เมื่อวันที่ 12 ก.ย. 49 นาย Per Stig Møller รมว.กต. เดนมาร์ก ได้แถลงนโยบายต่างประเทศของเดนมาร์กต่อบรรดาออท.ประเทศต่างๆ ประจำกรุงโคเปนเฮเกน ซึ่งมีสาระสำคัญสรุปได้ดังนี้

1. เดนมาร์กให้ความสำคัญต่อประเด็นการไม่แพร่ขยายของอาวุธนิวเคลียร์ โดยรมว.กต. ได้กล่าวถึงกรณีของอิหร่าน และเกาหลีเหนือ ซึ่งเดนมาร์ก แม้จะเป็นประเทศเล็กๆ แต่ในฐานะสมาชิกของ UNSC และ EU เดนมาร์กจะแสดงบทบาทในเชิงรุกในการดำเนินนโยบายตปท.เพื่อที่จะธำรงไว้ซึ่งประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน และระเบียบข้อกฎหมาย

2. เดนมาร์กให้ความสำคัญต่อความร่วมมือพหุภาคี ซึ่งปัจจุบันเดนมาร์กมีพันธกรณี และมีส่วนร่วมในกรอบขององค์กรต่างๆ อาทิ EU NATO UN และ WTO โดยเดนมาร์กได้ส่งกองกำลังเข้าร่วมในการรักษาสันติภาพที่โคโซโว อิรัค และอัฟกานิสถาน รวมทั้งพร้อมที่จะเข้าร่วมกับกองกำลังของ UN ในเลบานอน และที่ดาร์ฟูร์ นอกจากนี้ เดนมาร์กยังให้ความช่วยเหลือทางด้านมนุษยธรรม และด้านการพัฒนาควบคู่ไปกับการเจรจาด้านการเมือง

3. ประเด็นที่เดนมาร์กกำลังให้ความสนใจอย่างมากขณะนี้ คือ บทบาทของ UN และ EU ในต.อ.กลาง ดาร์ฟูร์ และบอลข่านต.ต.

3.1 สถานการณ์ในต.อ.กลาง

– เดนมาร์กเห็นความสำคัญของการเจรจาหารือ และความร่วมมือกันระหว่างประเทศ
ยุโรป และประเทศมุสลิม ดังนั้นเดนมาร์กจึงได้เสนอ Partnership for Progress and Reform ขึ้นเมื่อปี 2003 รวมทั้งได้มีกิจกรรมต่างๆ เพื่อส่งเสริมความเข้าใจทางวัฒนธรรม ตลอดจนมีการหารืออยู่เป็นประจำระหว่างเดนมาร์ก และประเทศ ต.อ.กลาง

– UN และ EU ต่างมีบทบาทอย่างแข็งขันเพื่อที่จะนำภูมิภาคต.อ.กลางไปสู่ สันติภาพอย่างยั่งยืน ซึ่งประเด็นสำคัญที่จะนำไปสู่สันติภาพนั้น ควรจะประกอบด้วย 1) ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอล-ปาเลสไตน์จะต้องได้รับการแก้ไข ซึ่ง EU ได้แสดงบทบาทชัดเจนแล้วที่จะสนับสนุน Road Map for Peace และเดนมาร์กจะร่วมดำเนินการอย่างสร้างสรรค์ใน UN เพื่อที่จะสนับสนุนวิถีทางที่สมดุลและยอมรับได้ของทั้งสองฝ่ายเพื่อนำไปสู่กระบวนการสันติภาพ 2) เลบานอนจะต้องเป็นประเทศเอกราช และเป็นประชาธิปไตย ซึ่ง EU ได้ให้ความสนับสนุนปฏิบัติการในเลบานอนด้วยการส่งกองกำลังร่วม UNIFIL อีกทั้งยังได้ให้ความช่วยเหลือทางด้านมนุษยธรรม และการบูรณะซ่อมแซมในระยะยาว นอกจากนี้ EU และเดนมาร์กยังได้ส่งกองกำลังปฏิบัติการร่วมทั้งทหารและพลเรือนในบอสเนีย โคโซโว อิรัค และอัฟกานิสถาน 3) ซีเรียจะต้องปฏิบัติตามข้อมติที่ 1701 ของ UN กล่าวคือจะต้องไม่ลำเลียงอาวุธให้ฝ่าย Hezbollah และจะต้องกำหนดเขตแดนกับเลบานอน รวมทั้งจะต้องกลับคืนสู่การเจรจาสันติภาพกับอิสราเอล ซึ่ง EU พร้อมที่จะเป็นตัวกลาง (broker) ในการเจรจา

3.2 สถานการณ์ที่ดาร์ฟูร์ในซูดาน

– เดนมาร์กจะดำเนินทุกวิถีทางเพื่อนำสันติภาพและความมั่นคงกลับคืนสู่ดาร์ฟูร์ ขณะนี้เดนมาร์กสนับสนุน North-South Peace Process เป็นจำนวนเงิน 500 ล้านโครนเดนมาร์ก และให้ความช่วยเหลือในด้านมนุษยธรรมเป็นจำนวน 200 ล้านโครนเดนมาร์ก อีกทั้งพร้อมที่จะเข้าร่วมกองกำลังรักษาสันติภาพของ UN ในอนาคต

– UN ได้มีมติตั้งแต่ปีที่แล้วในการที่จะปกป้องประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนในดาร์ฟูร์ และเมื่อเร็วๆนี้ คณะมนตรีความมั่นคงได้มีข้อมติที่ 1706 เรียกร้องให้เสริมสร้างบทบาทของ AU และให้ส่งมอบการปฏิบัติการแก่กองกำลังของ UN ( UNMIS ) ในปลายปีนี้ อย่างไรก็ดี รัฐบาลของซูดานได้ปฏิเสธข้อมติดังกล่าว ดังนั้น การเจรจาหารือ และการดำเนินการด้วยวิถีทางการทูตจึงเป็นเรื่องที่จำเป็นอย่างยิ่ง ในการนี้ เดนมาร์กจึงใคร่ขอความร่วมมือจากประเทศต่างๆในการช่วยโน้มน้าวซูดานด้วย

3.3 สถานการณ์ในบอลข่านต.ต.

– ที่ผ่านมา EU และ NATO ได้แสดงบทบาทหลักในการส่งเสริมสันติภาพและความมั่นคงในบอลข่านต.ต. ทั้งนี้เพื่อที่จะนำประเทศต่างๆในแถบนี้ให้มาใกล้ชิด EU มากขึ้นทั้งในด้านเศรษฐกิจและการเมือง ซึ่งจะนำไปสู่การเป็นสมาชิกของ EU ในอนาคต

– ประเด็นปัญหาที่ EU กำลังจะเผชิญในเร็วๆนี้คือ สถานะของโคโซโว ซึ่งกำลังอยู่ในระหว่างการเจรจาขั้นสุดท้ายเพื่อที่จะให้โคโซโวมีเอกราช และความมั่นคง ทั้งนี้ จะต้องไม่นำไปสู่การเพิ่มความรู้สึกชาตินิยมในเซอร์เบียด้วย ซึ่งเสถียรภาพในเซอร์เบียย่อมเป็นปัจจัยสำคัญต่อเสถียรภาพของบอลข่านต.ต. รวมทั้งความก้าวหน้าของเซอร์เบียด้วย

– เดนมาร์กเห็นว่า EU ควรจะพัฒนาความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมกับเซอร์เบียในอนาคต อาทิ การอำนวยความสะดวกในด้านการตรวจลงตรา และการส่งเสริมการค้าเสรีระหว่าง EU กับประเทศในบอลข่าน

สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงโคเปนเฮเกน

22 กันยายน 2549