เมื่อวันที่ 26 ต.ค. 2549 ได้มีการจัดสัมมนาเรื่อง “จีน เบลเยียม และยุโรปในโลกยุคโลกาภิวัฒน์” ภายใต้การอุปถัมภ์ของนาย Karel de Gucht รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเบลเยียม เนื่องในโอกาสครบรอบ 35 ปี ความสัมพันธ์เบลเยียม-จีน โดยมีผู้บรรยายจากจีนและเบลเยียม รวมทั้งเอกอัครราชทูตจีนประจำเบลเยียม ทั้งนี้ เบลเยียมเล็งเห็นว่าจีนเป็นประเทศคู่ค้าที่สำคัญและต้องการกระชับความสัมพันธ์ด้านการค้าและการลงทุนให้มากยิ่งขึ้นต่อไป และต้องการกระชับความร่วมมือในกรอบพหุภาคีต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น UN หรือ WTO สรุปผลการสัมมนาโปรดติดตาม ดังนี้

คำกล่าวเปิดการสัมมนาโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเบลเยียม

– นาย Karel de Gucht รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเบลเยียมกล่าวเปิดการสัมมนา สรุปได้ว่าความสัมพันธ์ทวิภาคีระหว่างเบลเยียม-จีน เป็นไปด้วยดีนับตั้งแต่การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันเมื่อปี ค.ศ. 1971 และจีนถือเป็นพลังขับเคลื่อนที่สำคัญของการเติบโตทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย โดยบริษัทเอกชนของเบลเยียมหลายรายได้เข้าไปประกอบธุรกิจในจีน เช่น Bekaert, Janssen Pharmaceutica, Inbev, UCB, Umicore เป็นต้น

– เบลเยียมเป็นประเทศแรกที่ให้เงินกู้ในลักษณะรัฐต่อรัฐกับจีน และอยู่ในกลุ่มประเทศตะวันตกที่ริเริ่มโครงการให้ความช่วยเหลือทวิภาคีเมื่อปี ค.ศ. 1983 และได้จัดตั้งกองทุนเพื่อการลงทุนเบลเยียม-จีนโดยรัฐบาลของทั้งสองฝ่ายเพื่อส่งเสริม SMEs ของจีนที่ส่งเสริมนวัตกรรมและในขณะนี้กำลังพิจารณาจัดตั้งกองทุนที่เรียกว่า “mirror fund” เพื่อส่งเสริม SMEs ของจีนในเบลเยียม

– ความสัมพันธ์ระหว่างจีน-EU โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจทวีความใกล้ชิดเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดย EU ส่งออกสินค้าไปจีนมากกว่า 50 bn ยูโร ในขณะที่นำเข้าสินค้าจากจีนประมาณ 160 bn ยูโร จีนถือเป็นคู่ค้าสำคัญลำดับที่สองของยุโรปรองจากสหรัฐฯ อย่างไรก็ดี ความสัมพันธ์ระหว่าง EU-จีนมิได้มุ่งเฉพาะด้านเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียวแต่ยังขยายไปสู่ความร่วมมือด้านการเมือง โดยเฉพาะในการดำรงสันติภาพและเสถียรภาพระหว่างประเทศด้วย

คำกล่าวของนาย Li Zhaoxing รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจีน ในลักษณะ Video Message

– นาย Li Zhaoxing ได้กล่าวถึงการแลกเปลี่ยนการเยือนในทุกระดับระหว่างเบลเยียม-จีน เช่น การเสด็จฯ เยือนจีนของ King Albert II และพระราชินี Paola การเยือนในระดับผู้แทนรัฐบาล พรรคการเมือง และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เป็นต้น

– เบลเยียมถือเป็นคู่ค้าลำดับที่ 6 ของจีนในกลุ่มประเทศยุโรป ซึ่งมีมูลค่าการร่วมทุน (joint venture) 840 ล้านดอลลาร์สหรัฐ นอกจากนี้ การมีเที่ยวบินระหว่างจีนและเบลเยียมจะทำให้ความร่วมมือในด้านต่างๆ แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

– ทั้งสองฝ่ายยังต้องการส่งเสริมความสัมพันธ์ในระดับประชาชนต่อประชาชน รวมทั้งด้านการศึกษา ในขณะนี้ มีนักเรียนจีนประมาณสองพันคนในเบลเยียมและมีนักเรียนเบลเยียมในจีนหลายร้อยคน

– จีนเตรียมพร้อมร่วมมือกับเบลเยียมที่จะเข้าเป็นสมาชิกคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (สมาชิกไม่ถาวร) ในปี พ.ศ. 2550

– ในท้ายสุด ได้เน้นว่าความสัมพันธ์ระหว่างเบลเยียม-จีนในอนาคตจะมีความร่วมมือที่เป็นประโยชน์ และเสริมความเข้มแข็งให้กับความสัมพันธ์หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ระหว่างกันเพื่อความรุ่งเรืองและเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันต่อไป

การสัมมนาแบ่งออกเป็น 4 ช่วง ได้แก่

1. การพัฒนาอย่างเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของจีน (China’s Harmonious Development) โดยมีวิทยากร 2 ท่าน ได้แก่ Prof. Dr. HUANG Weiping คณบดี คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัย Renmin และ Prof. Dr. Gustaaf Geeraerts คณบดี คณะเศรษฐศาสตร์ สังคม และรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัย VUB และผู้อำนวยการ BICCS สรุปสาระสำคัญได้ว่า

1.1 Harmony Society เป็นแนวความคิดของจีนที่ต้องการทำให้สังคมของจีนมีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ลดช่องว่างด้านรายได้ เคารพสิทธิของประชาชน ในช่วง 40 ปีที่ผ่านมา จีนประสบความสำเร็จในการเร่งสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ย 7% และในขณะนี้ จีนกำลังเร่งลดช่องว่างด้านรายได้เพื่อกระจายความมั่งคั่งไปสู่ทุกภาคส่วนอย่างยั่งยืน

1.2 Prof. Geeraerts เห็นว่าจีนมีลักษณะเฉพาะกล่าวคือในทางหนึ่งเป็นประเทศกำลังพัฒนาที่ยังมีปัญหาภายใน และในอีกทางหนึ่งเป็นประเทศที่มีอิทธิพลด้านเศรษฐกิจในระบบการค้าระหว่างประเทศ เมื่อมองในด้านการพัฒนาจีนเป็นประเทศที่สามารถแปรนโยบาย MDGs (Millennium Development Goals เริ่มขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2545) ให้มีผลเป็นรูปธรรม สามารถลดจำนวนประชากรยากจนที่มีรายได้ต่ำกว่าหนึ่งดอลลาร์สหรัฐต่อวันจาก 250 ล้านคนเป็น 30 ล้านคนได้ในช่วง 35 ปีที่ผ่านมา แต่จีนยังมีปัญหาท้าทายในเรื่องอื่นๆ อีกได้แก่ ช่องว่างด้านรายได้ของประชาชนในเขตเมืองกับประชาชนในเขตชนบท โครงสร้างสาธารณูปโภค การจัดโครงสร้างระบบการเงินการธนาคาร เป็นต้น ทั้งนี้การแก้ไขปัญหาดังกล่าวไม่สามารถใช้ประโยชน์จากการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วได้เพียงอย่างเดียว แต่ต้องเพิ่มกลไกในการสร้างระเบียบด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมควบคู่กันไปด้วย

1.3 ในท้ายสุด Ms. Zhang Qiyue เอกอัครราชทูตจีนประจำเบลเยียมได้เน้นว่านโยบายการพัฒนาอย่างเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของจีนมุ่งเน้นการพัฒนาในทุกๆ ส่วนไปพร้อมกันทั้งในด้านสังคม สิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ แรงงาน และการบริหารของภาครัฐ เพื่อให้จีนมีการเติบโตอย่างยั่งยืน

2. เบลเยียม-จีนในฐานะหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ (China and Belgium: Economic Partners) มีวิทยากร 2 ท่าน ได้แก่ Mr. CUI Junhai, Huawei Technologies และ Baron BUYSSE, Chairman of the Board, Bekaert

2.1 นาย Junhai ได้กล่าวถึงประสบการณ์การทำธุรกิจด้าน IT ในยุโรป ซึ่งบริษัท Huawei Technologies ได้เริ่มเข้าสู่ตลาดยุโรปตั้งแต่ปี พ.ศ. 2531 และในปัจจุบันมองว่าเบลเยียมเป็นตลาดที่สำคัญ (strategic market) ในด้านเทคโนโลยี โดยมุ่งเน้นผลิตภัณฑ์คุณภาพสูง ระบบเครือข่ายสารสนเทศ และซอฟต์แวร์

2.2 นาย Buysse ได้กล่าวถึงประสบการณ์การทำธุรกิจผลิตเครื่องจักรในจีนซึ่งได้เริ่มเข้าไปบุกเบิกตั้งแต่ปี พ.ศ. 2506 โดยเริ่มต้นด้วยการค้าเครื่องจักร จนกระทั่งปี พ.ศ. 2522 จีนเริ่มเปิดตัวด้านเศรษฐกิจและยินยอมให้มีการร่วมทุน (joint venture) กับบริษัทต่างชาติโดยบริษัทต่างชาติถือหุ้นได้ 49% ปัจจุบันการทำธุรกิจในจีนมีความเปลี่ยนแปลงโดยเฉพาะอย่างยิ่งภายหลังการเข้าเป็นสมาชิก WTO และ SMEs มีโอกาสเข้าไปทำธุรกิจในจีนได้ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้เห็นว่าการมีคณะผู้แทนการค้าจากเบลเยียมไปจีนจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง แต่ควรเป็นคณะที่มีการเตรียมความพร้อมเป็นอย่างดี มีวาระเฉพาะและโอกาสที่เป็นรูปธรรมแทนการหารือในภาพกว้างที่เคยเป็นมาในอดีต ในท้ายสุดได้ย้ำว่าจีนยังไม่ค่อยรู้จักเบลเยียมมากนัก

3. จีน-สหภาพยุโรป (China and the European Union) มีวิทยากร 2 ท่าน ได้แก่ Mr. James Moran จากคณะกรรมาธิการยุโรป และนาย Guan Chengyuan เอกอัครราชทูตจีนประจำสหภาพยุโรป

3.1 นาย Moran ได้กล่าวถึงการออกยุทธศาสตร์ EU ต่อจีนเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2549 ในหัวข้อ “Closer Partnership, Growing Responsibilities” โดยเน้นว่าความสัมพันธ์จีนและ EU ก้าวสู่การเป็นหุ้นส่วนอย่างแท้จริง และมีความร่วมมือในระดับพหุภาคีทั้งในระดับ UN ในประเด็นปัญหานิวเคลียร์ในเกาหลีเหนือ ความร่วมมือในกองกำลังเพื่อรักษาสันติภาพ และยังมีปัญหาอื่นๆ ที่ต้องร่วมมือกันต่อไป ได้แก่ ประเด็นเรื่องความมั่นคง การอพยพของประชากร การควบคุมการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ (climate change) ทั้งนี้ ในระหว่างการประชุมสุดยอด EU-จีน ในระหว่างการประชุม ASEM Summit เมื่อกันยายน พ.ศ. 2549 ได้มีการหารือในหลายหัวข้อ ได้แก่ เรื่องการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา ความร่วมมือด้านการศึกษาและวัฒนธรรม ด้านพลังงาน การปรับแก้ไขความตกลงด้านการค้าและเศรษฐกิจซึ่งมีมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2528 รวมถึงการเจรจาจัดทำความตกลงหุ้นส่วนและความร่วมมือ (Partnership and Cooperation Agreement) ซึ่งจะครอบคลุมความร่วมมือด้านการเมืองด้วย

3.2 ในด้านเศรษฐกิจ EU ถือเป็นตลาดส่งออกสำคัญอันดับหนึ่งของจีน โดยคิดเป็น 90% ของการส่งออกสินค้าจีน ในขณะที่จีนเป็นคู่ค้าสำคัญลำดับที่ 2 ของ EU รองจากสหรัฐฯ แต่ในขณะเดียวกันก็มีประเด็นขัดแย้งทางการค้าที่ซับซ้อนเช่นเดียวกับคู่ค้าสำคัญทั่วไป เช่น ปัญหาเรื่องการส่งออกสิ่งทอจากจีน การเรียกเก็บอากรตอบโต้การทุ่มตลาดรองเท้าจากจีน ซึ่งการหารือจะเป็นหนทางที่ดีในการแก้ไขปัญหาระหว่างกันก่อนที่จะนำเรื่องเข้าสู่กระบวนการตัดสินใจของ WTO นอกจากนี้ EU ต้องการให้จีนเปิดตลาดมากขึ้นทั้งในด้านสินค้า บริการ และการจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐให้บริษัทต่างชาติสามารถเข้าถึงตลาดจีนได้สะดวกยิ่งขึ้น และ EU จะจัดตั้งศูนย์ยุโรปในเมืองสำคัญของจีน เช่น ปักกิ่ง เพื่อสนับสนุนบริษัทเอกชนของยุโรปในจีน

3.3 ในด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ EU ตระหนักถึงบทบาทของจีนในภูมิภาคแอฟริกาโดยจีนเป็นทั้งคู่ค้าและผู้บริจาคในกลุ่มประเทศเหล่านี้

3.4 เอกอัครราชทูต Chengyuan ได้กล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างจีนและสหภาพยุโรปซึ่งได้เริ่มขึ้นตั้งแต่ พ.ศ. 2518 และทวีความแน่นแฟ้นมากขึ้น การค้าระหว่างกันมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง บริษัทของจีนมีการลงทุนในยุโรปรวมประมาณ 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนมีความแน่นแฟ้น โดยมีนักเรียนจีนมาศึกษาต่อในประเทศยุโรปเพิ่มมากขึ้น ในขณะที่นักเรียนนักศึกษาของยุโรปเดินทางไปศึกษาในจีนนับพันคน ซึ่งบทบาทของเบลเยียมในฐานะประเทศสมาชิก EU จะเป็นปัจจัยสำคัญในการส่งเสริมความเข้าใจและความร่วมมือระหว่างจีน-EU ต่อไป

4. จีนกับโลก (China and the World) มีวิทยากร 3 ท่าน ได้แก่ นาง Qiyue เอกอัครราชทูตจีนประจำเบลเยียม Prof. Dr. Song Xinning และ Mr. Huang Rengang
อัครราชทูตที่ปรึกษาคณะผู้แทนถาวรจีนประจำ WTO สรุปสาระสำคัญได้ว่า

4.1 จีนได้แสดงความพร้อมและปฏิบัติตามพันธกรณีในการปฏิรูปนโยบายในด้านต่างๆ ให้สอดคล้องกับระเบียบระหว่างประเทศ รวมทั้งในกรอบ WTO ซึ่งการหลั่งไหลของ FDI เข้าไปในจีนเป็นตัวแปรหนึ่งในการสร้างความเชื่อมั่นด้านการค้าและการลงทุนในจีน นอกจากนี้ จีนยังได้มีส่วนร่วมในการเจรจารอบโดฮาซึ่งสหภาพยุโรปและสหรัฐฯ มีบทบาทนำมากกว่าในการเจรจา

4.2 ประเด็นสำคัญที่มีการหารือเพิ่มขึ้นในสังคมจีนตั้งแต่ พ.ศ. 2546 เป็นต้นมา มีสามประการด้วยกันได้แก่

– สันติภาพ ปัจจุบันไม่มีภัยคุกคามโดยตรงต่อความมั่นคงของจีน นอกจากนี้ จีนต้องการส่งเสริมความร่วมมือในระดับระหว่างประเทศด้านความมั่นคงเพิ่มขึ้น ทั้งในเรื่องการไม่แพร่กระจายอาวุธนิวเคลียร์ ปัญหาอิหร่านและเกาหลีเหนือ โดยจีนสนับสนุนระบบ
พหุภาคีในการแก้ไขปัญหา และมีความร่วมมืออย่างแข็งขันในคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ

– กระแสโลกาภิวัฒน์ จีนได้รับประโยชน์มากจากกระแสโลกาภิวัฒน์โดยเฉพาะประโยชน์ในด้านเศรษฐกิจ ทั้งนี้ จีนยึดคติว่าจะต้องทำงานในบ้านตัวเองให้ได้ดีก่อนที่จะไปปรับปรุงสังคมภายนอก รวมทั้งประสงค์ที่จะมีบทบาทเพิ่มขึ้นในเวทีระหว่างประเทศ

– ความร่วมมือ จีนพร้อมที่จะให้ความร่วมมือและเป็นมิตรกับทุกประเทศ

4.3 จีนได้พัฒนาความสัมพันธ์กับประเทศต่างๆ ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เช่น

– ความสัมพันธ์ระหว่างจีน-ASEAN ในลักษณะหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ โดยจีนได้เข้าเป็นภาคี Treaty of Amity and Cooperation (TAC) และการจัดทำเขตการค้าเสรีระหว่างจีน-ASEAN จะเสร็จสมบูรณ์ในปี พ.ศ. 2553 และในขณะนี้ Early Harvest Programme ซึ่งเริ่มขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2547 ได้ดำเนินไปด้วยดีโดยมีสินค้าหลายประเภทได้รับการลดภาษี และจีนได้ขยายความร่วมมือไปสู่อนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (GMS) และในกลุ่มประเทศกัมพูชา ลาว และพม่า

– Shanghai Cooperation เป็นความร่วมมือด้านความมั่นคงระหว่าง 6 ประเทศ ได้แก่ จีน รัสเซีย คาซัคสถาน เคอร์กิสถาน ทาจิกิสถาน และอุซเบกิสถาน โดยมีประเทศผู้สังเกตการณ์ 4 ประเทศ ได้แก่ อินเดีย ปากีสถาน มองโกเลีย และอิหร่าน และมีอัฟกานิสถานเป็นประเทศที่มีความร่วมมือในหลายด้าน นอกจากด้านความมั่นคงแล้วกำลังจะขยายไปสู่ความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ โดยมีความเป็นไปได้ที่จะจัดทำเขตการค้าเสรี

– ความสัมพันธ์ระหว่างจีน-แอฟริกา การประชุมสุดยอดระหว่างผู้นำจีนและผู้นำประเทศในแอฟริกา 48 ประเทศ ในวันศุกร์ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2549 เป็นการประชุมสุดยอดครั้งที่ 3 ในความสัมพันธ์ 50 ปีที่ผ่านมา ความช่วยเหลือของจีนต่อประเทศแอฟริกาเป็นตัวอย่างความร่วมมือระหว่างประเทศใต้-ใต้ (South-south cooperation) ที่ดี นอกจากจะมีความร่วมมือที่ใกล้ชิดในด้านการค้า การลงทุน และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์แล้ว จีนยังส่งเสริมความสัมพันธ์ในระดับประชาชน และความร่วมมือในเวทีระหว่างประเทศด้วย

– กล่าวโดยสรุปแล้ว จีนต้องการส่งเสริมความสัมพันธ์และความร่วมมืออันดีกับทุกประเทศและหากจะให้คำจำกัดความเพียงคำเดียวสำหรับนโยบายต่างประเทศของจีนแล้ว จีนใช้คำว่า สันติภาพ ซึ่งเป็นหัวใจของการดำเนินงานด้านต่างประเทศของจีน

ข้อสังเกต

1. การสัมมนาในครั้งนี้ทำให้เห็นว่าจีนได้รับความสนใจจากเบลเยียมและสหภาพยุโรปเป็นอย่างดี และมีหลายประเด็นที่ได้มีการกล่าวถึงในระหว่างช่วงถาม-ตอบ เช่น ปัญหาการคอร์รัปชั่นในจีน ปัญหาเรื่องไต้หวันซึ่งจีนย้ำว่าเป็นเรื่องภายใน อิทธิพลของจีนในแอฟริกา ซึ่งหลายฝ่ายแสดงความกังวลว่าจีนมุ่งประโยชน์ด้านเศรษฐกิจโดยละเลยความเหมาะสมในการสร้างความสัมพันธ์กับประเทศที่มีปัญหาในการปกครองตามระบอบประชาธิปไตย ซึ่งจีนย้ำว่าเป็นความช่วยเหลือที่มุ่งเน้นด้านการพัฒนาประเทศดังกล่าวเป็นประการสำคัญ

2. การสัมมนาในครั้งนี้เป็นหนึ่งในกิจกรรมหลายๆ ด้านที่เฉลิมฉลองการครบรอบความสัมพันธ์ 35 ปีเบลเยียม-จีน ซึ่งเบลเยียมเป็นประเทศหนึ่งในยุโรปที่ดำเนินนโยบายเชิงรุกกับจีน และให้ความสำคัญกับการบุกตลาดจีนมากขึ้น และส่งเสริมความร่วมมือด้านการศึกษาและวิชาการอย่างแน่นแฟ้น โดยเมื่อเดือนเมษายน 2549 ได้มีการเปิดสถาบันจีนศึกษา (Brussels Institute of Contemporary China Studies หรือ BICCS) ซึ่งเน้นการศึกษาการวิจัย และการสัมมนาในด้านความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับเบลเยียมและจีนสหภาพยุโรปอย่างลึกซึ้ง

3. แนวโน้มความร่วมมือในอนาคตระหว่างจีน-สหภาพยุโรปจะได้รับการผลักดันไปสู่ความร่วมมือในมิติอื่นนอกจากด้านเศรษฐกิจ แต่ความร่วมมือด้านเศรษฐกิจจะยังคงความสำคัญในบริบทความสัมพันธ์ EU-จีน โดยสหภาพยุโรปต้องการผลักดันให้จีนเปิดตลาดสินค้า บริการ รวมทั้งการจัดซื้อจัดจ้างโดยภาครัฐ การพัฒนากฎระเบียบด้านการแข่งขัน และการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา ควบคู่ไปกับความร่วมมือในด้านอื่นๆ ด้วย ได้แก่ การแก้ไขปัญหาการเมืองและความมั่นคงระหว่างประเทศ เช่น ปัญหาเกาหลีเหนือและอิหร่าน ความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อม วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การศึกษาและวัฒนธรรม เป็นต้น ซึ่งในอีกนัยหนึ่งจะเป็นการขยายบทบาทของจีนในเวทีระหว่างประเทศ และแผ่ขยายภาษาและวัฒนธรรมจีนไปสู่ภูมิภาคยุโรปได้เป็นอย่างดีต่อไป