นาย Jean-Claude Juncker นายกรัฐมนตรีลักเซมเบิร์กและประธานกลุ่ม Eurogroup ได้กล่าวคำบรรยายในเรื่องอนาคตของยูโรโซน เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2549 โดยระบุว่าประเด็นสำคัญของการรักษาเสถียรภาพของยูโรโซนคือการปฏิบัติตาม Stability and Growth Pact หรือ SGP โดยเฉพาะข้อกำหนดเรื่องดุลงบประมาณ ซึ่งหลายประเทศในยุโรปยังขาดดุลงบประมาณในระดับสูง กลุ่มยูโรโซนควรมีบทบาทเพิ่มขึ้นในเวทีประเทศ และการรับสมาชิกใหม่เข้ากลุ่มยูโรโซนขึ้นอยู่กับประเทศนั้นสามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขได้หรือไม่

การบรรยายของนาย Juncker สรุปสาระสำคัญได้ดังนี้

1. Eurogroup เน้นประเด็นด้านเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น

– นับตั้งแต่มีการจัดตั้ง Eurogroup* และสลับหมุนเวียนประธานกลุ่มทุกๆ 2 ปี สมาชิกกลุ่มได้ขยายขอบเขตการหารือไปสู่ประเด็นด้านเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น โดยประเด็นหลักได้แก่ การเฝ้าระวังดุลงบประมาณและการจัดทำแนวทางให้แก่สมาชิกกลุ่มในเรื่องนโยบายการเงินยังเป็นเรื่องที่ต้องให้สำคัญต่อไป

(*Eurogroup เป็นการประชุมอย่างไม่เป็นทางการของประเทศที่ใช้เงินสกุลยูโร โดยปกติจะมีการประชุมก่อนหน้าการประชุมรัฐมนตรีคลังของประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป หรือ Ecofin ซึ่งมีการประชุมเดือนละหนึ่งครั้ง)

– การปฏิรูป Stability and Growth Pact (SGP)* เมื่อเดือนมีนาคม 2548 เป็นการรับประกันการบริหารนโยบายการเงินที่ดีและความเข้าใจปัจจัยทางด้านเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น ซึ่งเป็นหลักการสำคัญในการพิจารณานโยบายด้านการเงินของธนาคารกลางแห่งยุโรป (European Central Bank หรือ ECB) ทั้งนี้ ในช่วงปี 2548 สมาชิกกลุ่มให้ความสำคัญมากขึ้นกับมาตรการป้องกันปัญหาซึ่งบังคับให้รัฐบาลประเทศสมาชิกดำเนินนโยบายการเงินที่ถูกต้อง รวมทั้งการลดปริมาณหนี้สาธารณะในขณะที่เศรษฐกิจอยู่ในช่วงขาขึ้น ซึ่งเป็นแนวทางที่แตกต่างจากทศวรรษ 1990 ซึ่งรัฐบาลมีแนวโน้มที่จะใช้จ่ายเงินมากในช่วงที่เศรษฐกิจดีเพื่อเป็นการดึงดูดคะแนนเสียงจากประชาชน

(*SGP มีจุดประสงค์เพื่อรักษาเสถียรภาพการคลังของกลุ่มยูโรโซนในระยาว โดยมีหลักการสำคัญ 2 ประการ คือ การรักษาการขาดดุลงบประมาณไม่ให้เกิน 3% ของ GDP และอัตราหนี้ต่อ GDP (debt-to-GDP ratio) ไม่ควรเกิน 60%)

2. การขาดดุลงบประมาณ

ในเร็วๆ นี้ Eurogroup จะให้ความสำคัญมากขึ้นกับปัญหาการขาดดุลงบประมาณเกิน SGP ที่บางประเทศประสบอยู่ เช่น ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี กรีซ และโปรตุเกส ทั้งนี้ การควบคุมดุลงบประมาณของประเทศหนึ่งมีผลกระทบต่อการดำเนินนโยบายของอีกประเทศหนึ่งในกลุ่มยูโรโซนด้วย เช่น หากประเทศหนึ่งมีอัตราการขาดดุลงบประมาณเพียง 1.5% ของ GDP ในขณะที่อีกประเทศหนึ่งมีอัตรา 6.2% ทำให้การรักษาเสถียรภาพการคลังของกลุ่มเป็นไปได้ยาก ทั้งนี้ สมาชิกกลุ่มต่างมีการตรวจตราซึ่งกันและกัน นอกจากนี้ Eurogroup ยังให้ความสำคัญต่อการประมาณการทางเศรษฐกิจของรัฐบาลประเทศสมาชิกเมื่อมีการเตรียมแผนงานเพื่อพัฒนานโยบายการคลังในอนาคต เช่น การประเมินอัตราเงินเฟ้อ สัดส่วนหนี้ต่อ GDP อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ เป็นต้น

3. เตรียมการสำหรับอนาคต

– กลุ่มยูโรโซนจะพิจารณานโยบายการคลังเพื่อรองรับประชากรสูงอายุที่เพิ่มมากขึ้นรวมทั้งการใช้จ่ายในระบบประกันสังคมซึ่งต้องใช้งบประมาณเพิ่มมากขึ้น โดยต้องมีการหารือและปฏิรูปโครงสร้างอย่างมีประสิทธิภาพต่อไป ซึ่งรัฐบาลของประเทศสมาชิกต่างทราบว่าการปฏิรูปควรทำอย่างไรแต่การปฏิรูปทำให้เกิดความเสี่ยงในการเลือกตั้งเช่นกัน

– การหารือในเรื่องอัตราเงินเฟ้อ ทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับการตั้งดัชนีการเพิ่มเงินเดือน (indexation of salaries) และผลกระทบต่อภาะเงินเฟ้อ ซึ่งนาย Juncker ไม่เห็นด้วยกับความเห็นจากคณะกรรมาธิการยุโรปและ ECB ว่า การตั้งดัชนีการเพิ่มเงินเดือนโดยอัตโนมัติซึ่งในปัจจุบันลักเซมเบิร์กและเบลเยียมใช้อยู่นั้นเป็นการลดขีดความสามารถในการแข่งขัน

– ภาวะความไม่สมดุลของเศรษฐกิจโลก เมื่อเร็วๆ นี้ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้จัดทำแบบทดลองการเฝ้าระวังด้านการเงินระหว่างประเทศ ซึ่งมีกลุ่มสกุลเงินใหญ่ประกอบด้วย สหรัฐฯ จีน ยูโรโซน และซาอุดิอาระเบีย ซึ่งเป็นครั้งแรกที่กลุ่มยูโรโซนได้รับการยอมรับในฐานะสกุลเงินหลัก

– สิทธิการโหวตใน IMF นาย Juncker มีความเห็นว่าการจัดสรรให้กลุ่มยูโรโซนมีสิทธิการโหวตร่วมกันเป็นหนึ่งเดียวใน IMF มีความเป็นไปได้น้อยลงกว่าที่เคยคิดในสมัยก่อนที่จะเริ่มมีการใช้เงินสกุลยูโร แม้ว่าจะยังมีการหารือในเรื่องนี้แต่ยังมีความคิดเห็นที่แตกต่างระหว่างประเทศสมาชิก

– การรับสมาชิกใหม่สำหรับกลุ่มยูโรโซน การรับสมาชิกใหม่ขึ้นอยู่กับว่าประเทศสมาชิกใหม่ของสหภาพยุโรปสามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขในการใช้เงินสกุลยูโร โดยรักษาภาวะการคลังที่ระบุใน Convergence criteria ได้หรือไม่ ซึ่งรวมถึงการรักษาระดับอัตราเงินเฟ้อ การรักษาดุลงบประมาณ ซึ่งประเทศสมาชิกใหม่ไม่ควรรีบเร่งเข้ากลุ่มยูโรโซน ยกเว้นว่ามีความพร้อมและสามารปฏิบัติตามเงื่อนไขการรักษาระเบียบการคลังที่ดีได้อย่างยั่งยืน

4. ข้อสังเกต

1. Eurogroup เป็นการประชุมไม่เป็นทางการที่ยังไม่เป็นที่รู้จักในวงกว้างมากนัก เมื่อเทียบกับการประชุมรัฐมนตรีคลัง (Ecofin) ซึ่งมีการพิจารณาและตัดสินใจเรื่องที่แต่ละประเทศสมาชิก EU มีข้อผูกมัดที่จะต้องนำไปปรับใช้ในนโยบายการเงินและการคลัง

2. การส่งเสริมความเข้มแข็งของกลุ่มยูโรโซนมิใช่อยู่ที่การรักษาวินัยการเงินการคลังของประเทศสมาชิกตาม SGP เท่านั้น แต่ยังรวมถึงความร่วมมือด้านการเงินแบบอื่นๆ ด้วย เช่น การจัดทำระบบชำระเงินในยุโรปผ่านธนาคารให้เป็นระบบเดียวกัน (Single Euro Payments Area หรือ SEPA) เพื่อทำให้การใช้เงินสกุลยูโรมีลักษณะเป็นตลาดเงินเดียวกันอย่างแท้จริง