สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงลิสบอนได้รายงานสถานการณ์ต่างๆ เกี่ยวกับเศรษฐกิจของโปรตุเกส ทั้งในบริบทของประเทศและที่เกี่ยวเนื่องกับภูมิภาค รวมทั้งแง่มุมในด้านจิตวิทยาสังคมของชาวโปรตุเกสอีกด้วย ดังนี้


1. การปฏิรูปเศรษฐกิจ
นโยบายการปฏิรูปเศรษฐกิจของโปรตุเกสดำเนินไปอย่างต่อเนื่องและดูจะประสบผลให้ทางบวกบ้างแล้ว เมื่อราวต้นเดือนตุลาคม 2549 นายโจเซ่ โสคราตีส นายกรัฐมนตรีโปรตุเกสได้แถลงร่างรัฐบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2550 สรุปได้ว่า รัฐบาลโปรตุเกสได้พยายามลดการขาดดุลงบประมาณลงด้วยนโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจและการเงิน ในปี พ.ศ.2549 รัฐบาลได้ตัดรายจ่ายภาครัฐลง 1.6%ของ GDP ส่งผลให้สัดส่วนของภาครัฐใน GDP ลดลงเหลือ 43.4 % และในปี พ.ศ.2550 จะตัดรายจ่ายลง 1% ของ GDP และจะทำให้สัดส่วนของภาครัฐใน GDP ลดลงเหลือเพียง 42.4 % ทั้งนี้เป็นการลดลงของรายจ่ายภาครัฐอย่างมากที่สุดในกว่าสามสิบปีที่ผ่านมา นายโสคราตีสกล่าวด้วยว่า โปรตุเกสได้เปลี่ยนจากประเทศที่ไม่ได้ปฏิรูปมานานมาเป็นประเทศที่ปฏิรูปอย่างแข็งขันเป็นอันดับแรกๆในยุโรป และคาดว่าจากมาตรการปฏิรูปต่างๆ จะทำให้โปรตุเกสขาดดุลงบประมาณเพียง 4.6% ของ GDP ในปี พ.ศ. 2549 และลดลงเหลือ 3.7% ของ GDP ในปี พ.ศ. 2550 ซึ่งจะเป็นแนวโน้มที่จะสามารถบรรลุผลการลดระดับการขาดดุลลงต่ำกว่า 3% ตามเกณฑ์ของสหภาพยุโรปในปี พ.ศ. 2551 และกล่าวด้วยว่ามาตรการที่เข้มงวดต่างๆ ได้สร้างความมั่นใจให้สู่ระบบเศรษฐกิจของชาติซึ่งจะส่งผลให้การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในปี 2549 สูงถึง 1.4% และในปี 2550 จะถึง 1.8%

สำหรับมาตรการอื่นๆ ในร่างงบประมาณปี 2550 ได้แก่การจำกัดการขึ้นเงินเดือนเจ้าหน้าที่ของรัฐไว้เพียง 1.5% ในขณะที่อัตราเงินเฟ้อคาดว่าจะถึง 2.1% ตัดรายจ่ายด้านค่าจ้างและเงินเดือนของเจ้าหน้าที่ภาครัฐทั้งหมดลง 5.1% ทั้งนี้ค่าจ้างและเงินเดือนของเจ้าหน้าที่รัฐทั้งหมด 734,000 คน คิดเป็น 85% ของรายจ่ายภาครัฐทั้งหมด ถึงแม้จะตัดรายจ่ายด้านต่างๆมาก แต่รัฐบาลจะเพิ่มรายจ่ายในการพัฒนาวิทยาศาสตร์และการศึกษา โดยงบประมาณด้านการวิจัยและพัฒนาจะเพิ่มขึ้น 64% ในปี 2550

ตัวอย่างที่แสดงให้เห็นถึงนโยบายมุ่งมั่นพัฒนาด้านการวิจัยและการศึกษาได้แก่ เมื่อราวกลางเดือนตุลาคม 2549 กระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและอุดมศึกษาของโปรตุเกส ร่วมกับสถาบันเทคโนโลยีแห่งแม็ตสาจูเสทส์ (MIT) ประกาศแผนความร่วมมือระยะยาวในการพัฒนาด้านการวิจัยและการศึกษาด้านวิศวกรรมศาสตร์และการจัดการในมหาวิยาลัยชั้นนำทั่วโปรตุเกส โครงการนี้จะดำเนินการวิจัยและการศึกษาในวิชาที่มีความสำคัญมากสำหรับทั้งโปรตุเกส และ MIT อาทิ การออกแบบทางวิศวกรรม และการผลิตชั้นสูง โครงการนี้จะสร้างหลักสูตรระดับปริญญาโทและปริญญาเอกในคณะวิศวกรรมศาสตร์ของโปรตุเกสจำนวนมาก เพื่อสร้างผู้นำทางธุรกิจรุ่นใหม่ให้มีความรู้ในด้านการออกแบบ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ และความเป็นผู้นำทางเทคโนโลยี

2. การลงทุนจากต่างประเทศ
ผลจากของการปฏิรูปทางเศรษฐกิจ ซึ่งสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนต่างประเทศมากขึ้นเรื่อยๆ เงินลงทุนจากต่างประเทศจึงไหลเข้าโปรตุเกสอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด เมื่อกลางเดือนตุลาคม 2549 บริษัทเฟอร์นิเจอร์ IKEA ของสวีเด็น ซึ่งได้เข้ามาก่อตั้งบริษัทในโปรตุเกสได้ระยะหนึ่งแล้ว ได้ประกาศร่วมกับรัฐบาลโปรตุเกสถึงแผนการลงทุนในโปรตุเกสเพิ่มอีก 660 ล้านยูโรภายในปี พ.ศ. 2558 โดยในแผนการลงทุนระยะยาวนี้จะรวมถึงการสร้างโรงงาน 3 แห่งใกล้เมือง Pacos de Ferreira ซึ่งเป็นเมืองอุตสาหกรรม ตั้งอยู่ห่างจากกรุงลิสบอนไปทางเหนือราว 300 กิโลเมตร มูลค่า 135 ล้านยูโร การลงทุนทั้งหมดตามแผนดังกล่าวคาดว่าจะสร้างงานมากกว่า 2,000 ตำแหน่ง ในตอนเหนือของประเทศ ซึ่งอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์และสิ่งทอกำลังลดกำลังผลิตและปลดพนักงานจำนวนมาก

นายมานูเอล ปินยู (Manuel Pinho) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจและนวัตกรรมกล่าวว่าแผนการลงทุนเพิ่มมูลค่ามหาศาลของ IKEA ในครั้งนี้เป็นสัญลักษณ์บ่งบอกถึงความมั่นใจของนักลงทุนต่างชาติในเศรษฐกิจของโปรตุเกส ซึ่งในระยะ 5 ปีที่ผ่านมาได้ถดถอยลงไปตกต่ำกว่าประเทศยุโรปอื่นๆ เนื่องจากประสิทธิภาพการผลิตที่ตกต่ำและการปฏิบัติด้านแรงงานที่ล้าสมัย (คงหมายรวมถึงกฎหมายแรงงานที่ล้าสมัยด้วย) แต่ด้วยความมุ่งมั่นในการปฏิรูปด้านแรงงาน ที่อาจจะสร้างความเจ็บปวดให้คนงานโปรตุเกส และก่อการนัดหยุดงานอยู่เนืองๆ แต่ได้ส่งผลดีในระยะยาวต่อเศรษฐกิจของประเทศและมาตรฐานการครองชีพของประชาชาชน

3. ผลการสำรวจความคิดเห็นด้านต่างๆ
เป็นที่พูดกันอย่างมากว่าตั้งแต่โปรุตเกสเข้าร่วมสหภาพยุโรปในปี 2529 และโดยเฉพาะอย่างยิ่งตั้งแต่เริ่มใช้เงินยูโรในปี 2545 เป็นต้นมา ความเป็นอยู่ของประชาชนเริ่มลำบากยากแค้น ค่าครองชีพถีบตัวสูงขึ้น ในขณะที่ค่าจ้างแรงงาน หรือเงินเดือนพนักงานขึ้นตามไม่ทัน นอกจากนั้น ยังมีการควบรวมกิจการและการขยายกิจการสาธารณูปโภคของวิสาหกิจขนาดใหญ่เข้ามาในโปรตุเกส โดยเฉพาะจากสเปนซึ่งประสบผลสำเร็จในการพัฒนาเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างรวดเร็วในระยะ 5 ปีที่ผ่านมา ส่งผลให้บรรดา
คนโปรตุเกสรวมทั้งนักธุรกิจระดับสูง นักการเมืองบางกลุ่ม และประชานทั่วไปมีความรู้สึกว่าประเทศของตนกำลังถูกกลืนเข้ากับสหภาพยุโรป โดยเฉพาะกับสเปน และก็มีอีกหลายกลุ่มที่มีความเห็นว่า หากโปรตุเกสยอมเสียความเป็นประเทศและเข้าร่วมกับสเปนเสียเลยก็อาจจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจของโปรตุเกสเองและมาตรฐานการครองชีพของคนโปรตุเกสก็จะสูงขึ้นกว่าเดิม

เกี่ยวกับเรื่องนี้ เมื่อราวปลายเดือนกันยายน 2549 สำนักสำรวจความเห็น Sol ได้ลงพิมพ์ผลการสำรวจความเห็นของชาวโปรตุเกสเกี่ยวกับการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป สรุปได้ว่า 45.5% ของผู้ตอบแบบสอบถามเห็นว่าโปรตุเกสเสียประโยชน์ หรือมิฉะนั้นก็ไม่ได้อะไรเลยจากการเข้าเป็นสมาชิก EU และ 23.9% เห็นว่าโปรตุเกสสูญเสียอธิปไตย และจะถูกกลืนเข้าสู่สหภาพยุโรปในที่สุด และคนจำนวนมากเห็นว่าตั้งแต่เข้าเป็นสมาชิก EU ในเวลา 20 ปีที่ผ่านมา โปรตุเกสเสื่อมถอยในหลายๆ ด้าน โดยเกือบสามในสี่ (71.6%) เห็นว่าสภาวะภาคเกษตรกรรมของชาติเสื่อมถอยลงเรื่อยมา 58.4 % เห็นว่า ภาคอุตสาหกรรมของประเทศก็ทรุดโทรมลง 50.9 % ของผู้ตอบแบบสอบถามระบุว่าภาคการศึกษาย่ำแย่ลง และ 64.8 % เห็นว่าโปรตุเกสต้องพึงพาประเทศภายนอกมากขึ้นกว่าช่วงก่อนการเข้าร่วมกับ EU

ในเรื่องเกี่ยวกับการรวมกับสเปน นั้น 27.7% ของผู้ถูกสำรวจเห็นว่าโปรตุเกสควรรวมกับสเปน ซึ่ง 96.5% ของจำนวนดังกล่าวเห็นว่า โปรตุเกสจะพัฒนาได้รวดเร็วยิ่งขึ้นหากรวมกับสเปน แต่อย่างไรก็ตาม 23.5 ของผู้ปรารถนาการรวมประเทศทั้งสอง เห็นว่าคนโปรตุเกสจะถูกลดชั้นวรรณะลงในประเทศใหม่

ที่น่าสนใจเรื่องหนึ่งคือ ถึงแม้โปรตุเกสจะเลิกระบบกษัตริย์ไปเกือบศตวรรษมาแล้วก็ตาม 23.9% ของผู้ที่สนับสนุนการรวมชาติทั้งสองเห็นว่าประเทศใหม่ควรมีระบบการปกครองแบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข