สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำสหภาพยุโรป ได้ติดตามความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับนโยบายเกษตรร่วมและมาตรการการควบคุมสินค้าที่มีการดัดแปรพันธุกรรม (Genetically modified organism = GMO) ของสหภาพยุโรป (EU) โดยสำนักงานฯ ขอรายงานสถานการณ์ดังกล่าวเพิ่มเติม ดังนี้

ความเดิม จากปัญหาการตรวจพบการปนเปื้อนข้าว GMO ที่ยังไม่ได้รับอนุญาตจากสหรัฐอเมริกา ทำให้เมื่อปลายเดือนกรกฎาคม 2549 EU ได้ประกาศมาตรการฉุกเฉินเพื่อควบคุมและตรวจสอบการนำเข้าข้าวเมล็ดยาว (long grain rice) จากสหรัฐอเมริกา โดยการนำเข้าสินค้าดังกล่าวจะต้องมีใบรับรองว่าปลอดจากการปนเปื้อนข้าวที่มีการดัดแปลงพันธุกรรมชนิด LL Rice 60 ซึ่งเป็นสินค้าที่ยังไม่ได้รับอนุญาตใน EU

กลุ่มองค์กรพิทักษ์สิ่งแวดล้อมแจ้งพบสินค้าข้าวจีเอ็มโอจากจีน เมื่อต้นเดือน กันยายน 2549 กลุ่มองค์กรพิทักษ์สิ่งแวดล้อมใน EU (ได้แก่ กลุ่ม Greenpeace และกลุ่ม the Friend of the Earth) ได้แจ้งพบผลิตภัณฑ์ข้าว GMO (Cyr1Ac) ที่ไม่ได้รับอนุญาตนำเข้าจากจีนวางขายในท้องตลาด EU ซึ่งเป็นข้าว GMO ที่ผิดกฎหมายและมีความเสี่ยงต่อสุขภาพมนุษย์ กลุ่มองค์กรพิทักษ์ฯ จึงได้เรียกร้องให้ EU ดำเนินการแก้ปัญหาโดยด่วนเพื่อคุ้มครองผู้บริโภค โดยได้เสนอให้มีการทบทวนมาตรการต่างๆ เพื่อทำให้เกิดความแน่ใจว่าจะไม่มีการปนเปื้อนข้าวดังกล่าวในห่วงโซ่อาหารใน EU โดยการปรับปรุงระบบการตรวจสอบควบคุมสำหรับประเทศนำเข้าที่มีความเสี่ยงในการปนเปื้อนสูง การออกใบรับรองปลอด GMO สำหรับสินค้าอาหารที่มาจากประเทศที่มีการเพาะปลูกและผลิตเมล็ดพืช GMO และหากทาง EU ตรวจหรือค้นพบข้อมูลเพิ่มเติม จะต้องประกาศแจ้งให้ประชาชนทราบทันที นอกจากนั้น EU ต้องใช้หลักการ Pollution Pays ซึ่งบริษัทหรือผู้ผลิตสินค้าGMO ต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการตรวจสอบและเรียกเก็บคืนสินค้า GMO ปนเปื้อนที่ผิดกฎหมาย เนื่องจากไม่ควรเป็นภาระของผู้จ่ายภาษีและผู้บริโภคใน EU

มาตรการควบคุมจาก EU คณะกรรมาธิการยุโรปได้ยืนยันเมื่อต้นเดือนตุลาคมนี้ว่า การนำเข้าข้าวจากสหรัฐอเมริกา จะยังคงมีการตรวจสอบควบคุมเข้มทั้งหมดหลังจากที่เนเธอร์แลนด์ได้พบร่องรอยของข้าว LL601 ในเรือบรรทุกจำนวนสองลำที่ได้ผ่านการรับรองว่าปลอด GMO และทาง EU ได้กำหนดมาตรการในการสุ่มและตรวจสอบในประเทศสมาชิกที่มีการนำเข้าข้าว ทั้งนี้ ในการนำเข้าข้าวจากสหรัฐ 200,000 ตัน ที่ส่งผ่านมายังด่าน Rotterdam ได้มีการกักสินค้าไว้เพื่อตรวจสอบ ซึ่งข้าวที่มีผลเป็น negative จะถูกส่งต่อไปยังหน่วยงาน EU ขณะที่ข้าวที่เป็น positive ยังคงเก็บไว้ที่ Rotterdam ซึ่งอาจถูกส่งกลับหรือถูกทำลาย สำหรับในส่วนของการพบข้าวจากจีน ทางคณะกรรมาธิการยุโรปยังไม่ได้แจ้งผลที่ชัดเจน โดยกล่าวว่ายังรอผลจากศูนย์วิจัย the Joint Research Centre (JRC) เพื่อตรวจสอบต่อไป อย่างไรก็ดี คณะกรรมาธิการยุโรปได้ส่งหนังสือไปยังเจ้าหน้าที่ของจีนเพื่อให้มีการควบคุมการส่งออกที่เข้มงวดมากขึ้น ทั้งนี้ ปัญหาดังกล่าว ทำให้ผู้ดำเนินการค้าอาหารใน EU จะต้องควบคุมอาหาร GMO มากขึ้น เนื่องจาก ขณะนี้ยังไม่มีข้าว GMO ชนิดใดที่ได้รับอนุญาตเพื่อการค้า

รายงานการตรวจพบข้าว GMO จากข้อมูลเตือนภัยของ EU จากข้อมูลรายงานการแจ้งเตือนภัยสินค้าเกษตรและอาหาร (ALERT NOTIFICATIONS และ INFORMATION NOTIFICATIONS) เมื่อเดือนกันยายน 2549 EU พบสินค้าข้าว GMO ที่ไม่ได้รับอนุญาต (unauthorised genetically modified Americannatural long grain rice) ณ ด่านนำเข้า (Border control) เท่ากับ 12 รายการ (ทั้งหมดมาจากประเทศสหรัฐอเมริกา) ขณะที่ผลของการตรวจสอบในท้องตลาด (Market control) พบสินค้าข้าวปนเปื้อนหรือสงสัยว่ามีการปนเปื้อนข้าว GMO (possibly contaminated with unauthorised genetically modified rice) รวม 25 รายการ นอกจากนั้น ในการตรวจสอบในท้องตลาด พบสินค้าข้าว GMO ที่มาจากประเทศจีนอีก 7 รายการ (รวมทั้งหมด 44 รายการ) ทั้งนี้ ประเทศสมาชิกที่แจ้งตรวจพบมากที่สุด คือ ประเทศออสเตรีย

ในเรื่องนี้ สำนักงานฯ ขอเรียนข้อสังเกตและข้อเสนอแนะ ดังนี้

จากรายงานการศึกษาทัศนคติของประชากร EU ล่าสุด สรุปได้ว่าในภาพรวมแนวโน้มของประชากรส่วนใหญ่ใน EU ยังไม่สนับสนุนการบริโภคสินค้า GMO และผู้บริโภคมีความอ่อนไหวต่อเรื่อง GMO ค่อนข้างมาก (ซึ่งต่างจากผู้บริโภคในสหรัฐอเมริกา) ขณะเดียวกันกลุ่มต่อต้าน GMO (กลุ่มพิทักษ์สิ่งแวดล้อม) พยายามชี้ถึงผลเสียที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม การทำลายระบบนิเวศน์ และโอกาสเสี่ยงต่อสุขภาพ ข่าวการปนเปื้อนข้าว GMO ทำให้กลุ่มดังกล่าว ได้โอกาสและชี้ให้เห็นว่า ภาคอุตสาหกรรม เทคโนโลยีชีวภาพไม่สามารถควบคุมพืชการปนเปื้อน GMO ได้

แม้ว่าองค์การการค้าโลก (WTO) ได้ตัดสินว่าการห้ามสินค้า GMO บางชนิดในหลายประเทศสมาชิก EU เช่น ออสเตรีย เบลเยียม เยอรมนี ฝรั่งเศส และอิตาลี เมื่อปี 2546 ไม่สอดคล้องกับข้อบังคับของ WTO (แต่คาดว่าแรงกดดันจาก WTO จะไม่มีผลกระทบมากนักต่อกระบวนการอนุญาตสินค้า GMO ของ EU) อย่างไรก็ดี ขณะนี้ กรรมาธิการยุโรปได้พยายามยกเลิกการสั่งห้ามนำเข้าข้าวโพด GMO ที่ได้รับอนุญาตแล้วในบางประเทศสมาชิก แต่จากการประชุมสภาสิ่งแวดล้อมเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา รัฐมนตรีในประเทศต่างๆ ลงคะแนนเสียงอย่างท่วมท้นที่จะยังคงดำเนินมาตรการห้ามนำเข้าต่อไป (ซึ่งจะมีการประชุมอีกครั้ง) แสดงให้เห็นว่า ในระดับประเทศสมาชิกต่างๆ ยังคงมีกระแสต่อต้านสินค้า GMO ค่อนข้างมาก แม้ว่าจะเป็นชนิดที่ได้รับอนุญาตแล้วก็ตาม

จากบทวิเคราะห์เรื่อง “GM rice, food safety and a huge marketing failure” ชี้ว่า แม้ขณะนี้ ทาง EU จะให้การสนับสนุนในเรื่องของ GMO มากขึ้น แต่ข่าวการตรวจพบการปนเปื้อน GMO ที่ไม่ได้รับอนุญาตจะส่งผลลบต่อภาพพจน์ของภาคอุตสาหกรรมเทคโนโลยีชีวภาพมากยิ่งขึ้น โดยภาพรวม ผู้บริโภคใน EU ยังไม่มีความมั่นใจต่อความปลอดภัยของสินค้า GMO และภาคอุตสาหกรรมยังไม่สามารถโน้มน้าวความคิดของผู้บริโภค EU ได้ (เนื่องจากผู้บริโภคยังไม่เห็นประโยชน์ที่ชัดเจน ซึ่งประโยชน์ของเทคโนโลยี GMO อยู่เพียงในระดับของเกษตรกรและผู้ผลิตเมล็ดพืช และแม้ว่าจะทำให้เกิดราคาที่ต่ำกว่า แต่ประโยชน์ดังกล่าวไม่ได้มีผลกระทบต่อการเลือกซื้อของผู้บริโภคในยุโรป) ปัญหาการปนเปื้อนดังกล่าว จะส่งผลกระทบต่อความไม่มั่นใจในสินค้า GMO ใน EU มากขึ้น เมื่อรวมกับปัญหาสินค้าข้าวโพดที่ถูกต่อต้านในยุโรป และกฎหมายของ EU ที่ไม่ได้สนับสนุน GMO มากนัก อาจส่งผลกระทบที่ร้ายแรงและทำให้เกิดความล้มเหลวในการค้าของภาคอุตสาหกรรมเทคโนโลยีชีวภาพของสหรัฐอเมริกาได้

ปัญหาในเรื่องการปนเปื้อนสินค้า GMO ใน EU และการกำหนดมาตรการในการควบคุมจะมีมากขึ้นในอนาคต และแม้ว่าในขณะนี้ทาง EU ยังไม่ได้มีการกำหนดกฎหมายและแนวทางในการตรวจสอบ GMO อย่างเป็นระบบ (เช่น แนวทางสำหรับประเทศสมาชิกในการสุ่มตรวจสอบจากการนำเข้าของเรือขนส่ง) แต่แรงกดดันและการต่อต้าน GMO ในระดับประเทศสมาชิก และกลุ่มองค์กรต่างๆ ที่กระตุ้นในเรื่องความปลอดภัยของผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม คาดว่าจะทำให้ EU จะต้องหาทางวางมาตรการควบคุมและการตรวจสอบต่างๆ ที่เป็นระบบที่เข้มงวดมากขึ้นในอนาคตต่อไป

การตรวจพบการปนเปื้อนสินค้าข้าวหรือผลิตภัณฑ์ข้าวที่มาจากจีน (ซึ่งสัปดาห์แรกของเดือนตุลาคม ทาง EU แจ้งพบสินค้าเส้นก๋วยเตี๋ยวที่ทำจากข้าว GMO อีก 1 รายการ ) อาจทำให้ EU หันมาเข้มงวดกับการสุ่มตรวจข้าวและผลิตภัณฑ์ที่ทำจากข้าวซึ่งนำเข้าจากประเทศต่างๆ มากขึ้น ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับภาพลักษณ์ของประเทศหรือความเสี่ยงของการเพาะปลูกพืช GMO และการสร้างมาตรการในการควบคุมที่เชื่อถือได้ของประเทศนำเข้านั้นๆ ด้วย

สำหรับในส่วนของการส่งออกสินค้าเกษตร-อาหารไทยมายัง EU ควรมีระบบการป้องกันการปนเปื้อนสินค้า GMO เป็นเรื่องที่สำคัญ ทั้งนี้ เมื่อมีการปนเปื้อนแล้ว เป็นเรื่องยุ่งยากและเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายจำนวนมากในการเรียกเก็บคืนสินค้าจากท้องตลาด รวมถึงปัญหาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น ระบบและวิธีการตรวจสอบทางด้านเทคนิคของประเทศส่งออกและนำเข้าที่แตกต่างกัน (กรณีข้าว การตรวจสอบของ EU ยังมีความแตกต่างจาก US) ดังนั้น กรมวิชาการเกษตร และกรมการข้าว ควรได้มีการควบคุมตรวจสอบการนำเข้าสินค้า GMO ในไทยอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันปัญหาหรืออุปสรรคที่อาจเกิดขึ้นในการส่งออกสินค้าที่เกี่ยวข้องมายัง EU ต่อไป