ในที่ประชุมสุดยอดสหภาพยุโรป-จีน เมื่อวันที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2549 ทางสหภาพยุโรปและจีนได้ตกลงที่จะมีการเจรจาทำข้อตกลง Partnership and Co-operation Agreement ฉบับใหม่ ทว่า ความพยายามของจีนที่จะให้สหภาพยุโรปยกเลิกการห้ามค้าอาวุธให้แก่จีน ซึ่งดำเนินมากว่า 17 นั้นไม่เป็นผล

การประชุมสุดยอดสหภาพยุโรป-จีนครั้งที่ 9 ที่กรุงเฮลซิงกิ ประเทศฟินแลนด์ มีตัวแทนจากทางสหภาพยุโรปคือ นาย Matti Vanhanen นายกรัฐมนตรีของประเทศฟินแลนด์ และ นาย José Manuel Barroso ผู้แทนระดับสูงของสหภาพยุโรป ส่วนทางด้านจีน มีนายกรัฐมนตรี Wen Jiabao เป็นผู้เข้าร่วมการประชุม การประชุมมีประเด็นที่น่าสนใจใน 3 ประเด็นคือ 1. การตกลงทำสนธิสัญญา Partnership and Co-operation Agreement ฉบับใหม่ 2. การห้ามค้าอาวุธให้แก่จีน และ 3. การให้สถานะ “เศรษฐกิจแบบตลาด” แก่จีน โดยมีรายละเอียดตามที่ปรากฏในแถลงการณ์ร่วมของทั้งสองฝ่าย (Joint Statement) ดังต่อไปนี้

1. การตกลงทำข้อตกลง Partnership and Co-operation Agreement ฉบับใหม่
ผู้นำของทั้งสองฝ่ายได้เห็นพ้องกันว่าในทศวรรษที่ผ่านมา ความสัมพันธ์ระหว่างสองฝ่ายได้ก้าวหน้ามากขึ้นเรื่อยๆจนกำลังกลายเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ในทุกๆด้าน เพื่อการนี้ ทั้งสองฝ่ายจึงได้ตกลงที่จะให้มีการเริ่มการเจรจาข้อตกลงPartnership and Co-operation Agreement ฉบับใหม่ ที่จะครอบคลุมความสัมพันธ์สหภาพยุโรป-จีนในทุกๆด้าน รวมไปถึงการขยายความร่วมมือในด้านการเมือง การเจรจายังครอบคลุมไปถึงการปรับเปลี่ยนข้อตกลงด้านการค้าและเศรษฐกิจ EEC-China Trade and Economic Co-operation Agreement ซึ่งทำในปีค.ศ. 1985 โดยการเจรจาทั้งสองเรื่องดังกล่าว (คือเรื่องการเมืองและเรื่องการค้า) นั้นจะค่อนข้างเป็นเอกเทศออกจากกัน โดยคำนึงถึงจุดประสงค์ในระดับนานาชาติของความเป็นหุ้นส่วนพันธมิตรระหว่างจีนและสหภาพยุโรปเป็นหลัก

2. การห้ามค้าอาวุธให้แก่จีน
ผู้นำทั้งสองยังได้ถกกันเรื่องการที่สหภาพยุโรปห้ามค้าอาวุธให้แก่ประเทศจีน ซึ่งเริ่มตั้งแต่ปีค.ศ. 1989 ภายหลังเหตุการณ์ที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน โดยทางจีนได้ตอกย้ำมุมมองของตนที่ว่าการยกเลิกการห้ามค้าอาวุธเป็นสิ่งที่จะนำไปสู่การพัฒนาการความสัมพันธ์ระหว่างสหภาพยุโรปและจีน และเรียกร้องให้สหภาพยุโรปยกเลิกการห้ามค้าอาวุธอย่างรวดเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ส่วนทางด้านสหภาพยุโรปกล่าวว่าทางตนตระหนักถึงควาวมสัมคัญของประเด็นดังกล่าวและย้ำถึงความเต็มใจที่จะเดินหน้าให้มีการยกเลิกการห้ามค้าอาวุธ โดยเป็นไปตามพื้นฐานของแถลงการณ์ร่วมในที่ประชุมสุดยอดสหภาพยุโรป-จีนเมื่อปีค.ศ. 2004 (ซึ่งมีข้อความที่ไม่แตกต่างจากข้อความในแถลงการณ์ฉบับนี้ กล่าวคือ ในแถลงการร์ฉบับดังกล่าวระบุว่า “สหภาพยุโรปได้ตอกย้ำความมุ่งมั่นในทางการเมืองที่จะมุ่งหน้าดำเนินการให้ยกเลิกการห้ามการค้าอาวุธต่อไป”)

3. การให้สถานะ “เศรษฐกิจแบบตลาด” แก่จีน
ที่ประชุมยังได้ถกกันถึงเรื่องการให้สถานะ “เศรษฐกิจแบบการตลาด” แก่จีน ซึ่งเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่จีนให้ความสำคัญเนื่องจากมีความเกี่ยวเนื่องกับการใช้มาตราการตอบโต้การทุ่มตลาด (anti-dumping) ของสหภาพยุโรปต่อจีน เช่น กรณีรองเท้า โดยทางสหภาพยุโรปยังปฏิเสธที่จะให้สถานะประเด็นดังกล่าวแก่จีน ในแถลงการณ์ร่วม ทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะรอผลรายงานสถานะเศรษฐกิจแบบตลาดฉบับใหม่ของคณะกรรมาธิการยุโรปแทนรายงานฉบับปีค.ศ. 2004 ซึ่งคาดว่าจะออกในปลายปีค.ศ. 2006 นี้

ทั้งนี้ นาย Jose Manuel Barroso ผู้แทนระดับสูงของสหภาพยุโรปได้ออกมาให้ความเห็นเพิ่มเติมถึงเงื่อนไขในทางเทคนิคต่างๆที่ทางจีนต้องบรรลุก่อนที่จะได้สถานะดังกล่าว เช่น อิทธิพลของรัฐ ระเบียบในการทำบัญชี กฏหมายล้มละลาย และการปฏิรูปภาคบริการทางการเงิน

ประเด็นอื่น
นอกจากประเด็นข้างต้นแล้ว ที่ประชุมยังได้กล่าวพาดพิงถึงประเด็นร้อนในสถานการณ์การเมืองระหว่างประเทศ เช่น

  • สถานการณ์ในเลบาบานอน และ การเจรจาสันติภาพระหว่างอิสราเอลและปาเลสไตน์ โดยทั้งคู่ตอบรับมติสหประชาชาติที่เกี่ยวเนื่องในประเด็นดังกล่าว และเห็นพ้องว่าจะเป็นต้องมีแผนสันติภาพในตะวันออกกลางอย่างเต็มรูปแบบ
  • ความกังวลต่อสถานการณ์ในแคว้นดาฟูร์ ประเทสซูดาน
  • การทดลองนิวเคลียร์ของอิหร่าน การตกลงที่จะมุ่งมั่นทำงานเพื่อสันติภาพและความมั่นคงอย่างถาวรในคาบสมุทรเกาหลี
  • ความมุ่งมั่นต่อ Millennium Development Goals
  • การต่อต้านการก่อการร้าย ซึ่งทั้งสองฝ่ายตอกย้ำว่าต้องอยู่ในหลักการและจุดประสงค์ของสหประชาชาติ
  • ไข้หวัดนก
  • สิ่งแวดล้อมและสภาวะอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป
  • ความมั่งคงด้านพลังงาน โดยเฉพาะความร่วมมือกันในด้านการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและพลังงานทดแทน
  • การรื้อฟื้นการเจรจารอบโดฮา
  • การปกป้องทรัพย์สินทางปัญญา
  • การมีกฏระเบียบที่โปร่งใส เปิดกว้าง และมีความสม่ำเสมอ

  • การประชุมสุดยอดระหว่างสหภาพยุโรปและจีนในครั้งนี้ถือว่ามีความน่าสนใจไม่น้อยทีเดียว โดยเป็นการสะท้อนท่าทีของสหภาพยุโรปต่อจีนที่กำลังความสนใจในความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยเพื่อให้ความสัมพันธ์ในด้านเศรษฐกิจสามารถดำเนินไปได้โดยไม่มีประเด็นด้านการเมืองเข้ามาเป็นอุปสรรค ทางสหภาพยุโรปได้ตกลงที่จะแยกการเจรจาข้อตกลงด้านการเมืองและด้านการค้า/เศรษฐกิจออกจากกัน ไม่นำมาเกี่ยวเนื่องกันหรือนำมาเป็นเงื่อนไขในเชิงการค้า ดังเช่นที่สหภาพยุโรปเคยปฏิบัติต่อประเทศอื่นในบางครั้ง โดยสหภาพยุโรปเตรียมพร้อมที่จะทำข้อตกลงด้านการค้าอย่างเต็มที่ โดยคณะกรรมาธิการยุโรปจะออก Communication ถึงท่าทีของตนในเชิงการค้า/เศรษฐกิจ ในช่วงไตรมาศสุดท้ายนี้

    ในขณะเดียวกัน สหภาพยุโรปก็มองจีนเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ในด้านการเมืองระหว่างประเทศด้วย ทว่า ทั้งสองฝ่ายอาจเป็น “หุ้นส่วน” กันได้โดยไม่สนิทใจนัก หากทางสหภาพยุโรปยังยืนยันที่จะให้มีการห้ามการค้าอาวุธกับจีนต่อไป อันสังเกตได้ว่า ประเด็นด้านการเมืองระหว่างประเทศที่ปรากฏในแภลงการณ์ร่วมของที่ประชุดสุดยอดในครั้งนี้ เป็นแต่เพียงการพาดพึงถึงประเด็นร้อนต่างๆอย่างกว้างๆ ไม่มีจุดยืนร่วมที่จุดประกายความน่าสนใจแต่อย่างใด

    ทั้งนี้ ความคืบหน้าของการทำ Partnership and Co-operation Agreement และ Trade and Economic Co-operation Agreement ฉบับใหม่ จึงเป็นประเด็นที่น่าจับตาดูอย่างยิ่งว่าทางสหภาพยุโรปจะมีท่าทีต่อยักษ์ใหญ่ทางการค้าอย่างจีนอย่างไร และจะส่งผลกระทบใดต่อความสัมพันธ์เชิงเศรษฐกิจระหว่างสหภาพยุโรป – ไทย/อาเซียน ซึ่งสหภาพยุโรปได้ส่งสัญญาณว่าให้ความสนใจที่จะจัดตั้งเขตการค้าเสรีด้วย

  • ดู Joint Statement of the Ninth EU-China Summit (Helsinki 9 September 2006
    09 Sep 2006, 22:06) ได้ ที่นี่