ความเป็นมาของ ASEM

การประชุมเอเชีย-ยุโรป หรือ Asia-Europe Meeting (ASEM) เป็นข้อริเริ่มของสิงคโปร์และฝรั่งเศสเพื่อให้เป็นเวทีที่ผู้นำจากสองภูมิภาคได้มาพบและหารือกันเพื่อหาลู่ทางที่จะกระชับความสัมพันธ์ ขยายความร่วมมือ และเสริมสร้างความเข้าใจระหว่างกัน นักวิเคราะห์มองว่าจุดริเริ่มของการประชุม ASEM เป็นความพยายามในการประสานความสัมพันธ์ระหว่างเอเชีย-ยุโรปให้แข็งแกร่งขึ้นเพื่อสร้างความสมดุลและปิดช่องว่าง หรือ ‘missing link’ ในความสัมพันธ์แบบสามฝ่าย (Triad relations) ระหว่าง ยุโรป-อเมริกาเหมือน อมิเริการเหนือ-เอเชีย และเอเชีย-ยุโรป ในเวทีโลกในช่วงต้นศตวรรตที่ 19 ที่ความสัมพันธ์ระหว่างยุโรป-อเมริการเหนือนั้นแข็งแกร่งและมีมายาวนานเรียก Transatlantic Relations และความสัมพันธ์ระหว่างอเมิรกาเหนือ-เอเชียก็เริ่มแข่งแกร่งขึ้นด้วยการจัดตั้ง Asia-Pacific Economic Cooperation (APEC) อาจกล่าวได้ว่าการก่อตั้ง APEC ในปี 2536 เป็นแรงผลักดันความพยายามของฝ่ายยุโรป-เอเชียในการจัดตั้งการประชุม ASEM ขึ้น

การประชุม ASEM จัดขึ้นครั้งแรกที่กรุงเทพฯ ประเทศไทย ระหว่างวันที่ 1-2 มีนาคม 2539 โดยมีผู้นำประกอบด้วยประมุขและหัวหน้ารัฐบาลจากยุโรป 15 ประเทศ ซึ่งเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป (ออสเตรีย เบลเยี่ยม เดนมาร์ก ฟินแลนด์ ผรั่งเศส เยอรมนี กรีซ อิตาลี ไอร์แลนด์ ลักเซมเบิร์ก เนเธอร์แลนด์ โปรตุเกส สเปน สวีเดน และสหราชอาณาจักร) และคณะกรรมาธิการยุโรป และเอเชีย 10 ประเทศ คืออาเซียน 7 ประเทศ (บรูไน ดารุซาลาม อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไทยและเวียดนาม) รวมทั้ง จีน ญี่ปุ่น และสาธารณรัฐเกาหลี เข้าร่วมการประชุมเพื่อหารือแนวทางส่งเสริม ความเชื่อมโยงทางด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม ระหว่างภูมิภาคเอเชีย-ยุโรปให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

สมาชิก ASEM
ในการประชุม ASEM ครั้งที่ 1 เมื่อปี 2539 มีประเทศเข้าร่วม 25 ประเทศกับ 1 องค์กร ประกอบด้วย ฝ่ายเอเชีย 10 ประเทศ และฝ่ายยุโรป 15 ประเทศ และ 1 องค์กร ซึ่งได้แก่ คณะกรรมาธิการยุโรป (European Commission – EC)

ต่อมาในปี 2547 ในการประชุมสุดยอด ASEM ครั้งที่ 5 ที่กรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม ระหว่างวันที่ 7-9 ตุลาคม 2547 ASEM ได้รับสมาชิกเพิ่มอีก 13 ประเทศ ปัจจุบัน ASEM จึงมีสมาชิกรวมทั้งหมด 38 ประเทศกับ 1 องค์กร สมาชิกใหม่ได้แก่ ฝ่ายเอเชีย 3 ประเทศ กัมพูชา ลาว และพม่า และฝ่ายยุโรป 10 ประเทศ ซึ่งเป็นประเทศที่เข้าเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2547 ได้แก่ ไซปรัส สาธารณรัฐเช็ก เอสโตเนีย ฮังการี ลัตเวีย ลิทัวเนีย มอลตา โปแลนด์ สาธารณรัฐสโลวัก สโลวีเนีย

โครงสร้างและการประชุมในกรอบ ASEM
ASEM มีลักษณะเป็นเวทีการหารือ มิได้มีสถานะเป็นองค์การระหว่างประเทศและไม่มีสำนักเลขาธิการ ความร่วมมือในกรอบ ASEM จึงเป็นการประชุมเพื่อและเปลี่ยนความคิดเห็นและพิจารณาความร่วมมือในประเด็นต่าง ๆ ที่อยู่ในความสนใจของประเทศที่เข้าร่วม โดยอาจมีการจัดกิจกรรมร่วมตามแต่ที่จะตกลงกัน การประชุม ASEM แบ่งออกเป็นการหารือใน 3 สาขา/เสาหลัก (pillar) คือ ด้านการเมือง ด้านเศรษฐกิจ และด้านสังคม/วัฒนธรรมและอื่น ๆ เมื่อปี 2543 ที่ประชุม ASEM 3 ได้รับรองเอกสาร Asia-Europe Cooperation Framework (AECF) ที่กำหนดเป้าหมายหลักของความร่วมมือในทั้ง 3 สาขา ดังนี้


(1) ด้านการเมือง – ให้ส่งเสริมการหารือซึ่งกันและกัน เน้นและขยาย common ground โดยการส่งเสริมความเข้าใจและมิตรภาพระหว่างกัน และส่งเสริมความร่วมมือระหว่างกัน

(2) ด้านเศรษฐกิจ – ให้มีเครือข่ายเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจ เพื่อเป็นพื้นฐานที่ดีของการเป็นหุ้นส่วนระหว่างยุโรปและเอเชีย

(3) ด้านอื่น ๆ – ย้ำถึงความสำคัญของความร่วมมือด้านวัฒนธรรมและสังคม โดยให้ตอบสนองและส่งเสริมความสนใจในการสร้างเครือข่ายระหว่างประชาชน สถาบัน think tank สถาบันวิจัย มหาวิทยาลัย และภาคสังคมอื่น ๆ ระหว่างยุโรปกับเอเชีย

การประชุม ASEM แบ่งออกเป็นระดับผู้นำ รัฐมนตรี และเจ้าหน้าที่อาวุโส ดังนี้

การประชุมระดับผู้นำ ASEM
การประชุมระดับผู้นำ ASEM (ASEM Summit) เป็นการประชุมระดับผู้นำของประเทศสมาชิก ASEM จัดขึ้นทุก 2 ปี มีความสำคัญ คือ เป็นเวทีที่ผู้นำประเทศเอเชียและยุโรปได้มาพบปะหารือกันในประเด็นที่อยู่ในความสนใจของทั้งสองฝ่าย มีการแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นระหว่างกันเกี่ยวกับสถานการณ์ระหว่างประเทศและในภูมิภาค เพื่อนำไปสู่การเสริมสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างกัน ซึ่งจะช่วยเพิ่มพูนและกระชับความร่วมมือระหว่างเอเชียกับยุโรปต่อไป ที่ผ่านมา ได้มีการประชุม ASEM ไปแล้ว 5 ครั้ง คือ

ASEM 1 ที่กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 1-2 มี.ค. 2539

ASEM 2 ที่กรุงลอนดอน เมื่อวันที่ 3-4 เม.ย. 2541

ASEM 3 ที่กรุงโซล เมื่อวันที่ 19-21 ต.ค. 2543

ASEM 4 ที่กรุงโคเปนเฮเกน เมื่อวันที่ 22-24 ก.ย. 2545

ASEM 5 ที่กรุงฮานอย เมื่อวันที่ 7-9 ต.ค. 2547

ล่าสุด มีกำหนดจัดการประชุม ASEM 6 ที่กรุงเฮลซิงกิ ประเทศฟินแลนด์ระหว่างวันที่ 10-11 กันยายน 2549

การประชุมระดับรัฐมนตรี
การประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศ (Foreign Ministers’ Meeting – FMM) ที่ประชุมผู้นำ ASEM ครั้งที่ 1 เห็นความจำเป็นของการมีการประชุมระดับรัฐมนตรีต่างประเทศในกรอบ ASEM จึงได้มติให้จัดการประชุมดังกล่าว โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นระหว่างกันโดยเฉพาะในสาขาที่ 1 ด้านการเมืองและสาขาที่ 3 ด้านความร่วมมือด้านสังคม/วัฒนธรรมและอื่น ๆ รวมทั้งการประสานงานในกระบวนการ ASEM โดยรวม และการเตรียมการสำหรับการประชุมระดับผู้นำของ ASEM เดิมการประชุม FMM จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี แต่ที่ประชุม FMM ครั้งที่ 6 เมื่อวันที่ 17-18 เมษายน 2547 ได้มีมติให้จัดการประชุม FMM ทุก 2 ปี และให้จัดการประชุมในลักษณะที่ไม่เป็นทางการ (Retreat) มากขึ้นเพื่อส่งเสริมให้มีการแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมา

การประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจ ASEM (Economic Ministers’ Meeting – EMM) มีวัตถุประสงค์เพื่อพิจารณาความร่วมมือด้านการค้าการลงทุนและการคลังของประเทศมาชิก ASEM โดยมีการจัดประชุมเป็นระยะ ๆ ตามแต่ที่ประเทศสมาชิกจะตกลงกัน ในส่วนของไทย กระทรวงพาณิชย์เป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบงานและการเข้าร่วมการประชุมในกรอบนี้ โดยประสานกับหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงการคลัง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพลังงาน สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน เป็นต้น

การประชุมรัฐมนตรีคลัง ASEM (Finance Ministers’ Meeting – FinMM) เป็นการประชุมของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในกรอบ ASEM เพื่อแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจและการเงินในภูมิภาคเอเชีย ตลอดจนการหาแนวทางความร่วมมือด้านการเงินการคลังของทั้งสองภูมิภาค ในส่วนของไทย กระทรวงการคลังเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบงานและการเข้าร่วมการประชุมในกรอบนี้ โดยประสานกับหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงการต่างประเทศและธนาคารแห่งประเทศไทย เป็นต้นมีการจัดประชุมมาแล้วทั้งหมด 5 ครั้ง ครั้งแรกจัดขึ้นเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2540 ที่กรุงเทพฯ ในช่วงที่เกิดวิกฤตการณ์การเงินในเอเชีย และครั้งที่ 5 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 5-6 กรกฎาคม 2546 ณ กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย โดยมีประเด็นที่สำคัญ ได้แก่ การต่อต้านการสนับสนุนทางการเงินในการก่อการร้าย การต่อต้านการฟอกเงิน การพัฒนาตลาดพันธบัตรเอเชีย การประชุมรัฐมนตรีคลัง ASEM ครั้งที่ 6 ได้ถูกเลื่อนออกไป จากเดิมที่กำหนดจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 5-6 กรกฎาคม 2547 ณ กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม เนื่องจาก ขณะนั้นประเทศสมาชิก ASEM ไม่สามารถตกลงกันในเรื่องการขยายสมาชิกภาพได้ อย่างไรก็ตาม หลังจากที่สมาชิก ASEM ได้ข้อยุติเรื่องการขยายสมาชิกภาพเมื่อเดือนตุลาคม 2547 ประเทศจีน ได้รับจะเป็นเจ้าภาพการประชุมรัฐมนตรีคลัง ASEM ครั้งที่ 6 โดยได้จัดขึ้นในระหว่างวันที่ 25-26 มิถุนายน 2548 ณ เมืองเทียนจิน ประเทศจีน ทั้งนี้ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง เป็นหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบงานความร่วมมือด้านคลังภายใต้กรอบ ASEM

การประชุมระดับรัฐมนตรีด้านสังคม/วัฒนธรรมและอื่น ๆ
เป็นการประชุมในเสาหลักที่ 3 ไม่ได้มีการกำหนดแน่นอน ขึ้นอยู่กับความสนใจของประเทศสมาชิก ที่ผ่านมา ได้มีการประชุมระดับรัฐมนตรีในด้านต่าง ๆ ดังนี้

การประชุมรัฐมนตรีด้านวัฒนธรรมของ ASEM ได้จัดการประชุมไปแล้ว 2 ครั้ง ในส่วนของประเทศไทย กระทรวงวัฒนธรรมเป็นหน่วยงานรับผิดชอบหลัก การประชุมครั้งที่ 1 ระหว่างวันที่ 3-4 ธันวาคม 2546 ณ กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน ปลัดกระทรวงวัฒนธรรมเป็นหัวหน้าคณะผู้แทนไทยเข้าร่วมการประชุม การประชุมครั้งที่ 2 ระหว่างวันที่ 6-11 มิถุนายน 2548 ประเทศฝรั่งเศสเป็นเจ้าภาพการประชุม

การประชุมรัฐมนตรีด้านสิ่งแวดล้อมของ ASEM ได้จัดการประชุมไปแล้ว 2 ครั้ง การประชุมครั้งที่ 1 ณ กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่างวันที่ 16-17 มกราคม 2545 โดยเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงปักกิ่ง เป็นหัวหน้าคณะผู้แทนไทยเข้าร่วมการประชุม และในการประชุมครั้งที่ 2 ระหว่างวันที่ 11-13 ตุลาคม 2546 ณ เมือง Lecce ประเทศอิตาลี ผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นหัวหน้าคณะผู้แทนไทย

การประชุมระดับรัฐมนตรีว่าด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของ ASEM ได้จัดการประชุมไปแล้ว 1 ครั้ง ณ กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่างวันที่ 12-15 ตุลาคม 2542 โดยกระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อมเป็นหน่วยงานรับผิดชอบหลัก

การประชุมระดับรัฐมนตรีว่าด้วยความร่วมมือด้านการจัดการการโยกย้ายถิ่นฐานระหว่างเอเชียกับยุโรป ได้จัดการประชุมไปแล้ว 1 ครั้ง ณ เมือง Lanzarote ประเทศสเปน ระหว่างวันที่ 4-5 เมษายน 2545 ในส่วนของประเทศไทย ผู้แทนพิเศษของ ฯพณฯ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศหัวหน้าคณะผู้แทนไทยเข้าร่วมการประชุม

การประชุมระดับเจ้าหน้าที่อาวุโส
การประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโส (Senior Officials’ Meeting – SOM) ของ ASEM มีหน้าที่หลักในการเตรียมการสำหรับการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศ ASEM และการประชุมผู้นำ ASEM หารือเกี่ยวกับการดำเนินการตามมติของที่ประชุมผู้นำ พิจารณาความร่วมมือในเสาหลักด้านการเมืองและด้านสังคม/วัฒนธรรม รวมทั้งพิจารณาประเด็นที่เกี่ยวกับการทำงานของ ASEM อาทิ กลไกการทำงาน การขยายสมาชิกภาพ ฯลฯ ในส่วนของไทย กระทรวงการต่างประเทศเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบงานและเข้าร่วมการประชุม SOM

การประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสด้านการค้าการลงทุน (Senior Officials’ Meeting on Trade and Investment – SOMTI) มีหน้าที่หลักในการเตรียมการสำหรับการประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจของ ASEM รวมทั้งติดตามการดำเนินความร่วมมือตามมติที่ประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจ ในส่วนของไทย กระทรวงพาณิชย์เป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบงานและเข้าร่วมการประชุมในกรอบนี้

การประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสกระทรวงการคลังและธนาคารกลาง (ASEM Finance Deputies’ Meeting) มีหน้าที่หลักในการเตรียมการสำหรับการประชุมรัฐมนตรีคลังของ ASEM ในส่วนของไทย กระทรวงการคลังเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบงานและเข้าร่วมการประชุมในกรอบนี้

การประชุมและกิจกรรมอื่น ๆ ในกรอบ ASEM
นอกเหนือจากการประชุมระดับรัฐมนตรีและระดับเจ้าหน้าที่อาวุโสที่กล่าวไปข้างต้นแล้วนั้น ในกรอบของกระบวนการ ASEM ยังมีการประชุมอื่น ๆ ที่สำคัญ อาทิ

การประชุมระหว่างภาคธุรกิจ หรือ Asia-Europe Business Form (AEBF)
AEBF ตั้งขึ้นในปี 2539 พบกันครั้งแรกที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เพียง 6 เดือนหลักจากการประชุมสุดยอด ASEM การประชุม AEBF เป็นการพบปะหารือกันระหว่างภาคธุรกิจ/เอกชนจากเอเชียและยุโรป ที่ผ่านมาจัดขึ้นทุก ๆ ปี และตั้งแต่ปี2547 จะจัดทุก 2 ปี เพื่อเป็นการสร้างเครือยข่ายและความเชื่อมโยงระหว่างภาคธุรกิจ และระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนของสองภูมิภาค การประชุม AEBF เป็นส่วนหนึ่งของเสาหลักทางเศรษฐกิจของกระบวนการ ASEM โดยเป็นโอกาสให้ภาคธุรกิจ/เอกชนปรึกษาหารือกันและแสดงความคิดเห็นผ่านทางการเสนอ Recommendation เพื่อสื่อปัญหาและอุปสรรคทางการค้าที่ตนต้องประสบให้แก่ภาครัฐรับทราบ เพื่อนำไปแก้ไขปัญหาและการส่งเสริมความสัมพันธ์เศรษฐกิจระหว่างยุโรป-เอเชียให้แข็งแกร่งต่อไป

ล่าสุด การประชุม AEBF ครั้งที่ 10 จะจัดขึ้นที่กรุงโฮลซิงกิ ประเทศฟินแลนด์ ระหว่างวันที่ 10-11 กันยายน 2549 ควบคู่ไปกับการประชุมสุดยอด ASEM ครั้งที่ 6 และในช่วงเดียวกับที่ฟินแลนด์รับตำแหน่งประธานสหภาพยุโรป (ระหว่าง 1 ก.ค.-31 ธ.ค. 2006) โดยเน้นใน 3 หัวข้อหลักได้แก่ โลกาภิวัติ ขีดความสามารถในการแข่งขัน และพลังงาน (Globalisation, Comepetitiveness, and Energy) ซึ่งเป็นหัวข้อที่ได้รับความสนใจมากในปัจจุบัน

มูลนิธิเอเชีย-ยุโรป หรือ Asia-Europe Foundation (ASEF)
ASEF เป็นองค์การความร่วมมือระหว่างเอเชีย-ยุโรป ในกรอบ ASEM เสาหลักด้านวัฒนธรรม (เสาหลักที่ 3) ตั้งขึ้นเมื่อปี 2540 มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความเข้าใจที่ดียิ่งขึ้นระหว่างประชาชนเอเชีย-ยุโรป และส่งเสริมความสัมพันธ์ด้านวัฒนธรรมระหว่างสองภูมิภาคให้แข่งแกร่งขึ้น เพื่อให้บรรลุเป้าประสงค์ดังกล่าว ASEF จัดมีโครงการและกิจกรรมเพื่อส่งเสริมการศึกษา การวิจัย และวัฒนธรรมมากมาย อาทิ ASEM InfoBoard ASEF University ASEM Education Hub Asia-Europe Youth Co-Operation European European Studies in Asia (EAiA) Asia-Europe Classroom CultureE-ASEF Asia-Europe Young Leaders’ Symposium Asia Europe Journal Asia-Europe Environment Forum

กลไกการประสานงานของ ASEM และผู้ประสานงาน
ที่ประชุม ASEM 3 ในปี 2543 ได้รับรองเอกสาร Asia-Europe Cooperation Framework (AECF) ซึ่งระบุเรื่องการประสานงานในกรอบ ASEM ว่า ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและเจ้าหน้าที่อาวุโสเป็นผู้ประสานงานทั่วไปของแต่ละประเทศในเรื่องกิจกรรม ASEM ส่วนประเทศใดจะเป็นผู้ประสานงาน (Coordinator) นั้น ให้ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของแต่ละภูมิภาค ซึ่งปัจจุบัน มีประเทศผู้ประสานงาน 4 ประเทศ ประกอบด้วยฝ่ายเอเชีย 2 ประเทศและฝ่ายยุโรป 2 ประเทศ ทำหน้าที่หารือระหว่างกันในชั้นต้นในเรื่องต่าง ๆ เช่น การกำหนดวันและสถานที่ประชุม หัวข้อการหารือของการประชุม ฯลฯ และนำข้อมูลที่ได้รับไปแจ้งและประสานงานกับประเทศ ASEM ในภูมิภาคของตนต่อไป แต่ที่สำคัญไม่มีเลขานุการถาวรของ ASEM

สำหรับภูมิภาคเอเชีย ประเทศผู้ประสานงาน ASEM ฝ่ายเอเชีย 2 ประเทศประกอบด้วยประเทศอาเซียน 1 ประเทศและประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ (จีน ญี่ปุ่น หรือเกาหลี) 1 ประเทศ ในส่วนของประเทศอาเซียน มีประเทศผู้ประสานงานในช่วงต่าง ๆ ดังนี้

• เมษายน 2539 – กรกฎาคม 2540 สิงคโปร์เป็นประเทศผู้ประสานงาน ASEM ประเทศแรก โดยเข้ารับหน้าที่หลังการประชุม ASEM 1 (กรุงเทพฯ วันที่ 1-2 มีนาคม 2539)

• กรกฎาคม 2540 – ตุลาคม 2543 ประเทศไทยรับหน้าที่ประเทศผู้ประสานงานต่อจากสิงคโปร์เป็นระยะเวลา 3 ปี จนถึงการประชุม ASEM 3 (กรุงโซล 19-21 ตุลาคม 2543)

• ตุลาคม 2543 – ตุลาคม 2547 เวียดนามรับหน้าที่ต่อจากประเทศไทยหลังการประชุม ASEM 3 และเนื่องจากเวียดนามจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมผู้นำครั้งต่อไป (ASEM 5 วันที่ 7-9 ตุลาคม 2547 ณ กรุงฮานอย) จึงรับเป็นประเทศผู้ประสานงานต่อไปอีก 2 ปี (ถึงปี 2547)

• ตุลาคม 2547 – ปัจจุบัน อินโดนีเซีย ประเทศผู้ประสานงาน ASEM ฝ่ายเอเชีย ในส่วนของอาเซียน (และอินโดนีเซียก็เป็นประเทศผู้ประสานงานสำหรับ ASEAN-EU Dialogue ด้วย ซึ่งเป็นการพ้องกันโดยบังเอิญ)

เริ่มแรก ประเทศอาเซียนที่เป็นผู้ประสานงาน ASEAN-EU Dialogue รับหน้าที่เป็นผู้ประสานงาน ASEM ด้วย ซึ่งตามหลักการนี้ สิงคโปร์ได้เป็นผู้ประสานงานประเทศแรกจนถึงปี 2540 ซึ่งไทยรับช่วงต่อ อย่างไรก็ตาม ในปี 2543 ลาวซึ่งจะต้องรับเป็นประเทศผู้ประสานงาน ASEM ต่อจากไทย ยังไม่ได้เข้าเป็นสมาชิก ASEM ไทยจึงได้เสนอให้มีการเวียนประเทศผู้ประสานงานตามตัวอักษรระหว่างประเทศอาเซียนที่เป็นสมาชิก ASEM โดยให้เวียดนามเป็นผู้ประสานงานต่อจากไทย และให้มีวาระการเป็นผู้ประสานงาน 2 ปีนับจากการประชุมผู้นำหนึ่งถึงการประชุมผู้นำครั้งต่อไป (การประชุมผู้นำจัดขึ้นทุก 2 ปี)

หลังจากเวียดนาม ประเทศที่จะต้องรับหน้าที่ผู้ประสานงานต่อไป คือ บรูไน ดารุสซาลาม อย่างไรก็ตาม เนื่องจากบรูไนฯ รวมทั้งกัมพูชา (ซึ่งเป็นประเทศที่ควรเข้ารับหน้าที่ต่อจากบรูไนฯ) ไม่พร้อมที่จะรับหน้าที่ประเทศผู้ประสานงาน อินโดนีเซียจึงรับเป็นประเทศผู้ประสานงานต่อจากเวียดนาม

ประเทศผู้ประสานงาน ASEM ฝ่ายเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ (จีน ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้) กำหนดให้เวียนประเทศผู้ประสานงานระหว่างการประชุมผู้นำซึ่งกำหนดจัดทุก 2 ปี ปัจจุบัน เกาหลีใต้เป็นประเทศผู้ประสานงานฝ่ายเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ เข้ารับหน้าที่หลังการประชุม ASEM 5 ในเดือนตุลาคม 2547

สำหรับผู้ประสานงาน ASEM ฝ่ายยุโรป ได้แก่ คณะกรรมาธิการยุโรป (European Community – EC) ซึ่งรับหน้าที่โดยถาวร ร่วมกับประเทศที่ทำหน้าที่ประธานสหภาพยุโรปซึ่งมีการหมุนเวียนทุก 6 เดือน ปัจจุบันฟินแลนด์ซึ่งเป็นประธานสหภาพยุโรประหว่างเดือน กรกฎาคม-ธันวาคม 2549 เป็นผู้ประสานงานฝ่ายยุโรป กับคณะกรรมาธิการยุโรป

นโยบายของไทยต่อ ASEM
ตั้งแต่มีการริเริ่มกระบวนการ ASEM ประเทศสมาชิกได้เห็นพ้องกันว่า ASEM ควรเป็นเวทีหารือเพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นระหว่างกัน อันจะนำไปสู่ความเข้าใจระหว่างเอเชียกับยุโรป และระหว่างการประชุม ASEM ครั้งที่ 5 เมื่อเดือนตุลาคม 2547 ที่ประชุมได้เห็นพ้องกันว่า ควรยกระดับ ASEM ให้เป็นทั้งเวทีหารือและเวทีความร่วมมือ ซึ่งสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของไทยที่จะให้ ASEM เป็นเวทีส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับยุโรป โดยเฉพาะอย่างยิ่งสหภาพยุโรปและสมาชิก ASEM ฝ่ายเอเชียอื่นๆ โดยการเสริมสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างกันทั้งในระดับเจ้าหน้าที่และระดับประชาชนต่อประชาชน การเพิ่มพูนความร่วมมือระหว่างเอเชียกับยุโรปในด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะในด้านที่เป็นประโยชน์ต่อไทย เช่น ในด้านเศรษฐกิจ (เพิ่มการค้าการลงทุนระหว่างกัน) และการแลกเปลี่ยนความรู้ทางวิชาการต่าง ๆ ที่ยุโรปมีความก้าวหน้า ทั้งนี้ ภายหลังจากการประชุม ASEM 1 ที่กรุงเทพฯ ในปี 2539 ASEM ได้ริเริ่มและพัฒนากิจกรรมความร่วมมือมากมายในสาขาต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อไทยและประเทศสมาชิกอื่น ๆ

นอกจากนี้ ไทยประสงค์ให้ ASEM เป็นกลไกในการเสริมสร้าง strategic partnership ระหว่างเอเชียกับยุโรปในทุกด้าน โดยเฉพาะในการส่งเสริมสันติภาพความมั่นคง และสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างประเทศในเอเชียและยุโรปมากยิ่งขึ้นบนพื้นฐานของความร่วมมือที่เท่าเทียมกัน เคารพซึ่งกันและกัน และผลประโยชน์ร่วมกันของทั้งสองภูมิภาค ซึ่งจะนำไปสู่การส่งเสริมความร่วมมือในสาขาอื่นต่อไป

**************

หมายเหตุ:

  • ข้อมูลจากกรมยุโรป กระทรวงการต่างประเทศ
  • * การสัมภาษณ์นาย Timo Ranta (Counsellor) และ นางสาว Hanna Väänänen (Attaché) แห่งคณะผู้แทนถาวรของฟินแลนด์ประจำสหภาพยุโรป เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2549 ณ กรุงบรัสเซลส์

    เว็บไซต์น่าสนใจเกี่ยวกับการประชุม ASEM

    การประชุม ASEM ครั้งที่ 6

    การประชุม AEBF ครั้งที่ 10

    มูลนิธิเอเชีย-ยุโรป ASEF

    ASEM InfoBoard

    ASEM Educational Hub

    เกร็ดอาเซม
    โลโก้ของอาเซม (ตามที่ปรากฎข้างต้น) เป็นสัญลักษณ์ถึงปฏิสัมพันธ์ระหว่างทวีปเอเชียและยุโรป ผ่านทางการประสานตัวกันระหว่างรอยพู่กันแบบเอเชียสีแดง (ซึ่งเป็นสีของทวีปเอเชีย)และตัวอักษร “E” โรมันสีน้ำเงิน (ซึ่งเป็นสีของทวีปยุโรป) เมื่อลายทั้งสองประสานกันแล้ว จะเห็นเป็นตัวอักษร “A” และ “E” อันเป็นสัญลักษณ์ซึ่งสื่อความหมายว่า แม้ทั้งสองทวีปจะแตกต่างกัน หากอารยธรรมตะวันตกและตะวันออกก็สามารถประสานกลมกลืนกันได้ และสองทวีปก็เลือกที่จะเอนเอียงเข้าหากัน เพื่อสานสร้างความสัมพันธ์ร่วมกัน