เมื่อวันที่ 25 ต.ค. 2549 DG Trade, European Commission ได้ออกรายงาน
(Communication) ยุทธศาสตร์ของ EU ต่อจีนในหัวข้อ “Closer Partners, Growing Responsibilities” โดยรายงานดังกล่าวกำลังเข้าสู่การพิจารณาของคณะมนตรีสหภาพยุโรป (Council) สรุปสาระสำคัญในด้านเศรษฐกิจได้ดังนี้


หลักการและเหตุผล
มูลค่าการค้าระหว่าง EU-จีนได้เพิ่มขึ้นสองเท่าในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (2543-2548) โดย EU เป็นตลาดส่งออกที่ใหญ่ที่สุดของจีน ในขณะเดียวกัน จีนเป็นตลาดส่งออกสำคัญของ EU ที่ขยายตัวรวดเร็วมากที่สุด โดย EU ขาดดุลการค้ากับจีนมากเป็นอันดับ 1 (ในปี 2548 EU นำเข้าสินค้าจากจีน 158,000 ล้านยูโร ส่งออก 52,000 ล้านยูโร) EU มองว่าสิ่งท้าทายในความสัมพันธ์ด้านการค้ากับจีนต่อไปคือการผลักดันให้จีนเปิดตลาดการค้าและการลงทุน อาทิ โดยการปรับแก้กฎหมายภายในบางประการที่เป็นอุปสรรคต่อการค้าและการลงทุน และสนับสนุนการเจรจาเปิดเสรีด้านการค้าในกรอบ WTO ทั้งนี้ EU จะดำเนินการผลักดันโดยใช้การเจรจาหารือ (dialogue) และหากไม่ประสบผลก็จะใช้กลไกการยุติข้อพิพาทในกรอบ WTO และในขณะนี้ก็ได้กำหนดจะเจรจาจัดทำ Partnership and Cooperation Agreement (PCA) กับจีน ซึ่งจะเป็นการขยายความร่วมมือไปสู่ด้านอื่นๆ รวมทั้งด้านการเมือง และจะเจรจาปรับแก้ Trade and Economic Cooperation Agreement ซึ่งมีกับจีนตั้งแต่ปี 2528

ประเด็นที่ EU จะพยายามผลักดันในกรอบยุทธศาสตร์ดังกล่าว เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของนักธุรกิจยุโรป ได้แก่

2.1 ผลักดันให้จีนปฏิบัติตามพันธกรณีภายใต้ WTO ในการเปิดตลาดสินค้า การบริการและการลงทุน โดยการลด tariff peak ในสินค้าสำคัญของ EU เช่น สิ่งทอ หนังสัตว์ รองเท้า เซรามิกส์ เหล็ก และยานยนต์ การแก้ปัญหามาตรการกีดกันทางการค้าที่มิใช่ภาษีที่สำคัญ เช่น การกำหนดมาตรฐานสินค้า ความล่าช้าด้านพิธีการศุลกากร การยกเลิกข้อจำกัดด้านการลงทุนและการเป็นเจ้าของกิจการโดยนักธุรกิจต่างชาติ รวมทั้งเปิดตลาดการจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐ กระตุ้นให้จีนยุติการอุดหนุนที่ไม่เป็นธรรมโดยรัฐบาลและปฏิรูประบบการธนาคาร

2.2 ส่งเสริมความร่วมมือที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้นในการแก้ปัญหาการปลอมแปลงสินค้า ซึ่ง EU ถือว่าการสร้างสรรค์นวัตกรรมเป็นประเด็นที่ส่งเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันที่สำคัญของยุโรป

2.3 การมีมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม สังคม แรงงาน และความปลอดภัยที่ต่ำกว่ามาตรฐาน EU ทำให้สินค้าที่ผลิตในจีนได้เปรียบสินค้าที่ผลิตใน EU นอกจากนี้ การส่งออกสินค้าจีนมา EU ยังได้ประโยชน์จากการที่อัตราค่าเงินหยวนที่ผูกกับเงินดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งได้ปรับค่าลดลง 33% เมื่อเทียบกับเงินยูโรตั้งแต่ปี 2545 ดังนั้น EU จะเรียกร้องให้จีนแก้ไขปัญหา systematic issues ดังกล่าวรวมทั้งเพิ่มค่าเงินหยวน

2.4 ส่งเสริมกิจกรรมด้านเศรษฐกิจกับจีน โดยเฉพาะที่ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ และกวางโจว โดยการช่วยเหลือบริษัทยุโรปในการทำธุรกิจในจีน ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับโอกาสด้านการค้าและการลงทุน รวมทั้งช่วยแก้ไขปัญหาการปลอมแปลงสินค้า

นอกจากนี้ ในยุทธศาสตร์ดังกล่าวยังมีประเด็นอื่นๆ ที่ EU ต้องการผลักดันได้แก่ การส่งเสริมให้จีนมีระบบสังคมที่เปิดกว้าง เคารพสิทธิมนุษยชน สนับสนุนการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะความร่วมมือในเรื่องการจัดหาแหล่งพลังงานและการปรับปรุงสภาวะแวดล้อม การส่งเสริมความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (ปีแห่งความร่วมมือทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีระหว่าง EU-จีน เริ่มตั้งแต่วันที่ 11 ต.ค. 2549 และดำเนินไปเป็นเวลา 1 ปี โดยตั้งเป้าหมายว่าจะเพิ่มความร่วมมือด้านการวิจัย) ความร่วมมือด้าน migration การส่งเสริมปฏิสัมพันธ์ระหว่างประชาชน โดยเฉพาะในภาคการศึกษาและวิชาการ ส่งเสริมความร่วมมือในระดับภูมิภาคและระหว่างประเทศเพื่อส่งเสริมสันติภาพและเสถียรภาพ ทั้งนี้ สามารถดูรายละเอียดยุทธศาสตร์ EU ต่อจีนเพิ่มเติม ได้ที่ http://ec.europa.eu/trade/issues/bilateral/countries/china/global_europe_china_en.htm

ข้อสังเกต
3.1 ยุทธศาสตร์ของ EU ต่อจีนดังกล่าวในด้านเศรษฐกิจเป็นการดำเนินการเชิงรุกในการเจาะตลาดจีนโดยมีเหตุผลที่สำคัญ 2 ประการ ได้แก่ (1) การพยายามลดมูลค่าการขาดดุลการค้าที่ EU ประสบอยู่กับจีน และ (2) การทำให้ภาคธุรกิจของยุโรปสามารถเข้าไปทำการค้าและการลงทุนในจีนได้สะดวกขึ้น โดยมิได้เป็นยุทธศาสตร์ที่จะเอื้อประโยชน์ด้านการค้าและการลงทุนให้จีนในยุโรปแต่อย่างใด

3.2 แม้มูลค่าการค้าระหว่าง EU-จีน จะมีอยู่สูง แต่ประเด็นปัญหาทางด้านการค้าระหว่าง EU-จีนยังมีอยู่มากเช่นกัน เช่น (1) EU เรียกเก็บอากรต่อต้านการทุ่มตลาดสินค้าประเภทต่างๆ เช่น รองเท้า รถจักรยานและส่วนประกอบ เครื่องรับโทรทัศน์สี หลอดไฟ เป็นต้น (ในช่วงปี 2545-ครึ่งแรกของปี 2549 EU ทำการไต่สวนการทุ่มตลาดสินค้าจากจีนมากที่สุด จำนวน 29 รายการ) (2) จีนเรียกเก็บภาษีส่วนประกอบรถยนต์จากยุโรปบางประเภทในอัตราเทียบเท่ากับภาษีรถยนต์ทั้งคันที่ประกอบแล้ว (เรื่องอยู่ในระหว่างการพิจารณาของ WTO) (3) การปฏิเสธการนำเข้าสินค้าอุตสาหกรรมจากจีนที่มิได้มาตรฐานในระบบ Rapid Alert System for Non-Food Products (RAPEX) (ในช่วงเดือน ม.ค. – เม.ย. 2549 สินค้าจากจีนถูกปฏิเสธการนำเข้าเนื่องจากไม่ได้มาตรฐานมากที่สุด จำนวน 128 รายการ คิดเป็น 44% ของสินค้าที่ถูกแจ้งเตือนในระบบ RAPEX) (4) ปัญหาการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาสินค้ายุโรป (EU ได้จับกุมสินค้าที่ละเมิด IPR จากจีนได้ 2 ใน 3 ของสินค้าที่ละเมิด IPR ทั้งหมดที่นำเข้า EU) เป็นต้น

3.3 ความร่วมมือบางประการในการแก้ไขปัญหาการค้าระหว่าง EU-จีน น่าจะเป็นแบบอย่างที่ไทยอาจนำมาปรับใช้ได้ เช่น การจัดทำ MoU ความร่วมมือระหว่างหน่วยงานควบคุมคุณภาพสินค้าเกษตรของจีน กับ DG SANCO [MoU on Administrative Cooperation Arrangements between the General Administration of Quality Supervision, Inspection and Quarantine pf the People’s Republic of China (ADSIQ) and the European Commission’s Directorate General for Health and Consumer Protection (DG SANCO)] ซึ่งได้ตกลงกันที่จะจัดตั้งคณะกรรมการคุ้มครองความปลอดภัยสินค้าประเภทอาหารและสินค้าผู้บริโภค แนวทางดังกล่าวน่าจะเอื้อประโยชน์ต่อไทยในการแก้ไขปัญหาการนำเข้าสินค้าเกษตรของไทยใน EU ซึ่งเป็นปัญหาที่ไทยเผชิญอยู่ค่อนข้างมากภายใต้ระบบการตรวจสอบ Rapid Alert สินค้าเกษตรของ EU ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับความพร้อมของหน่วยราชการของไทยที่เกี่ยวข้องด้วย

ที่มา: รายงาน Closer Partners, Growing Responsibilities