ด้วยเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2549 สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำสหภาพยุโรปได้เข้าร่วมประชุมอภิปราย “17th Symposium on the Tropical Animal Health and Production“ ภายใต้หัวข้อ “Pandemic of influenza in birds and its control“ ซึ่งจัดขึ้นโดย Faculty of Veterinary Medicine, Utrecht University ประเทศเนเธอร์แลนด์ เนื้อหาครอบคลุมเกี่ยวกับการระบาดของโรคไข้หวัดนก รวมทั้งบทบาท หน้าที่ และผลกระทบอันเกิดขึ้นกับประเทศที่เกี่ยวข้อง

1. สถานการณ์ทั่วไปของการระบาดของไข้หวัดนก :

1.1 ดร. Christianne Bruschke ผู้แทนจาก World Organisation for Animal Health
(OIE) กล่าวถึงการระบาดของโรคไข้หวัดนกว่า ตั้งแต่ปลายปี 2004 การระบาดได้เกิดขึ้นจากกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเข้าสู่เอเชียตอนกลาง ยุโรปตะวันออก ยุโรปตะวันตก และอาฟริกา โดยเชื่อว่า นกอพยพและกลุ่มผู้ค้านกทั้งที่ถูกกฎหมายและทั้งที่ลักลอบการนำเข้าเป็นที่มาของการแพร่ระบาดของโรคร้ายดังกล่าว

1.2 OIE ในฐานะองค์กรระหว่างประเทศ จัดตั้งขึ้นเมื่อปี 1924 มีสมาชิก 167 ประเทศ
ได้มีบทบาทสำคัญต่อการควบคุมวิกฤตการระบาดของไข้หวัดนกที่เกิดขึ้น และร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับ Food and Agricultural Organisation (FAO) และ World Health Organisation (WHO) โดยมีแนวทางหลักในการแก้ไขปัญหาไข้หวัดนก ดังนี้

1.2.1 early warning

1.2.2 early detection

1.2.3 rapid and transparent notification

1.2.4 rapid response

รวมทั้งได้กล่าวถึงการสนับสนุนให้ประเทศที่มีการระบาดของโรคไข้หวัดนกกำหนดเขตพื้นที่ปลอดไข้หวัดนก (HPAI Free zone = compartment) โดยใช้ระบบ biosecurity system เป็นตัวควบคุม

2. การแพร่ระบาดของเชื้อไข้หวัดนกในประเทศไทย :

2.1 นายธนวรรษ เทียนสิน สัตวแพทย์ 7 กรมปศุสัตว์ ปัจจุบันกำลังศึกษาอยู่ที่คณะสัตว
แพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัย Utrecht ประเทศเนเธอร์แลนด์ เป็นผู้บรรยายวิวัฒนาการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดนกในประเทศไทย

2.2 การระบาดของไข้หวัดนกในประเทศไทยเริ่มขึ้นตั้งแต่ปี 2004 โดยพบการระบาดครั้งแรกในไก่บ้าน (backyard chickens) และเป็ด โดยการระบาดครอบคลุมทางภาคกลาง (43%) ภาคเหนือทางตอนใต้ (37%) และทางภาคตะวันออก (9%) ตราบจนปัจจุบันก่อให้เกิดผู้เสียชีวิตแล้ว 14 รายจากจำนวนผู้ป่วยด้วยโรคไข้หวัดนกรวม 22 ราย รวมทั้งมีการติดเชื้อในสัตว์ที่เลี้ยงลูกด้วยนม อาทิ แมว สุนัข เสือโคร่ง เสือดาว โดยประเทศไทยได้มีการทำลายสัตว์ปีกที่ติดเชื้อลงแล้วทั้งสิ้น 62 ล้านตัว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ออกมาตรการเฝ้าระวังไข้หวัดนกแห่งชาติ (national active surveillance program) ชื่อว่า “X-ray survey“ เพื่อตรวจสอบการติดเชื้อไข้หวัดนกในสัตว์ปีกของไทย รวมทั้งการควบคุมให้มีการใช้ระบบ biosecurity ในฟาร์มเลี้ยงสัตว์ปีก ด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ดี ขณะนี้ยังไม่มีการปรับใช้วัคซีนเพื่อป้องกันการระบาดของโรคไข้หวัดนกในประเทศไทย

3. สถานการณ์การระบาดของโรคไข้หวัดนกในอาฟริกาใต้ :

3.1 Dr. Shahn Bisschop คณะสัตว์แพทย์ มหาวิทยาลัย Pretoria อาฟริกาใต้ เป็นผู้บรรยายสถานการณ์การระบาดของโรคไข้หวัดนกในอาฟริกาใต้

3.2 อาฟริกาใต้ยังมิเคยมีการระบาดของโรคไข้หวัดนกสายพันธุ์รุนแรงสูง (H5N1) หากตรวจพบการระบาดของโรคไข้หวัดนกสายพันธุ์รุนแรงต่ำ (LPAI) มาตั้งแต่ปี 1999 ในนกกระจอกเทศ รวมทั้งตรวจพบในนกป่า หากในปี 2001 อาฟริกาใต้ตรวจพบเชื้อไข้หวัดนกสายพันธุ์รุนแรงต่ำ H6N2 ในฝูงไก่เลี้ยงเพื่อการค้า หากการระบาดของไข้หวัดนกที่มีความรุนแรงที่สุดในอาฟริกาใต้ คือ การระบาดของเชื้อไข้หวัดนกสายพันธุ์ H5N2 ในฝูงนกกระจอกเทศในเขต Eastern Cape เมื่อปี 2004 และเคยตรวจพบการระบาดของโรคไข้หวัดนกครั้งแรก (H6N2) ในฝูงไก่ เมื่อเดือนมิถุนายน 2002

4. บทบาทของเป็ดไล่ทุ่งต่อการแพร่ระบาดของเชื้อไข้หวัดนกสายพันธุ์รุนแรงสูง H5N1 :

4.1 นายสัตวแพทย์ ดร. ทวีศักดิ์ ส่งเสริม รองศาสตราจารย์ภาควิชาพยาธิวิทยา คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน จ. นครปฐม เป็นผู้บรรยายบทบาทของเป็ดไล่ทุ่งต่อการแพร่ระบาดของเชื้อไข้หวัดนกสายพันธุ์รุนแรงสูง H5N1

4.2 ในช่วงที่ประเทศไทยมีการระบาดของเชื้อไข้หวัดนกสายพันธุ์รุนแรงสูงนั้น เป็ดไล่ทุ่ง (free-grazing ducks) ยังคงเป็นตัวแปรสำคัญในการควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อไข้หวัดนกดังกล่าว เนื่องจากเป็นกลุ่มสัตว์ปีกที่มีความเสี่ยงสูงสุดในการติดเชื้อ รวมทั้งเป็นตัวกลางที่สามารถกักซ่อนโรค โดยไม่แสดงอาการป่วย (reservoir) และเป็นพาหะ (transmitter) ของเชื้อไวรัส สามารถถ่ายทอดเชื้อไปยังกลุ่ม นกพื้นบ้าน อาทิ นกพิราบ นกขุนทอง นกยาง นกกิ้งโครง และนกเกาะคอนบ้าน เนื่องจากนกพื้นบ้านดังกล่าวใช้ชีวิตการเป็นอยู่ร่วมกับเป็ดไล่ทุ่ง (กินซากรำข้าวในท้องนาเดียวกัน) ซึ่งกลุ่มนกพื้นบ้านดังกล่าวสามารถนำเชื้อไปแพร่ยังฝูงสัตว์ปีกพื้นบ้านที่มีการเลี้ยงไว้นอกเรือนได้อีกทอดหนึ่งด้วย

5. บทบาทของนกป่าและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมต่อการระบาดของโรคไข้หวัดนก :

5.1 Dr. Ab Osterhaus และ Dr. Ron Fouchier จาก Department of Virology มหาวิทยาลัย Erasmus ประเทศเนเธอร์แลนด์ เป็นผู้บรรยายบทบาทของนกป่าและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมต่อการระบาดของโรคไข้หวัดนก

5.2 นกป่าถือเป็นตัวกลางทางธรรมชาติที่สามารถกักซ่อนโรค โดยไม่แสดงอาการป่วย (natural reservoir) เนื่องจากเป็นสัตว์ที่มีภูมิต้านทานโรคสูงในตัว สามารถแปรเชื้อไข้หวัดนกจากสายพันธุ์รุนแรงต่ำไปสู่สายพันธุ์รุนแรงสูงได้ สำหรับในส่วนของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมนั้น (แมว ชะมด นาก) เป็นสัตว์กลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงที่จะได้รับการติดเชื้อรองลงมาจากสัตว์ปีก

6. ปฎิกิริยาธรรมชาติในการติดเชื้อของไข้หวัดนก (Innate immune response to infection with Avian Influenza virus in birds) :

6.1 Dr. Lonneke Vervelde จาก Department of Infectious Diseases and Immunology มหาวิทยาลัย Utrecht ประเทศเนเธอร์แลนด์ เป็นผู้บรรยายปฎิกิริยาธรรมชาติในการติดเชื้อของไข้หวัดนก

6.2 ไวรัสเชื้อไข้หวัดนกประกอบด้วยไวรัส negative-stranded RNA viruses ซึ่งอยู่ในกลุ่มไวรัส Orthomyxoviridae สามารถก่อให้เกิดอาการผิดปกติของระบบทางเดินหายใจและการติดเชื้อตามระบบ รวมทั้งข้ออักเสบและสมองอักเสบ เป็นสาเหตุให้เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจอย่างมากต่ออุตสาหกรรมการเลี้ยงสัตว์ปีก จึงมีความพยายามในการควบคุมและป้องกันโรค การวินิจฉัยการติดเชื้อ มักอาศัยอาการทางคลินิก (clinical symptom) ซึ่งไม่เฉพาะเจาะจงกับโรค ร่วมกับการแยกเชื้อแบคทีเรียและร่วมกับการใช้วิธีตรวจสอบทางซีรั่มวิทยา แต่ตัวเชื้อยังมีโอกาสหลุดรอดจากการวินิจฉัยได้ การรักษาโรคค่อนข้างมีความซับซ้อน เนื่องจากเชื้อแบคทีเรียชนิดนี้มีความสามารถในการต้านทานยาปฎิชีวนะได้อย่างกว้างขวาง แม้มีการพัฒนาวัคซีนชนิดต่างๆ ขึ้นมาก็พบว่ามีความสามารถในการป้องกันโรคได้อย่างจำกัดเฉพาะซีโรไทป์ การศึกษาในปัจจุบันก่อให้เกิดความเข้าใจในการก่อให้เกิดการติดเชื้อ เนื่องด้วยเชื่อว่า ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่เข้าถึงกลไกของการติดเชื้อ จะเป็นพื้นฐานที่สำคัญที่สุดในการพัฒนาวัตกรรมของกลวิธีในการป้องกันและควบคุมโรคได้ในระยะยาว

7. ผลจากการใช้วัคซีนต่อการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดนก :

7.1 Dr. Jeanet van der Goot จาก Central Institute for Animal Disease Control เมือง Lelystad ประเทศเนเธอร์แลนด์

7.2 ปัจจุบันมีการใช้วัคซีนในการควบคุมการระบาดโรคไข้หวัดนกอย่างแพร่หลาย ทั้งนี้ เพื่อเป็นการสร้างภูมิคุ้มกัน (immunity) ให้แก่ฝูงสัตว์ปีก ซึ่งโดยปกติแล้วจำนวนสัตว์ปีกที่เสียชีวิตจะลดลงหากได้มีการฉีดวัคซีนป้องกันไว้เป็นการล่วงหน้า

7.3 สถาบันควบคุมโรคสัตว์ ณ เมือง Lelystad ได้ทำการทดลองฉีดวัคซีนเชื้อไข้หวัดนกสายพันธุ์ที่แตกต่างกันในสัตว์ปีกชนิดต่างๆ และตามเฝ้าดูอาการของสัตว์ปีกเหล่านั้น โดยใช้วิธีนำฝูงสัตว์ปีกที่ได้รับการฉีดวัคซีนให้มาร่วมอยู่กับสัตว์ปีกชนิดเดียวกันที่ติดเชื้อไข้หวัดนก และเฝ้าดูผลว่า สัตว์ปีกที่ฉีดวัคซีนนั้นจะติดเชื้อจากสัตว์ปีกที่ไม่สบายหรือไม่ หรือสามารถมีภูมิต้านทานเชื้อดังกล่าวได้ ซึ่งผลการทดลองสรุปได้ดังนี้

7.3.1 ฉีดวัคซีน H7N1 และ H7N3 ในฝูงไก่ และนำฝูงไก่ดังกล่าวไปรวมอยู่ในกรงเดียวกับฝูงไก่ที่ติดเชื้อ H7N7 พบว่า ไม่มีการติดเชื้อในฝูงไก่ที่ได้รับการฉีดวัคซีน สรุปว่า การใช้วัคซีนสามารถป้องกันการติดเชื้อและการแพร่กระจายของโรคได้ (prevent disease and transmission)

7.3.2 ฉีดวัคซีน H5N2 ในฝูงเป็ดปักกิ่ง และนำฝูงเป็ดปักกิ่งดังกล่าวไปรวมอยู่ในกรงเดียวกับฝูงเป็ดปักกิ่งที่ติดเชื้อ H5N1 พบว่า มีการติดเชื้อประปรายในฝูงเป็ดปักกิ่งที่ได้รับการฉีดวัคซีน สรุปว่า การใช้วัคซีนสามารถป้องกันการติดเชื้อได้บางส่วน หากไม่สามารถควบคุมการแพร่กระจายของโรคได้ (prevent disease but not transmission)

7.3.3 ฉีดวัคซีน H7N1 ในฝูงนกเป็ดน้ำและไก่ฟ้า และนำฝูงนกเป็ดน้ำและไก่ฟ้า ดังกล่าวไปรวมอยู่ในกรงเดียวกับฝูงนกเป็ดน้ำและไก่ฟ้าที่ติดเชื้อ H7N7 พบว่า มีการติดเชื้อในฝูงนกเป็ดน้ำและไก่ฟ้าที่ได้รับการฉีดวัคซีนเกือบทั้งหมด สรุปว่า การใช้วัคซีนไม่มีผลสามารถป้องกันการติดเชื้อและไม่สามารถควบคุมการแพร่กระจายของโรคได้ (prevent neither disease nor transmission)

8. การใช้วัคซีนไข้หวัดนกของประเทศอิตาลี :

8.1 Dr. Ilaria Capua จาก Istituto Zooprofilattico Sperimentale จากเมือง Venezie ประเทศอิตาลี เป็นผู้บรรยายการใช้วัคซีนไข้หวัดนกของประเทศอิตาลี

8.2 อิตาลีมีการระบาดของโรคไข้หวัดนกครั้งแรกในเดือนมีนาคม 1999 (LPAI) และอีกครั้งในเดือนธันวาคม 1999 (HPAI) ในเขตเมือง Veneto และ Lombardia โดยทางการอิตาลีได้รณรงค์ให้มีการใช้วัคซีนในสัตว์ปีกครั้งแรกในเดือนพฤศจิกายน 2000 โดยได้มีการฉีดวัคซีนชุดแรกตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2000 – พฤษภาคม 2002 ครอบคลุมพื้นที่ 1,156 ตารางกิโลเมตร โดยส่วนใหญ่ฉีดวัคซีนในไก่งวงและไก่ไข่เพื่อการค้า โดยต่อมาได้มีการรณรงค์รอบ 2 ในช่วงปี 2002 – 2003 ซึ่งในปัจจุบันอิตาลียังมีการใช้วัคซีนไข้หวัดนกภายใต้แผนการป้องกันไข้หวัดนกแบบล่วงหน้า (prophylactic vaccination) ในเขตพื้นที่เสี่ยงสูง (endemic areas)

8.3 ค่าใช้จ่ายในการฉีดวัคซีน

8.3.1 ค่าวัคซีน 0.049 ยูโรต่อโดส (dose)

8.3.2 ค่าแรงในการฉีด (manpower) 0.125 ยูโรต่อสัตว์ปีก 1 ตัว

8.3.3. ค่าใช้จ่ายสำหรับแผนควบคุมการฉีดวัคซีน (ค่าใช้จ่ายในการจัดตั้งระบบ bio security ค่าใช้จ่ายในการตรวจสอบสัตว์ปีกที่ได้รับการฉีดวัคซีน เพื่อระวังเชื้อไวรัสหลบใน ในกรณีที่สัตว์ปีกได้รับการติดเชื้อไข้หวัดนก ค่าจัดเตรียมข้อมูลของการฉีดวัคซีนเพื่อสร้างความโปร่งใสทางการค้า เป็นต้น) 6.3 ล้านยูโรต่อปี

9. แนวโน้มในการใช้วัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดนก :

9.1 จากการที่สหภาพยุโรปประสบกับการระบาดของโรคไข้หวัดนกในอิตาลีเมื่อปี 1999 และในเนเธอร์แลนด์ในปี 2003 ส่งผลให้สหภาพยุโรปได้ให้ทางเลือกแก่กลุ่มประเทศสมาชิกในการใช้วัคซีนเพื่อป้องกันโรคไข้หวัดนกในสัตว์ปีก เพื่อหลีกเลี่ยงการต้องทำลายสัตว์ปีกลงเป็นจำนวนมากในกรณีที่มีการระบาดเกิดขึ้น ซึ่งในบางครั้งจำต้องทำลายสัตว์ปีกที่มิได้ติดเชื้อลงด้วยเพราะอยู่ในบริเวณใกล้เคียงกับจุดที่เกิดการระบาดของโรค

9.2 ปัจจุบันจากเทคโนโลยีสมัยใหม่ มีการทดลองผลิตวัคซีนที่ได้ประสิทธิภาพสูงขึ้น อาทิ

9.2.1 วัคซีนตัวเป็น (live vaccine or subunit vaccine) ซึ่งสามารถสร้างภูมิ ป้องกันให้แก่สัตว์ปีกที่ได้รับการฉีดวัคซีนดังกล่าวได้นานกว่าวัคซีนปกติ (long-lasting immunity) รวมทั้งป้องกันการแพร่กระจายของโรคได้เป็นอย่างดี

9.2.2 วัคซีนสับเปลี่ยนพันธุกรรม (reverse genetics vaccine) ซึ่งผลิตในไข่อ่อนของสัตว์ปีก (embryo egg) เป็นต้น

ในเรื่องนี้ สำนักงานฯ ขอเรียนข้อสังเกตว่า ขณะนี้การแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดนกเป็นประเด็นที่ประเทศต่างๆ ทั่วโลกให้ความสนใจ เนื่องจากการระบาดได้ครอบคลุมไปยังประเทศต่างๆ เกือบทุกทวีปทั่วโลก ซึ่งนอกจากจะเป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพสัตว์แล้ว ยังมีความสัมพันธุ์โดยตรงต่อสุขภาพของมนุษย์ด้วย ดังนั้น องค์การระหว่างประเทศและหลายประเทศได้พยายามศึกษา วิจัย และแสวงหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาการระบาดของโรคอยู่อย่างต่อเนื่อง ดังนั้น ไทยในฐานะประเทศที่ยังไม่ปลอดการระบาดของโรคไข้หวัดนก ควรได้ติดตาม ศึกษา วิธีการใหม่ๆ ในการป้องกันและควบคุมการระบาดของโรคไข้หวัดนก เพื่อนำมาปรับใช้กับสถานการณ์การระบาดของไทยในบริบทที่เหมาะสมต่อไป