ในวาระที่การประชุมสุดยอดเอเชีย-ยุโรป หรือ อาเซม จะบรรจบครบรอบ 10 ปี ฟินแลนด์ ประเทศเจ้าภาพการประชุมสุดยอดครั้งที่ 6 ได้ตั้งให้ประเด็นเรื่องการประเมินผลงานที่ผ่านมาและทิศทางในอนาคตของอาเซมเป็นหนึ่งในวาระการประชุมหลัก พร้อมทั้งจะจัดให้มีการรับรอง “แถลงการณ์เฮลซิงกิต่ออนาคตของอาเซม” (Helsinki declaration on the Future of ASEM) ด้วย เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมในการหารือเรื่องดังกล่าว ประเทศยุโรปและเอเชียจึงได้จัดเตรียมรายงานพื้นฐานขึ้นมา ทางทีมงานไทยยุโรป.เน็ตจึงขอนำรายงานของทางฝ่ายยุโรปมาสรุปและนำเสนอ เพื่อแสดงให้เห็นมุมมองและท่าทีที่ประเทศยุโรปมีต่อการประชุมอาเซม

ในที่ประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศครั้งที่ 7 ที่เมืองเกียวโต เดือนพฤษภาคม ค.ศ. 2005 ทางการฟินแลนด์และญี่ปุ่นได้เสนอที่จะร่วมกันเขียนรายงานร่วมกันในหัวข้อที่ชื่อว่า “10 ปี อาเซม: เหลียวหลังแลหน้า” (ASEM in its Tenth Year: Looking Back, Looking forward) รายงานฉบับนี้จะใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานสำหรับการประชุม โดยฟินแลนด์เป็นผู้จัดเตรียมข้อมูลของทางฝ่ายยุโรป ส่วนญี่ปุ่นเป็นผู้รวบรวมความคิดเห็นของทางฝ่ายประเทศเอเชีย แล้วจึงนำมาประกอบกันเป็นรายงานฉบับดังกล่าว

สำหรับข้อมูลทางฝ่ายยุโรปนั้น ฟินแลนด์ได้มอบหมายให้ University of Helsinki Network for European Studies เป็นผู้รวบรวมและนำเสนอข้อมูล โดยได้รวบรวมข้อมูลมาจากเจ้าหน้าที่ระดับต่างๆของทั้งประเทศสมาชิกและสหภาพยุโรป จากการสัมภาษณ์ การจัดทำแบบสอบถาม และการจัดงานสัมมนาในระดับนานาชาติ จึงถือได้ว่ารายงานฉบับนี้สามารถสะท้อนความเห็นของทางยุโรปต่อการประชุมอาเซม และอาจเป็นท่าทีของประเทศยุโรปในการประชุมสุดยอดอาเซม 6 ในวาระประเมินผล 10 ปีอาเซมอีกด้วย

สิ่งที่ยุโรปคาดหวังจากอาเซม
เพื่อที่จะทำการประเมินผลกระบวนการอาเซม รายงานฉบับดังกล่าวเริ่มต้นด้วยการย้อนไปสำรวจถึงเหตุผลและที่มาที่ทางยุโรปสนับสนุนให้มีการของจัดตั้งการประชุมอาเซมเมื่อ 10 ปีที่แล้ว อันเป็นการกลับไปดูว่ายุโรปคาดหวังอะไรจากการประชุมอาเซม และทำการประเมินว่าที่ผ่านมา 10 ปี การประชุมอาเซมสามารถตอบสนองความคาดหวังดังกล่าวได้มากน้อยเพียงใด

เหตุผลหลักที่ทางยุโรปสนับสนุนให้มีการตั้งการประชุมอาเซมเมื่อ 10 ปีก่อนคือ เหตุผลทางด้านเศรษฐกิจ ตั้งแต่ทศวรรษที่ 1980s เป็นต้นมา ทางยุโรปเห็นว่าภูมิภาคเอเชียมีแนวโน้มที่จะมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจโลกมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่เพียงแค่ประเทศญี่ปุ่น แต่รวมไปถึงประเทศอุตสาหกรรมใหม่ (New Industrialised Economies – NIEs) เช่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน ฮ่องกง และสิงค์โปร์ และกลุ่มประเทศ “สี่เสือเอเชีย” อันได้แก่ มาเลเซีย ไทย อินโดนีเซีย และฟิลิปินส์ และเมื่อถึงทศวรรษที่ 1990s ประเทศจีนก็ได้ผงาดขึ้นมาเป็นเครื่องจักรขับเคลื่อนเศรษฐกิจของเอเชียควบคู่ไปกับญี่ปุ่น การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วของเอเชีย ซึ่งสะท้อนรับกับแนวคิด Tripolaism หรือ แนวคิดที่ว่าที่ว่าหลังสงครามเย็น เศรษฐกิจของโลกจะก้าวสู่ยุคโลกาภิวัตน์ ควบคู่ไปกับกระแสภูมิภาคนิยม (regionalism) โดยมีภูมิภาคอเมริกาเหนือ ยุโรป และเอเชียตะวันออก เป็นอำนาจสำคัญที่ผลักดันให้เกิดความก้าวหน้าและความเจริญรุ่งเรืองของโลก

ทว่า แม้ความสำคัญของเอเชียต่อเศรษฐกิจของโลกจะเป็นที่ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ภาคธุรกิจของยุโรปกลับเห็นว่ายุโรปมีระดับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับประเทศเอเชียไม่แน่นแฟ้นนัก เมื่อเทียบกับสหรัฐฯ ซึ่งได้นำหน้ายุโรปไปมากในการเข้ามาร่วมมีผลประโยชน์จากการเติบโตของเอเชีย นอกเหนือไปจากอิทธิพลที่นักลงทุนและผู้ประกอบการสหรัฐฯเดิมมีอยู่ในเอเชียแล้ว ยังได้มีการจัดตั้งองค์กรเอเปคขึ้นในปีค.ศ. 1993 เพื่อกระชับความสัมพันธ์ระหว่างภูมิภาคอเมริกาเหนือ และเอเชียตะวันออก ประกอบกับสถานการณ์เศรษฐกิจภายในของยุโรปซึ่งเริ่มชะลอตัวลงในทศวรรษที่ 1990s มุมมองที่ยุโรปมีต่อเอเชียจึงเปลี่ยนไป จากที่เคยมองว่าเอเชียจะมาเป็นคู่แข่งในอนาคต ได้เปลี่ยนมาให้ความสนใจถึงศักยภาพของเอเชียที่จะมาช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโตเศรษฐกิจของยุโรป ทางยุโรป – ทั้งประเทศสมาชิกและภาคธุรกิจ – จึงเล็งเห็นว่าจำเป็นต้องมีการจัดตั้งเวทีขึ้นมาเชื่อมความสัมพันธ์ยุโรปและเอเชีย เพื่อไม่ให้ยุโรปพลาดโอกาสจากการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของเอเชีย

นอกเหนือไปจากเหตุผลทางเศรษฐกิจแล้ว ยุโรปยังเห็นว่าอาเซมอาจจะส่งผลดีต่อกระบวนบูรณาการยุโรป ซึ่งได้มีพัฒนาการอย่างมากในช่วงปลายทศวรรษที่ 1980s และต้นทศวรรษที่ 1990s ไม่ว่าจะเป็นการจัดตั้งตลาดร่วมยุโรป (Single European Market) และการปรับโครงสร้างประชาคมยุโรปเป็นสหภาพยุโรป ซึ่งมีการรวมนโยบายด้านต่างประเทศและความมั่นคงเข้าไปเป็นหนึ่งในเสาหลักด้วย อาเซมจึงสามารถตอบสนองความมุ่งมั่นของสหภาพยุโรปที่จะก้าวเข้ามามีบทบาทในเวทีการเมืองระหว่างประเทศ นอกจากนี้ เวทีการประชุมระหว่าง “เอเชีย” และ “ยุโรป” อย่างอาเซมยังสามารถช่วงเสริมสร้างความรู้สึกร่วมในความเป็นยุโรป (หรืออัตลักษณ์ของยุโรป – ซึ่งในที่นี้ ได้ให้คำจำกัดความว่า “ยุโรป” คือ กลุ่มประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป) ได้เป็นอย่างดี ผ่านทางการโต้ตอบกับ “ภูมิภาคอื่น”อย่างเอเชีย

ดังนั้น จึงอาจกล่าวได้ว่า ความคาดหวังหลักที่ยุโรปมีต่อการประชุมอาเซมคือ การเป็นเวทีกระชับเครือข่ายความสัมพันธ์ทางธุรกิจที่จะช่วยให้ยุโรปร่วมเข้าไปมีผลประโยชน์จากการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของเอเชีย การประเมินผลอาเซมในมุมมองของยุโรป คือการถามคำถามว่า ที่ผ่านมา 10 ปี อาเซมได้ช่วยพัฒนาความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ การค้า การลงทุนระหว่างยุโรปและเอเชียได้มากน้อยเพียงใด

ผลงานที่ผ่านมา 10 ปี ของอาเซมในสายตาของยุโรป

1. การประเมินผลเสาหลักด้านการเมือง
เนื่องจากทางยุโรปจะไม่ได้มีความคาดหวังมากมายต่อมิติด้านการเมืองในที่ประชุมอาเซม จึงเห็นว่าการที่เสาหลักด้านการเมืองได้พัฒนากลายมาเป็นส่วนสำคัญของกระบวนการอาเซมนั้น ถือเป็นสิ่งที่มีประโยชน์เป็นอย่างยิ่ง เพราะเป็นการเปิดโอกาสให้ประเทศยุโรปและเอเชียมีที่ที่สามารถพูดคุยได้อย่างไม่เป็นทางการอย่างสม่ำเสมอถึงเรื่องต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสิทธิมนุษยชนและเรื่องความมั่นคง เช่น การต่อต้านการก่อการร้าย และ ภัยต่อความมั่นคงของโลกในด้านอื่นๆ

ทว่า ยุโรปเห็นว่าแม้ที่ประชุมอาเซมจะมีศักยภาพที่จะพัฒนาไปเป็นผู้ผลักดันประเด็นต่างๆในองค์กรประเทศ หรือเป็นตัวช่วยให้การหาข้อสรุปในเวทีเจรจาระหว่างประเทศเป็นไปได้ง่ายขึ้น แต่ก็กลับไม่มีการพัฒนาไปถึงจุดนั้น นอกจากนี้ การที่อาเซมพยายามหลีกเลี่ยงที่จะไปยุ่งเกี่ยวกับประเด็นทางการเมือง อีกทั้งไม่สามารถที่จะตั้งวาระการประชุมในประเด็นทางการเมืองที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรมนั้นยังเป็นหนึ่งในส่วนสำคัญที่ทำให้ทางยุโรปมีความสนใจในกระบวนการอาเซมลดลง

2. การประเมินผลเสาหลักด้านเศรษฐกิจ
ทางประเทศยุโรปเห็นว่าความสำเร็จในมิติด้านเศรษฐกิจนั้นยังคงต่ำกว่าความคาดหมาย แม้ว่าการตั้ง Trade Facilitation Action Plan (TFAP) และ Investment Promotion Action Plan (IPAP) และความร่วมมือในด้านศุลกากร จะถือว่ามีความก้าวหน้าไปมากและถือเป็นความความสำเร็จ ทว่า ทางยุโรปยังถือว่าผลสำเร็จดังกล่าวยังไม่เป็นรูปธรรมเพียงพอ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การที่อาเซมยังไม่มีวิธีการที่จะทำให้มีการนำข้อเสนอในที่ประชุมกลับไปปฏิบัติจริงและมีการติดตามผล อันทำให้มาตรการกระตุ้นการค้าการลงที่ซึ่งได้จัดเตรียมงานกันเอาไว้มีความสำคัญลดลงไปกว่าที่ควรจะเป็น

ยุโรปยังคาดหวังที่จะให้อาเซมเป็นเวทีที่เปิดโอกาสให้ภาคธุรกิจของยุโรปและเอเชียสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์กัน ทว่า บทบาทในด้านนี้กลับไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร ทางยุโรปเห็นว่าเวปไซท์ที่เกียวเนื่องกับทางอาเซมนั้นมีประสิทธิภาพไม่เพียงพอในการที่จะที่ช่วยส่งเสริมเครือข่ายธุรกิจและประชาสัมพันธ์ข้อมูลส่งเสริมการค้าการลงทุนได้มากท่าที่ควรจะเป็น

นอกจากนี้ เป็นที่น่าเสียดายว่าอาเซมยังไม่สามารถกลายเป็นเวทีในการหาข้อตกลงร่วมกันระหว่างประเทศยุโรปและเอเชียเพื่อช่วยให้ความร่วมมือในกรอบทวิภาคีพหุภาคีอื่นๆ สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดียิ่งขึ้น ทางฝั่งยุโรปเห็นว่าแม้อาเซมจะมีประสิทธิภาพที่จะทำในเรื่องดังกล่าวได้ แต่ก็กลับใช้อย่างจำกัด

ที่สำคัญ ทางยุโรปยังได้ตั้งข้อสังเกตว่า แม้ปริมาณการค้าระหว่างอียูและประเทศเอเชียจะเพิ่มขึ้นอย่างมากกว่า 10 ปีที่แล้ว ทว่า หากดูในรายละเอียดแล้ว จะพบว่าทางยุโรปได้เสียดุลการค้าให้แก่ทางเอเชียเพิ่มขึ้น ตัวเลขการลงทุนของอียูในเอเชียก็ลดลง และปริมาณการส่งออกของอียูไปยังเอเชียต่อปริมาณการส่งออกทั้งหมดของอียูก็มีสัดส่วนลดลงอีกด้วย นอกจากนี้ ภาคธุรกิจก็ดูให้ความสนใจอาเซมน้อยลงด้วย

จึงอาจสรุปได้ว่า แม้มิติทางเศรษฐกิจจะเป็นความคาดหวังหลักของทางยุโรป หากแต่อาเซมกลับไม่สามารถตอบสนองในด้านนี้ได้มากเท่าที่ยุโรปคาดหวังไว้ในตั้งแต่ต้น และการที่อาเซมไม่สามารถเป็นเวทีส่งเสริมความสัมพันธ์เศรษฐกิจการค้าได้ตามที่คาดไว้ได้สะท้อนผ่านทางสถานการณ์ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ ซึ่งแม้หากดูจากรูปการโดยรวม จะมีปริมาตรเพิ่มขึ้น แต่ในรายละเอียดแล้ว กลับไม่เป็นไปอย่างที่ยุโรปหวังจะให้เป็นมากนัก

การที่ความสำเร็จในด้านเศรษฐกิจของอาเซมนั้นไม่เป็นไปตามความหวัง เป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้ทางยุโรป ทั้งทางเจ้าหน้าที่และทางฝ่ายภาคธุรกิจ มีความกระตือรือล้นสนใจกระบวนการอาเซมลดลง ดังนั้น ทางยุโรปจึงเห็นว่าต้องการให้อาเซมมีพลนุวัตรต่อไป จำเป็นต้องมีการปรับปรุงด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจ

3. การประเมินผลเสาหลักด้านสังคม-วัฒนธรรม
ทางยุโรปเห็นว่าเสาหลักด้านสังคม-วัฒนธรรม ซึ่งรวมไปถึงแวดวงวิชาการการศึกษานั้นประสบความสำเร็จมากที่สุด หากเทียบกับอีก 2 เสาหลักข้างต้น เนื่องจากมีผลงานออกมาเป็นรูปธรรมจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นการตั้งมูลนิธิเอเชีย – ยุโรป (ASEF) การแลกเปลี่ยนทางวิชาการผ่านทาง ASEM Duo Programmes และการตั้งศูนย์เครือข่ายการศึกษาต่างๆ โดยทางยุโรปเห็นว่าความพยายามของอาเซมที่จะรวมเรื่องวัฒนธรรมเข้ามาอยู่ในกรอบอาเซม เช่นการจัดการประชุม Conference on Cultures and Civilisations and the Interfaith Dialogue นั้นมีความสำคัญอย่างยิ่งยวดที่จะพัฒนาอาเซมไปเป็น ‘soft power’ หากดูจากสถานการณ์การเมืองระหว่างประเทศในตอนนี้ – ซึ่งเรื่องศาสนาและวัฒนธรรมเข้ามามีบทบาทอย่างมาก – การเสริมสร้างความเข้าใจในเชิงวัฒนธรรมระหว่างยุโรปกับเอเชียถือเป็น “มูลค่าเพิ่ม” ที่สำคัญ

ทว่า ทางยุโรปยังเห็นว่ายังคงมีความท้าทายสำหรับอาเซมในด้านนี้อยู่ คือ การนำภาคประชาชน (civil society) เข้ามามีส่วนร่วมให้มากขึ้น และควรจะมีการหยิบยกประเด็นปัญหาสังคม เช่น ปัญหาแรงงาน เข้ามาอยู่ในกระบวนการอาเซมด้วย

นอกจากนี้ ทางยุโรปเห็นว่าแม้ว่าโครงการความร่วมมือระหว่างรัฐสภาในระดับชาติระหว่างสองภูมิภาคในกรอบ Asia Europe Parliamentary Partnership (ASEP) ได้ดำเนินงานมาถึงจุดหนึ่งแล้ว แต่กระบวนการโดยรวมกลับไม่มีความชัดเจนว่าโครงการดังกล่าวจะมีความสัมพันธ์กับรัฐสภาของประเทศสมาชิกอาเซมและกับรัฐสภาพยุโรป อย่างไร

4. โครงสร้างการทำงานของอาเซม
ทางยุโรปเห็นว่าโครงสร้างการทำงานในปัจจุบันของอาเซม ซึ่งเป็น “แบบเอเชีย” อันได้แก่ การเป็นกระบวนการที่ทำงานกันในแวดวงเจ้าหน้าที่ระดับสูง ครอบคลุมหลายมิติ เป็นกระบวนการที่เปิด สามารถพัฒนาไปได้เรื่อยๆ ไม่เป็นทางการ และไม่มีข้อบังคับด้านกฎหมาย ซึ่งโครงสร้างดังกล่าวมีทั้งผลดีและผลเสีย กล่าวคือ

ในแง่ดีนั้น โครงสร้างดังกล่าวไม่เพียงแต่เปิดโอกาสให้มีการสร้างเครือข่ายได้ง่ายขึ้นและสามารถสร้างสรรค์ความร่วมมือในหลายมิติ แต่ยังเปิดโอกาสให้ประเทศสมาชิกสามารถดำเนินนโยบายเพื่อประโยชน์ของชาติได้ นอกจากนี้ ยังสามารถใช้เป็น “ที่สังเกตการณ์” ให้ยุโรปได้เห็นถึงพัฒนาการและความเปลี่ยนแปลงในด้านความสัมพันธ์เชิงอำนาจของกลุ่มประเทศในเอเชีย

สำหรับผลเสียของโครงสร้างดังกล่าวคือ การที่อาเซมไม่มีข้อบังคับด้านกฎหมายนั้นทำให้การเจรจาและการเตรียมงานต่างๆไม่อาจพัฒนาไปเป็นความร่วมมือในเชิงรูปธรรม สามารถนำไปปฏิบัติใช้ได้จริง และมีข้อตกลงอย่างเป็นทางการเป็นพื้นฐานรับรอง

ทางยุโรปเห็นว่า การที่อาเซมขาดผลงานเป็นรูปธรรมนั้น เกี่ยวข้องกับลักษณะโครงสร้างความร่วมมือของการประชุม ที่ไม่มีความชัดเจนว่าเป็นแบบ “รัฐต่อรัฐ” หรือ “ภูมิภาคต่อภูมิภาค” กันแน่ ทำให้ขาดการประสานงานที่ดี ซึ่งทางยุโรปเห็นว่า หากมีการประสานงานและการจัดการที่ดีขึ้น จะเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยทำให้กระบวนการอาเซมมีผลงานเป็นรูปธรรมได้มากขึ้น

อย่างไรก็ตาม แม้ประเทศเอเชียหลายประเทศเห็นพ้องว่าควรมีการปรับปรุงการประสานงานและการจัดการบริหารงานของอาเซม และมีท่าทีสนับสนุนให้ตั้ง เลขาธิการอาเซม หรือ ASEM Secretariat ขึ้นมาเพื่อรองรับหน้าที่ดังกล่าว ทางประเทศยุโรปกลับไม่สนับสนุนให้มีการตั้ง ASEM Secretariat เนื่องจากเห็นว่าวิธีการที่จะช่วยปรับปรุงการประสานงานคือการพัฒนารูปแบบความร่วมมือของอาเซมให้เป็นแบบ “ภูมิภาคต่อภูมิภาค” มากขึ้น พร้อมทั้งมีการปรับปรุงการประสานงานและการจัดการภายในภูมิภาคให้ดีขึ้นเสียก่อน

โดยรายงานฉบับนี้ชี้ว่า ในขณะที่ฝ่ายยุโรปนั้นมีความพร้อมในเชิงโครงสร้างที่มีอยู่แล้วที่จะปรับปรุงการบริหารงานภายของตนเพื่อเสริมสร้างกระบวนการอาเซมให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ปัจจุบัน แนวทางการดำเนินความสัมพันธ์กับประเทศเอเชียในกรอบอาเซมนั้นยังคงให้น้ำหนักไปที่ประเทศสมาชิกมากกว่าองค์กรของประชาคมยุโรป คือ คณะกรรมาธิการยุโรป ในขณะที่ความร่วมมือระหว่างสหภาพยุโรปกับภูมิภาคอื่นๆ ในลักษณะ “ภูมิภาคต่อภูมิภาค” นั้นคณะกรรมาธิการยุโรปมีบทบาทสำคัญในการบริหารจัดการมากกว่าในเวทีอาเซม ดังนั้น วิธีการปรับปรุงการประสานงานภายในยุโรปคือ ปรับปรุงโครงสร้างการประสานงานในกรอบอาเซมให้เป็นแบบมาตรฐานที่สหภาพยุโรปใช้กับภูมิภาคอื่นๆ ทางยุโรปจึงเห็นว่าฝ่ายเอเชียยังจำเป็นต้องหาทางประสานงานและร่วมมือกันภายในภูมิภาคให้มากขึ้นเสียก่อน ก่อนที่ทั้งสองภูมิภาคจะมาหาแนวทางการประสานงานและกระบวนการติดตามผลร่วมกันต่อไป

อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีความชัดเจนว่าทางสหภาพยุโรปจะมีการเปลี่ยนโครงสร้างการประสานงานของตนให้เป็นแบบมาตรฐาน “ภูมิภาคต่อภูมิภาค” จริงหรือไม่และเมื่อไหร่ ดูเหมือนว่า ฟินแลนด์ ประธานสหภาพยุโรป ยังไม่ได้ตั้งวาระการประชุมในเรื่องดังกล่าว จึงอาจเป็นไปได้ว่าทางยุโรปอาจรอดูท่าทีความเคลื่อนไหวของทางประเทศเอเชียในการประชุมสุดยอดครั้งที่ 6 ก่อนที่จะมีความเคลื่อนไหวใดๆต่อไป

ข้อสรุป
รายงานฉบับนี้ได้ตั้งข้อสังเกตว่า แม้ปัจจุบันความสำคัญของภูมิภาคเอเชียในเวทีโลกนั้นทวีเพิ่มขึ้นทุกที ทว่า ทางฝ่ายยุโรป ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ หรือ ภาคธุรกิจ กลับดูจะให้ความสนใจกับกระบวนการอาเซมลดลง โดยจะเห็นได้จาก การที่ผู้แทนการประชุมระดับสูงของทางฝ่ายยุโรปได้เข้าร่วมการประชุมอาเซมในระดับต่างๆน้อยลง พร้อมๆกับที่ทางภาคธุรกิจของยุโรปเองก็ดูมีความกระตือรือร้นในกระบวนการอาเซน้อยลงด้วย อันอาจส่งผลให้ผู้แทนของฝ่ายประเทศเอเชียเห็นประโยชน์และความสำคัญของอาเซมลดลงตามไปด้วย ดังนั้น สิ่งที่สำคัญที่สุดที่ต้องทำเป็นอย่างแรกคือ การตั้งคำถามว่า ควรจะทำอย่างไรให้อาเซมกลับมาเป็นที่สนใจอีกครั้งหนึ่ง

สำหรับมุมมองของทางฝ่ายยุโรปแล้ว จากการสัมภาษณ์และออกแบบสอบถามไปทางสหภาพยุโรปและประเทศสมาชิก พบว่าปัญหาสำคัญที่ทำให้ผู้แทนจากทางยุโรปรู้สึก “เหนื่อยกับการประชุมอาเซม” หรือ “ไม่รู้สึกสนใจกระบวนการอาเซมโดยรวมเช่นแต่ก่อน” นั้นเป็นเพราะอาเซมไม่มีผลสำเร็จเป็นรูปธรรม ไม่สามารถเป็นภาพสะท้อนหรือรับรองศักยภาพที่แท้จริงของความสัมพันธ์เอเชีย-ยุโรปได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นมิติที่ทางยุโรปได้ตั้งความหวังเอาไว้ตั้งแต่แรกเริ่มว่ากระบวนการอาเซมจะช่วยกระตุ้นให้การค้าและการลงทุนระหว่างเอเชียและยุโรปมีพลวัตรมากขึ้น ฝ่ายยุโรปเห็นว่าปัญหาดังกล่าวสืบเนื่องจากสองปัจจัย คือ โครงสร้างการทำงานโดยรวมที่ขาดการประสานงานและติดตามผลที่ดี (ตามที่กล่าวไว้ข้างต้น) และการตั้งหัวข้อและสาระของวาระการประชุม

โดยทางยุโรปมองว่าการประชุมอาเซมในระดับต่างๆนั้น วาระการประชุมไม่มีความกระชับและชัดเจน ไม่สามารถทีจัดลำดับความสำคัญว่าประเด็นไหนมีความสำคัญมากน้อยเพียงใด โดยแม้จะมีการเสนอวาระและกิจกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับอาเซมเป็นจำนวนมาก ทว่า อาเซมกลับไม่มีทิศทางโดยรวมที่ชัดเจนว่าอะไรคือบทบาทหน้าที่ของอาเซมที่มีต่อความสัมพันธ์เอเชียและยุโรป และจะมุ่งไปยังทิศทางใดในอนาคต

นอกจากนี้ ทางยุโรปยังได้ตั้งข้อสังเกตในประเด็นรายละเอียด ว่าการแยก Chairman’s Statement กับ Political Declaration ออกจากกันนั้น แม้ว่าจะช่วยให้การประชุมอาเซมสามารถถกกันถึงประเด็นระหว่างประเทศที่สำคัญๆได้ แต่ผลสรุปของที่ประชุมอาจไม่มีผล (impact) ในวงกว้างในเวทีระหว่างประเทศได้เท่าที่ควร

ปัญหาเรื่องการขยายสมาชิกภาพของอาเซมก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งซึ่งทางยุโรปห่วงกังวล นอกจากปัญหาสมาชิกภาพของพม่าแล้ว เรื่องการขยายสมาชิกภาพของอาเซมนั้นเป็นประเด็นทางการเมืองที่อาจกลับมาเป็นปัญหาได้อีกในอนาคต เนื่องจากทางสหภาพยุโรปจะมีการขยายสมาชิกภาพอีก แม้ทางยุโรปจะตระหนักว่าสมาชิกภาพอาเซมนั้นควรจะมีความเท่าเทียมกันทั้งสองฝ่าย (symmetry) แต่ก็เห็นว่าควรจะมีการพูดคุยในหลักการให้ชัดเจนในเรื่องนี้ว่า เนื่องจากกระบวนการดำเนินโยบายภายใน (decision-making) ของสหภาพยุโรป จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะละทิ้งประเทศสมาชิกใดประเทศหนึ่งออกจากการดำเนินความสัมพันธ์กับประเทศที่สาม จำเป็นต้องให้มีการรับรองที่ชัดเจนว่า ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปทั้งหมดจะถือเป็นสมาชิกอาเซมด้วย

อาจสรุปได้ว่า สำหรับยุโรปแล้ว ผลงานที่ผ่านมา 10 ปีถือว่าน่าพอใจแค่ระดับหนึ่งเท่านั้น แม้ยุโรปมีความชัดเจนถึงพื้นฐานของเหตุผลในการจัดตั้งอาเซมว่าตนต้องการสิ่งใดจากอาเซม โดยเห็นอาเซมความสำคัญของที่จะเป็นเวทีที่ช่วยให้ยุโรปเข้าไปมีส่วนร่วมกับพลวัตรของภูมิภาคเอเชียในเวทีโลกซึ่งทวีเพิ่มขึ้นทุกที ทว่า แม้จะมีจุดมุ่งหมายที่ชัดเจน ทางฝ่ายยุโรปกลับดูจะเสียแรงผลักดัน (momentum) ที่จะไปให้ถึงจุดดังกล่าว จึงจำเป็นต้องมีการดึงให้ภาครัฐและภาคธุรกิจของยุโรปกลับมามีความกระตือรือร้นต่อกระบวนการอาเซมดังที่เคยเป็นเมื่อครั้งแรกตั้งการประชุมอาเซมเสียก่อน เพื่อการนี้ จำเป็นต้องหามาตรการเพื่อช่วยให้อาเซมสามารถผลิตผลสำเร็จเป็นรูปธรรมที่ชัดเจน สามารถรองรับทิศทางความสัมพันธ์ของสองภูมิภาค และเป็นที่น่าพอใจสำหรับทั้งภาครัฐและภาคธุรกิจ โดยปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้เกิดความสำเร็จดังกล่าว คือการกำหนดหัวข้อวาระการประชุมที่เป็นรูปธรรม กระชับและชัดเจนและการปรับปรุงการประสานงานระหว่างสองภูมิภาคให้มีการจัดการและการติดตามผลที่ดีขึ้นนั่นเอง

ผลสรุปของรายงานวิจัยนี้สะท้อนกับสิ่งที่ฟินแลนด์ออกมาประกาศเมื่อครั้งเข้ารับตำแหน่งเป็นประธานสหภาพยุโรปเมื่อปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาว่าเป็นเป้าหมายหลักที่งานประชุมสุดยอดอาเซมครั้งที่ 6 คือ การให้มีผลงานเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะในภาคธุรกิจ-เศรษฐกิจ เช่น Asia – Europe Business Forum หรือ AEBF (1) ทางทีมงานไทยยุโรป.เน็ตจึงได้เข้าสัมภาษณ์เจ้าหน้าที่ของคณะผู้แทนถาวรของฟินแลนด์ประจำสหภาพยุโรปเพื่อสอบถามเพิ่มเติมถึงประเด็นดังกล่าวว่าทางฟินแลนด์มุ่งไว้จะใช้วิธีการใดเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ดังกล่าว (2) เจ้าหน้าที่ของทางการฟินแลนด์กล่าวว่าในฐานะเจ้าภาพ วิธีการเบื้องต้นคือ การทำให้ภาคธุรกิจให้ความสนใจการประชุม AEBF ในครั้งนี้อย่างกว้างขวาง เพื่อที่จะระดมความความคิดเห็นของนักธุรกิจว่าปรารถนาจะให้อาเซมดำเนินแนวทางอย่างไรหรือมีกิจกรรมอะไรต่อไปในอนาคต โดยอาจมีการเชิญวิทยากรคนสำคัญๆมาร่วมงาน เพื่อกระตุ้นความสนใจของภาคธุรกิจ โดยทางทีมงานไทยยุโรปจะส่งเจ้าหน้าที่ไปเข้าร่วมสังเกตการณ์ในที่ประชุม AEBF เพื่อจับตามองความเคลื่อนไหวดังกล่าวอย่างใกล้ชิดจากสถานที่จริงและจะนำข้อสรุปมานำเสนอต่อไป

********

  • รายงาน ASEM in its Tenth Year: Looking Back, Looking forward (European Background Report):
    www.mofa.go.jp/policy/economy/asem/tenth/report3.pdf

  • ภูมิหลังการประชุมอาเซม: news.thaieurope.net/content/view/1540/40/
  • รู้จักการประชุม AEBF: news.thaieurope.net/content/view/1403/73/

    ข้อมูล
    1. งานสัมมนา Priorities of the Finnish Presidency เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ.2549 ซึ่งจัดขึ้นโดย สถาบัน European Policy Centre กรุงบรัสเซลส์ โดยมี นาย Eikka Kosonen เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรของฟินแลนด์ประจำสหภาพยุโรปเป็นผู้บรรยาย

    2. การสัมภาษณ์นาย Timo Ranta (Counsellor) และ นางสาว Hanna Väänänen (Attaché) แห่งคณะผู้แทนถาวรของฟินแลนด์ประจำสหภาพยุโรป เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2549 ณ กรุงบรัสเซลส์