สำหรับการประชุดสุดยอดอาเซมครั้งที่ 6 ที่กรุงเฮลซิงกิ ประเทศฟินแลนด์ได้สิ้นสุดลงไปเมื่อวันที่ 11 กันยายนที่ผ่านมา หากดูในเบื้องต้นแล้ว อาจดูเหมือนว่าการประชุมในครั้งนี้ไม่ได้มีผลลัพท์ที่ตื่นเต้นน่าสนใจ สื่อมวลชนตะวันตกหลายแขนงแสดงความผิดหวังที่ผลสรุปหลักของที่ประชุมคือเรื่องสิ่งแวดล้อม ทว่า หากพิจารณาการประชุมสุดยอดอาเซม 6 อย่างใกล้ชิด จะพบว่า ภายใต้ผิวหน้าที่ดูราบเรียบนี้ได้มีผลสะท้อนที่น่าสนใจต่อพัฒนาการของกระบวนการอาเซม การบูรณาการในภูมิภาคเอเชีย รวมไปถึง กระแสการเมืองโลกโดยรวม อันส่งผลให้ประเทศไทยอาจจำต้องทบทวนนโยบายต่อสหภาพยุโรป และต่อภูมิภาคเอเชียด้วย


1. ASEM 6 กับ ทิศทางในอนาคตขอฃงอาเซม


สิ่งที่น่าสนใจที่สุดประการหนึ่งของการประชุมสุดยอดในครั้งนี้ คือ การที่ที่ประชุมได้บรรลุหนึ่งจุดประสงค์สำคัญของการประชุม คือ การถกประเด็นสิบปีอาเซม เพื่อค้นหาแนวทางในอนาคตของอาเซม โดยที่ประชุมสามารถตกลงกันได้ในประเด็นดังกล่าว และประกาศออกมาเป็นปฏิญญาเฮลซิงกิเรื่องอนาคตอาเซม (Helsinki Declaration on the Future of ASEM)

ปฏิญญาเฮลซิงกิเรื่องอนาคตอาเซม เป็นภาพสะท้อนว่า หลังจาก 10 ปีผ่านไป บรรดาประเทศสมาชิกอาเซมมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้นว่า กระบวนการอาเซมเป็นกระบวนการซึ่งเป็นที่บรรจบของอารยธรรมตะวันออกและตะวันตก สองอารยธรรมเก่าแก่ของโลก ประเทศสมาชิกไม่เพียงแต่มีรูปแบบทางการเมือง เศรษฐกิจที่ต่างกัน แต่ยังมีรากเหง้าทางสังคมและวัฒนธรรมที่ต่างกันด้วย (ดังจะเห็นได้จากการให้ความสำคัญกับ”เสาหลักที่สาม” หรือ กิจการด้านสังคม/วัฒนธรรมของอาเซม) ทว่า แม้ทั้งสองภูมิภาคจะมีความแตกต่างกัน กลับมีความสำคัญเชิงเศรษฐกิจ ทั้งในบริบทระหว่างสองภูมิภาคและในบริบทของเศรษฐกิจโลกโดยรวม

เมื่อพิจารณาถึงความจริงดังกล่าวแล้ว ประเทศสมาชิกจึงตระหนักถึงบทบาทและศักยภาพของกระบวนการอาเซมว่า ควรจะมีรูปแบบอย่างไร และเหมาะที่ใช้จัดการกับประเด็นแบบใด กล่าวคือ ประเทศสมาชิกต่างเข้าใจว่ากระบวนการอาเซมไม่ใช่ “panacea” หรือยาวิเศษที่สามารถใช้จัดการทุกปัญหาในบริบทของความสัมพันธ์เอเชีย ยุโรป ทว่า อาเซมเหมาะที่จะใช้เป็นที่เจรจาและสร้างความร่วมมือในประเด็นที่อาจเรียกได้ว่าเป็นแบบ non-traditional/soft securities เช่น สังคม วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อมและความมั่นคงทางพลังงาน ซึ่งเป็นประเด็นที่ทุกฝ่ายต่างมีความกังวลร่วมกันและสามารถนำไปต่อยอดในกรอบพหุภาคีหรือในเวทีโลกได้ การหลีกเลี่ยงไม่พูดคุยเจรจาถึงประเด็นที่อ่อนไหว เช่น ปัญหาพม่า ไม่ใช่หมายความว่าอาเซม “ไม่มีประสิทธิภาพ” เพียงพอที่จะจัดการเรื่องดังกล่าว เพียงแต่อาจ “ไม่เหมาะ” ที่จะใช้จัดการประเด็นในแบบดังกล่าว การที่ฝ่ายยุโรปหลีกเลี่ยงที่จะนำเรื่องพม่ามาเป็นอุปสรรคในการประชุมสุดยอดในครั้งนี้อาจเป็นสัญญาณว่าทางฝ่ายยุโรปได้ตระหนักถึงความเป็นจริงข้อนี้

อีกทั้งรูปแบบของการประชุมอาเซม ซึ่งเป็นแบบโครงสร้างที่เปิด ไม่เป็นทางการ เน้นการสร้างเครือข่าย สามารถมีพัฒนาการตอบสนองการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เศรษฐกิจโลกได้ตลอดเวลา เป็นวิธีที่ดีเหมาะสมที่จะใช้จัดการดูแลความสัมพันธ์ระหว่างสองภูมิภาคมากกว่าแบบที่มีการตั้งสถาบัน เพื่อดูและบังคับใช้ข้อตกลงตามกฏหมาย (institutionalisation) และยังเป็นเครื่องมือหรือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่จะให้ประเทศเอเชียและยุโรปไปสืบสานความสัมพันธ์ในด้านอื่นและระดับอื่นต่อไป หรือในอีกนัยหนึ่ง อาเซมไม่ใช่เป็นเพียงแค่กระบวนที่มีผลสำเร็จครบถ้วนในตัวของมันเอง หากเป็นตัวกระตุ้นให้ความสัมพันธ์ระหว่างเอเชียและยุโรปงอกเงยไปในด้านอื่นๆ เช่น เรื่องการส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างภาคธุรกิจหรือการส่งเสริมการลงทุน ซึ่งอาจเหมาะที่จะนำไปผลักดันต่อไปในเชิงปฏิบัติในเวทีอื่นหรือระดับอื่นมากกว่า

การที่ Helsinki Declration ประกาศถึงแนวทางในอนาคตและรูปแบบของอาเซมตามที่กล่าวมาข้างต้น อาจมีผู้วิจารณ์หลายฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นนักวิชาการ สื่อมวลชน NGOs หรือผู้เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์เอเชีย-ยุโรป เห็นว่าการให้ความสำคัญกับประเด็นแบบ ‘soft security’ นั้นแสดงให้เห็นว่าอาเซมไม่สามารถจัดการกับ “ประเด็นจริงจัง” เช่น เศรษฐกิจ การค้า และการเมืองได้

ทว่า นอกเหนือจากความสำคัญที่ปฏิเสธไม่ได้ของเรื่อง ‘soft security’ (ซึ่งแม้อาจไม่หวือหวา เห็นผลที่น่าตื่นตาตื่นใจแบบประเด็นหนักๆทางการเมืองเศรษฐกิจ แต่มีความสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อระบบความมั่นคงของการเมืองโลกโดยรวมในระยะยาว) เราอาจกล่าวแย้งต่อข้อวิจารณ์ดังกล่าวได้อีกมุมหนึ่งว่า แล้วจะมีประโยชน์อันใดที่จะย้อนหยิบยกประเด็นเรื่องตัวตนและทิศทางของอาเซมขึ้นมาถกเถียงอีกในที่ประชุมครั้งต่อๆไป หลังจากครบรอบหนึ่งทศวรรษของอาเซม คงจะถึงเวลาที่จะมุ่งหน้าสู่อนาคต และเดินหน้าสืบสานความร่วมมือในประเด็นที่ทั้งยุโรปและเอเชียต่างมีความสนใจร่วมกันอย่างจริงจัง ไม่ย้อนนำเอาเวลาแห่งความร่วมมือมาใช้เพื่อผลักดันประเด็นที่เป็นอุปสรรคต่อความร่วมมือ หรือใช้เวลาถกเถียงกับคำถามประเภท “what ASEM could have done” อีก

อย่างไรก็ตาม มุมมองนี้ไม่ได้เห็นว่ากระบวนการอาเซมจะต้องเป็นไปในลักษณะดังกล่าวตลอดไป แต่หมายความว่า เมื่อปัจจุบันอาเซมเลือกเดินหน้าไปในลักษณะดังกล่าว ก็ควรจะทำให้ดีที่สุด มากกว่าจะมาใช้เวลากลับมาค้นหาตัวตนและทิศทางของอาเซมอีก ทว่า หากในอนาคต สถานการณ์การเมืองเศรษฐกิจของเปลี่ยนไป ลักษณะโครงสร้างที่ยืดหยุ่นก็เอื้อให้อาเซมสามารถปรับเปลี่ยนบทบาท ทิศทาง หรือลักษณะความร่วมมือได้ เพื่อให้เข้ากับสถานการณ์ดังกล่าว

2. ASEM 6 กับกระบวนการสร้างอัตลักษณ์ร่วมเอเชีย (Common Asian Identity)


ผลที่สำคัญอีกประการหนึ่งของที่ประชุมสุดยอดอาเซม 6 ในครั้งนี้ คือ การตกลงที่จะขยายสมาชิกภาพอาเซม โดยจะรวมเลขาธิการอาเซียน อินเดีย ปากีสถาน และมองโกเลีย เข้ามาร่วมฝ่าย “เอเชีย” ด้วย เหตุการณ์ดังกล่าวมีผลสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อกระบวนการสร้างอัตลักษณ์ร่วมเอเชีย กล่าวคือ

ที่ผ่านมา เป็นที่ยอมรับกันอย่างกว้างว่ากระบวนการอาเซมเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการสร้างอัตลักษณ์ร่วมของภูมิภาคเอเชีย เนื่องจากเวทีอาเซมเป็นเวทีเดียวที่เปิดโอกาสให้ประเทศสมาชิกอาเซียน 10 ประเทศ พร้อมจีน เกาหลีใต้ และญี่ปุ่นได้อยู่ร่วมกันในฐานะ “เอเชีย” ต่อกลุ่มประเทศจากภูมิภาคอื่น (“the other”) เฉกเช่น ยุโรป ดังนั้น การเข้าร่วมของเลขาธิการอาเซียน อินเดีย ปากีสถาน และมองโกเลีย ย่อมส่งผลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ต่อกระบวนการสร้างอัตลักษณ์ของภูมิภาคเอเชีย

1. การรวมเลขาธิการอาเซียน
ในแง่หนึ่ง การเพิ่มเลขาธิการอาเซียนเข้ามาสู่ฝ่ายเอเชีย อาจมองได้ว่าเป็นหนึ่งความพยายามที่จะรักษาสมดุลย์ระหว่างฝ่ายเอเชีย และยุโรปซึ่งมีจำนวนมากกว่ามาก (ยุโรปมีสมาชิก 26 ที่นั่ง คือ ประเทศสมาชิก 25 ประเทศ และ คณะกรรมาธิการยุโรป ในขณะที่เอเชียมี 13 ที่นั่ง คือ ประเทศอาเซียน 10 ประเทศ และจีน เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น) ด้วยการเพิ่มตัวแทนจากทางฝ่ายเอเชียไปอีกอย่างน้อยหนึ่งที่นั่ง

ทว่า การที่เลขาธิการอาเซียนได้เข้าร่วมอาเซมอาจเป็นสัญญาณที่น่าสนใจต่อกระบวนการบูรณาการในเชิงสถาบัน (institutionalisation) และสร้างอัตลักษณ์ร่วมของประเทศอาเซียนและประเทศจากเอเชียตะวันออกทั้งหมด ทั้งนี้ แม้เรายังไม่อาจทราบได้ในตอนนี้ว่า เลขาธิการอาเซียนจะมีบทบาทเช่นใดและมากแค่ไหนในการประชุมครั้งหน้า แต่แค่การมีเข้ามามีส่วนร่วม (participation) ของเลขาธิการอาเซียนในกระบวนการอาเซมก็ถือเป็นสัญญาณที่น่าสนใจในตัวเองแล้ว เพราะอาจหมายความว่าเลขาธิการอาเซียนกำลังมีพัฒนาการจากการเป็น “ผู้ดูแล” ความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียน กลายเป็น “ตัวแทน” ของกลุ่มอาเซียน ถึงแม้เลขาธิการอาเซียนจะยังคงไม่มีบทบาทที่หน้าที่ในระดับเดียวกับคณะกรรมาธิการยุโรป แต่การมีโอกาสเข้าร่วมในเวทีระดับระหว่างภูมิภาคเช่นอาเซมอาจเป็นสัญญาณว่าอาเซียนอาจกำลังมุ่งหน้าไปสู่การมีอัตลักษณ์ร่วม โดยมีสถาบันรับรองมากยิ่งขึ้นก็เป็นได้

2. การรวมอินเดีย ปากีสถาน และมองโกเลีย
การรรวมประเทศจากเอเชียอีก 3 ประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การรวมอินเดีย เข้ามาในฝ่ายเอเชีย ก่อให้เกิดความสนใจกันอย่างกว้างขวางว่าเป็นเพราะเหตุใดและมีความสำคัญเช่นใด

หากมองในมุมมองของฝ่าย Realist อาจกล่าวได้ว่า การดึงอินเดียเข้ามาร่วมนั้นเป็นเรื่องของการรักษาสมดุลย์อำนาจ ไม่ว่าจะเป็นจากมุมมองของประเทศอาเซียน ที่ต้องการอินเดียเข้ามารักษาสมดุลย์กับจีน ซึ่งกำลังมีบทบาทเด่นขึ้นมาเรื่อยๆรอบด้าน หรืออาจเป็นไปเพื่อเพิ่มจำนวนประเทศเอเชีย เพื่อรักษาสมดุลย์ระหว่างเอเชียกับยุโรป ซึ่งกำลังจะรับสมาชิกใหม่อย่างโนมาเนียและบัลกาเรียเข้ามาอีก

ส่วนทางมุมมองของฝ่าย Liberalist อาจกล่าวได้ว่าการรวมอินเดียเข้ามานั้นเนื่องจากเศรษฐกิจของอินเดียมีความเกี่ยวโยงกับประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือและใต้ขึ้นมากเรื่อยๆ

ไม่ว่าเหตุผลใดจะเป็นเหตุผลหลัก การรวมอินเดียเข้ามาอยู่ในฝ่ายเอเชียย่อมมีนัยสำคัญต่อกระบวนการบูรณาการและสร้างอัตลักษณ์ร่วมของประเทศเอเชียอย่างยิ่งยวด เพราะอาจเป็นอีกหนึ่งสัญญาณที่ชี้ว่าว่ากำลังมีการเปลี่ยนทิศทางจากแนวคิดเดิมที่ว่า “เอเชียตะวันออก คือ เอเชีย” ซึ่งเป็นกระแสแนวคิดในทศวรรษที่ผ่านมา (1990s) กลับไปสู่แนวคิดแบบ “มหาเอเชีย” หรือ “Greater Asia” ซึ่งคำว่า “เอเชีย” ได้รวมเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ ตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียใต้ ไว้ด้วยกัน ซึ่งเคยเป็นแนวคิดที่ได้รับความสนใจในช่วงต้นและกลางศตวรรษที่ 20

ในระยะยาว แนวคิดที่ให้คำจำกัดความแบบ “มหาเอเชีย” จะเริ่มเข้ามาแทนที่แนวคิดแบบ “เอเชียตะวันออก” หรือไม่ แนวคิดนี้จะช่วยส่งเสริมหรือขัดแย้งกับกระบวนการบูรณาการ ASEAN+3 ซึ่งกำลังดำเนินอยู่หรือไม่และอย่างไร ที่สำคัญที่สุด กระบวนการอาเซม ซึ่งที่ผ่านมาเป็นเวทีที่ช่วยหล่อหลอมอัตลักษณ์ร่วมของประเทศเอเชียได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะมีบทบาทเช่นไรในการช่วยส่งเสริมอัตลักษณ์ใหม่ดังกล่าว สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่ต้องดูผลในระยะยาวและน่าจับตามองต่อไป

3 ASEM 6 กับกระแสการเมืองโดยรวมของโลก


หนึ่งในประเด็นท้าทายเมื่อครั้งก่อตั้งกระบวนการอาเซมเมื่อสิบปีที่แล้วคือการเสริมสร้างความสัมพันธ์ยุโรป-เอเชียเพื่อรักษาระบบพหุภาคีและคานอำนาจสหรัฐฯ ซึ่งมีท่าทีหันเหออกจากระบบพหุภาคี มุ่งเน้นเป็นมหาอำนาจในโลกเพียงหนึ่งเดียว การที่การประชุมสุดยอดอาเซม 6 ได้ตกลงที่จะให้ประเด็นที่อาจเรียกได้ว่าเป็นประเภท ‘soft security’ เป็นทิศทางหลักของกระบวนการอาเซมต่อไป อาจมีหลายฝ่ายถือเป็นสัญญาณว่าอาเซมไม่สามารถบรรลุจุดประสงค์ดังกล่าวข้างต้น

ทว่า ในอีกแง่หนึ่ง หากประเทศอาเซมสามารถสร้างความร่วมมืออย่างแน้นแฟ้นในประเด็นดังกล่าว ก็อาจสร้างเป็นแรงกดดันต่อสหรัฐฯ ทำให้มิอาจนิ่งเฉยต่อประเด็น ‘soft security’ อย่างสิ่งแวดล้อม หากดูตามนี้แล้ว ในระยะยาว อาเซมอาจกลายเป็นหนึ่งในปรากฎการณ์ที่น่าสนใจในกระแสการเมืองโลก ที่สามารถช่วยผลักดันให้สหรัฐฯกลับมาให้ความสำคัญในระบบพหุภาคี และเพิ่มความสำคัญของเรื่อง ‘soft security’ ในมิติความมั่นคงและการเมืองโลกก็เป็นได้

ผลสรุป: ASEM 6 กับประเทศไทย


ตามที่กล่าวมาข้างต้น การประชุมสุดยอดอาเซม 6 ตามที่กล่าวมาข้างต้นได้มีประเด็นที่อาจมีผลกระทบที่อาจมีต่อทิศทางความสัมพันธ์เอเชีย-ยุโรป และแนวโน้มภายในภูมิภาคเอเชีย จึงควรมีการนำประเด็นดังกล่าวไปพิจารณาเพิ่มเติม เพื่อหาทางปรับนโยบายหรือยุทธศาสตร์ของชาติให้สะท้อนตอบรับกับผลกระทบดังกล่าว

1. มุ่งสู่ความสัมพันธ์ทวิภาคี?
เมื่อดูในประเด็นที่ 1 (ASEM 6 กับทิศทางในอนาคตขอฃงอาเซม) จะเห็นได้ว่า โดยรวมแล้ว อาเซมกำลังมุ่งไปสู่การเป็นเวทีระหว่างภูมิภาคเพื่อการหารือประเด็นที่มีมิติความสนใจในระดับนานาชาติ (an inter-regional tool for pursuing global issues) อย่างสังคม วัฒนธรรม พลังงาน สิ่งแวดล้อม โดย Dr. Bart Gaens เจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศของฟินแลนด์ และหนึ่งใน ASEM Secretariat ได้ให้ข้อสังเกตว่าอาเซมกำลังเบี่ยงเบนไปจากจุดประสงค์เดิมเมื่อครั้งแรกตั้ง คือ เรื่องความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจการค้าระหว่างเวเชีย-ยุโรป ไปสู่ประเด็นที่ “อาเซมสามารถทำได้” ซึ่งก็คือประเด็นที่เป็นที่กังวลกันในระดับนานาชาติ เช่น วิ่งแวดล้อมและพลังงาน

เมื่อเป็นเช่นนี้ หากประเทศไทยต้องการสนับสนุนหรือเสริมสร้างความสัมพันธ์ในประเด็นอย่างเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน กับสหภาพยุโรป ประเทศไทยอาจจำต้องดำเนินการผ่านทางช่องทางอื่น เช่น ในระดับสหภาพยุโรป-อาเซียน หรือ ระดับทวิภาคี นอกจากนี้ หากประเทศเอเชียอื่นๆคิดไปในแนวทางเดียวกัน ก็มีความเป็นไปได้สูงว่าความสัมพันธ์ระหว่างยุโรปกับประเทศเอเชียด้านเศรษฐกิจ การค้า จะมุ่งไปสู่แนวทางแบบทวิภาคีมากยิ่งขึ้น

แนวคิดนี้สะท้อนตอบรับกับสัญญาณกระแสทวิภาคีอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นนโยบายการค้าของสหภาพยุโรปเองที่มุ่งสู่การค้าทวิภาคีมากยิ่งขึ้น ภายหลังจากสภาวะชะงักงันของการเจรจาการค้ารอบโดฮา กระแสการจัดตั้งการค้าเสรีในโลก และการที่การประชุมสุดยอดสหภาพยุโรป-จีน ครั้งที่ 9 ซึ่งจัดขึ้นก่อนหน้าการประชุมอาเซมเพียงหนึ่งวัน ดูจะเป็นได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางมากกว่าการประชุมสุดยอดอาเซม และมีผลการประชุมที่ครอบคลุมทุกมิติความสัมพันธ์ พัฒนาความสัมพันธ์สหภาพยุโรป – จีน ไปอย่างลึกซึ้งอีกระดับ เช่น การตกลงทำ Partnership and Co-operation Agreement ฉบับใหม่ EEC-China Trade and Economic Co-operation Agreement

ดังนั้น อาจสรุปได้ว่าผลการประชุดสุดยอดอาเซม 6 เป็นอีกหนึ่งสัญญาณว่า ทิศทางความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเอเชียและสหภาพยุโรปกำลังมุ่งไปสู่ด้านทวิภาคีมากยิ่งขึ้น

2. หากมุ่งสู่ทวิภาคี ประเทศไทยจะอยู่ที่ใด?
การที่ประเทศอาเซียนเสนอและยอมรับให้มีการขยายสมาชิกภาพอาเซมฝ่ายประเทศเอเชีย สู่ประเทศยักษ์ใหญ่และที่กำลังมีพัฒนาการทางเศรษฐกิจที่ร้อนแรงอย่างอินเดีย ไม่ว่าจะเป็นด้วยเหตุผลใดก็ตาม ย่อมส่งผลประการหนึ่งที่ประเทศอาเซียนและไทยจะละเลยไม่ได้ กล่าวคือ การที่อินเดียเข้ามาเป็นหนึ่งผู้เล่นในกรอบความสัมพันธ์ “เอเชีย-ยุโรป” ซึ่งมียักษ์ใหญ่อย่างจีนอยู่ก่อนแล้ว ต่อไปในระยะยาว สองยักษ์ใหญ่อาจเข้ามาบดบัง ทำให้สหภาพยุโรปมองข้ามประเทศอาเซียนและประเทศไทยไป หากเป็นเช่นนี้ ไทยจึงอาจต้องเร่งกระตุ้นความสัมพันธ์กับสหภาพยุโรปในผ่านทางทุกระดับความสัมพันธ์ ไม่ว่าจะเป็นในกรอบอาเซม อาเซียน และทวิภาคี เพื่อมิให้ความสัมพันธ์จืดจางและถูกมองข้ามไปในที่สุด

การกระตุ้นความสัมพันธ์กับสหภาพยุโรปทำได้หลายรูปแบบและหลายระดับ หากมองเฉพาะในกรอบกระบวนการอาเซมแล้ว หนึ่งในหนทางที่อาจช่วยกระตุ้นความสนใจที่สหภาพยุโรปมีต่อไทยในระยะยาวคือการอาสาเป็น “leader country” ในประเด็นที่ทุกประเทศให้ความสำคัญอย่างเช่น พลังงานทดแทน และผลักดันให้มีการจัดตั้งสถาบันขึ้นมาเป็นตัวกลางในการประสานความร่วมมือในเรื่องนี้อย่างถาวรที่ประเทศไทย ซึ่งอาจช่วยให้ประเทศไทยอยู่ในความสนใจของประเทศอาเซมตลอดเวลา

โดยสรุปแล้ว แม้การประชุมสุดยอดอาเซม 6 อาจไม่มีผลที่หวือหวาน่าสนใจ ทว่า กลับมีผลกระทบต่อสภาวะความสัมพันธ์ระหว่างสหภาพยุโรปและประเทศเอเชียอย่างยิ่งยวด และเป็นหนึ่งในสัญญาณตอกย้ำกระแสความสัมพันธ์แบบทวิภาคี หากประเทศไทยเห็นว่าความสัมพันธ์กับสหภาพยุโรปมีความสำคัญและไม่อาจยอมให้จืดจางลงได้ อาจต้องเร่งหากลยุทธ์ต่างๆเพื่อกระตุ้นความสนใจของสหภาพยุโรป มิเช่นนั้น ในระยะยาว อาจถูกจีน อินเดีย และประเทศเอเชียอื่นๆบดบังไปได้

  • สามารถอ่านรายงานผลการประชุม ASEM ครั้งทื่ 6 ได้ที่นี่
  • อ่านรายงานผลการประชุม Asia-Europe Business Forum (AEBF) ซึ่งจัดควบคู่ไปกับการประชุม ASEM ครั้งที่ 6 ได้ ที่นี่
  • Reference
    งานสัมมนา EU-Asia Relations in the wake of the ASEM Summit (12 September 2006, Residence Palacem Brussels)