศที่สามรวม 23 ประเทศ (สำหรับบางประเทศร่างความตกลงกำลังอยู่ในระหว่างรอการลงนาม ทั้งนี้ ล่าสุดได้มีการลงนามความตกลงกับสิงคโปร์เมื่อวันที่ 9 มิ.ย. 2549 และนิวซีแลนด์เมื่อวันที่ 21 มิ.ย. 2549) โดยความตกลงดังกล่าวจะแทนที่ความตกลงทวิภาคีระหว่างประเทศสมาชิก EU กับประเทศที่สาม เพื่อสร้าง level playing field ระหว่างประเทศที่มีและไม่มีความตกลงทวิภาคีสาขาบริการเดินอากาศกับประเทศที่สามนั้นๆ

    ปัจจุบัน EU พยายามผลักดันให้มีการเจรจาความตกลงดังกล่าวกับอีกหลายประเทศ เช่น จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย อินโดนีเซีย บราซิล อิสราเอล คูเวต รวมทั้งไทย เป็นต้น

    *********************************

    คณะผู้แทนไทยประจำประชาคมยุโรป
    สิงหาคม 2549