ในยุคที่การแข่งขันในเวทีการค้าโลกยิ่งทวีความรุนแรง พร้อมกับการก้าวขึ้นมามีบทบาทโดดเด่นของผู้เล่นใหม่ๆ ในเอเชียอย่างจีนและอินเดีย มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์หนาหูว่า ดูเหมือนสหภาพยุโรปกำลังจะปรับนโยบายทางการค้าให้ไปในทิศทางที่ใช้นโยบายปกป้องทางการค้า (protectionnism) มากยิ่งขึ้น และจะละทิ้งคำมั่นสัญญาในการดำเนินนโยบายการค้าเสรี (free trade) ทิศทางนโยบายการค้าของสหภาพยุโรปหลังการเจรจาการค้าพหุพาคีรอบโดฮาจะดำเนินไปอย่างไร

เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2549 บริษัทที่ปรึกษาทางธุรกิจ DLA Piper เป็นเจ้าภาพจัดงานสัมมนา International Trade Summit ณ กรุงบรัสเซลส์ ซึ่งเป็นการพบกันระหว่างนักธุรกิจ ที่ปรึกษาด้านนโยบายและด้านกฎหมาย ผู้วางแผนนโยบายของสหภาพยุโรป และผู้ที่เกี่ยวข้อง เพื่อหารือเกี่ยวกับนโยบายการค้าของสหภาพยุโรป โดยมีกรรมาธิการยุโรปด้านการค้า นาย Peter Mandelson เข้าร่วมหารือด้วย โดยประเด็นหลักที่ภาครัฐและเอกชนยุโรปให้ความสนใจถกเถียงกันในการสัมมนา ได้แก่ ทิศทางนโยบายการค้าสหภาพยุโรป การทบทวนกลยุทธ์และเครื่องมือปกป้องทางการค้า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มาตรการการปกป้องการทุ่มตลาด (Anti-Dumping – AD) ทัศนะคติของภาคธุรกิจยุโรปเกี่ยวกับการปรับปรุงนโยบายการค้าของสหภาพยุโรป และการดำเนินความสัมพันธ์ทางการค้ากับจีน

1. ทิศทางนโยบายการค้าสหภาพยุโรป

ในระหว่างการเปิดการสัมนา Lord Tim Clement-Jones ตำแหน่ง Co-Chairman, Global Government Relations, DLA Piper ยกประเด็นคำถามที่เป็นที่สนใจของภาคธุรกิจขึ้นหารือ อาทิ ในยุคที่การเจรจาการค้าพหุพาคีชะงักงัน สหภาพยุโรปควรจะดำเนินนโยบายการค้าแบบปกป้อง ‘protectionism’ หรือ นโยบายการค้าเสรี ‘free trade’ และทิศทางนโยบายการค้าสหภาพยุโรปจะยังคงเน้นกรอบพหุภาคีหรือจะหันเหไปทางทวิภาคีมากขึ้น ที่สำคัญ การสัมมนาครั้งนี้ได้เปิดโอกาสให้ภาคธุรกิจยุโรปจากหลากหลายสาขาได้เข้าร่วมแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับทิศทางนโยบายการค้าของสหภาพยุโรปต่อผู้วางนโยบายโดยตรง

ในช่วงต้นของการสัมมนา นาย Graham Watson สมาชิกสภายุโรปและผู้นำกลุ่ม Alliance of Liberals and Democrats for Europe สภายุโรป ให้ความมั่นใจแก่ภาคธุรกิจว่า สหภาพยุโรปยังมุ่งเดินหน้าอุดมการณ์การค้าเสรี และแสดงความคาดหวังในเชิงบวกเกี่ยวกับการเจรจาการค้าพหุภาคีรอบโดฮาในกรอบ World Trade Organisation (WTO) ว่าจะต้องสำเร็จให้ได้ เนื่องจากโดฮานั้นสำคัญเกินกว่าที่จะล้มเหลวลง สหภาพยุโรปและประเทศสมาชิก WTO ต้องการกฎเกณฑ์ทางการค้าเพื่อสร้างความแข็งแกร่งและความมั่นคงแก่ระบบการค้าโลก ซึ่งกรอบพหุพาคีเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพที่สุดและเป็นทางเลือกที่เหมาะสมที่สุด แต่กรอบการเจรจาแบบทวิภาคีนั้นมีความซับซ้อน และประเทศที่มีระดับการพัฒนาน้อยกว่าจะเป็นผู้เสียประโยชน์

อย่างไรก็ดี ในขณะที่รอความสำเร็จของการเจรจาการค้าพหุภาคีซึ่งอาจจะล่าช้าออกไป ประเทศต่างๆ อาจดำเนินความสัมพันธ์ทางการค้าในระดับภูมิภาคและระดับทวิภาคีที่สนับสนุนและเอื้อประโยชน์ต่อการเจรจาในกรอบพหุภาคี ทั้งนี้ ตนเห็นว่าสหภาพยุโรปสามารถดำเนินความสัมพันธ์ทางการค้าแบบทวิภาคีกับประเทศคู่ค้าต่างๆ ได้ แต่ควรเน้นการหารือในประเด็นที่ไม่ได้รวมอยู่ในกรอบการค้าพหุภาคี อาทิ ประเด็นด้านสังคม สิ่งแวดล้อม ทรัพย์สินทางปัญญา การเคารพกฎเกณฑ์ (rules of law) และ best practice เป็นต้น

นาย Peter Mandelson กรรมาธิการยุโรปด้านการค้า ซึ่งได้ร่วมการหารือในช่วงสุดท้ายของการสัมมนา ได้กล่าวย้ำถึงอุดมการณ์ที่มั่งคงของสหภาพยุโรปในระบบการค้าเสรี และแสดงความเชื่อมั่นในกรอบการเจรจาพหุพาคี WTO ซึ่งปัจจุบันต้องการผลักดันแบบหลังฉาก ‘quiet diplomacy’ เพื่อให้การเจรจาเดินหน้าต่อไป นอกจากนั้น นาย Mandelson กล่าวเน้นเกี่ยวกับยุทธศาสตร์การค้าของสหภาพยุโรปที่กำลังปรับใช้ที่สำคัญ 2 ประการ ได้แก่ 1) ความพยายามในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของสหภาพยุโรปผ่านการใช้นโยบายทางการค้าที่มีประสิทธิภาพ และ 2) ยุทธศาสตร์ ‘Global Europe’ ซึ่งเป็นกรอบยุทธศาสตร์ใหม่ที่สหภาพยุโรปได้ประกาศเมื่อปลายเดือนตุลาคม 2549 โดยเน้นการเปิดตลาดต่างประเทศ และลดการปกป้องทางการค้าภายในสหภาพยุโรปเอง

สำหรับประเด็นการเปิดการเจรจาเขตการค้าเสรีของสหภาพยุโรปกับคู่ค้าอื่นๆ นาย Mandelson กล่าวว่าสหภาพยุโรปพิจารณาการเริ่มเจรจากับประเทศต่าง ๆ อาทิ อาเซียน อินเดีย เกาหลีใต้ และรัสเซีย โดยเน้นที่ประเด็นการลดอัตราภาษีศุลกากร การลดมาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี (Non-Tariff Barriers – NTBs) และประเด็นสำคัญอื่นๆ ที่ไม่ได้ครอบคลุมอยู่ในกรอบ WTO โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การลงทุน และนโยบายด้านการแข่งขัน (competition policy)

2. กลยุทธ์และเครื่องมือปกป้องทางการค้า: มาตรการปกป้องการทุ่มตลาด

2.1 มาตรการปกป้องการทุ่มตลาด หรือ Anti-Dumping (AD)

การใช้เครื่องมือปกป้องทางการค้า (Trade Defense Instrument) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มาตรการการปกป้องการทุ่มตลาด (Anti-Dumping) ของสหภาพยุโรปเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจและหารือกันอย่างกว้างขวางในการสัมมนาดังกล่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การใช้ AD ต่อสินค้าสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มจากจากจีน และรองเท้าจากเวียดนาม โดยภาคธุรกิจส่วนใหญ่มิได้ขัดขวางการใช้ AD และมาตรการปกป้องทางการค้าในรูปแบบอื่น ๆ แต่อย่างใด แต่ภาคธุรกิจวิพากษ์วิจารณ์ว่าการใช้มาตรการ AD ยังขาดความโปร่งใส มีประเด็นการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง ต้องใช้ระยะเวลาในการพิจารณานาน และไม่สามารถคาดการณ์ได้ ซึ่งอาจสร้างความเสียหายและความล่าช้าให้แก่การภาคธุรกิจได้ โดยภาคธุรกิจหวังว่าคณะกรรมาธิการยุโรปจะปรับปรุงวิธีการใช้มาตรการ AD ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

นาย Harald Wenig ตำแหน่ง Director, Trade Defense Instrument Directorate คณะกรรมาธิการยุโรป ชี้แจ้งเพิ่มเติมว่าการใช้เครื่องมือปกป้องทางการค้า และมาตรการปกป้องการทุ่มตลาด เป็นสิ่งจำเป็นและยังคงต้องใช้อยู่ต่อไป แต่จะมีการปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น (แม้จะมีเสียงเรียกร้องจากภาคธุรกิจยุโรปบางส่วนให้มีการยกเลิกมาตรการดังกล่าว – มิใช่ในงานสัมมนาครั้งนี้) โดย ตนเห็นว่า AD เป็นมาตรการทางการค้าที่ใช้เพื่อป้องกันการแทรกแซงทางด้านตลาดเพื่อให้สร้างการแข่งขันที่เป็นธรรม แต่มิได้มีไว้เพื่อปกป้องตลาดภายใน สหภาพยุโรปจำเป็นต้องมีเครื่องมือทางการค้าอย่าง AD เพื่อสร้างตลาดที่เป็นธรรมแก่ธุรกิจยุโรป ในขณะที่ภาคธุรกิจในจีนสามารถผลิตในต้นทุนที่ต่ำกว่าหลายเท่า และผู้ผลิตในอินเดียก็ได้รับการอุดหนุนจากภาครัฐอย่างมาก

ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการยุโรปกำลังจะเปิดรับความคิดเห็นจากภาคธุรกิจเกี่ยวกับนโยบายการใช้เครื่องมือปกป้องทางการค้า รวมทั้ง AD ตั้งแต่ต้นเดือนมกราคม 2550 เป็นต้น เพื่อทบทวนยุทธศาสตร์การใช้เครื่องมือการปกป้องทางการค้าดังกล่าว และคาดว่าจะออกเป็นยุทธศาสตร์ฉบับใหม่ในปี 2550 ต่อไป

3. การดำเนินความสัมพันธ์ทางการค้ากับจีน

ไม่เป็นที่น่าแปลกใจที่ประเด็นการดำเนินความสัมพันธ์ทางการค้าสหภาพยุโรป-จีนได้รับความสนใจมากที่สุดในการสัมมนา จีนซึ่งเป็นทั้งคู่ค้าสำคัญ เป็นโอกาส และเป็นภัยคุกคามสำหรับยุโรป การค้าระหว่างสหภาพยุโรป-จีนเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาสตั้งแต่ปี 2001 จากปริมาณการค้ารวมประมาณ 76.6 พันล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2001 เป็น 100 พันล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2003 และเพิ่มขึ้นเท่าตัวเป็น 200 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐในระยะเวลาเพียง 2 ปี และในช่วงที่ผ่านมามีปัญหาทางการค้าให้กระทบกระทั่งกันอยู่เป็นระยะๆ อาทิ การค้าสิ่งทอในปี 2005 และการปกป้องการทุ่มตลาดรองเท้าจากจีนในปี 2006

นาย Yu Yuantang ตำแหน่ง Division Director of EU and Benelux Affairs กระทรวงพาณิชย์ (MOFCOM) ตัวแทนจากจีน แสดงทัศนะเกี่ยวกับความสัมพันธ์ทางการค้าสหภาพยุโรป-จีนว่าในขณะที่หลายฝ่ายในยุโรปมักยกประเด็นความขัดแย้งด้านการค้าและปัญหาทางการค้าต่างๆ แต่กลับลืมมองผลประโยชน์มหาศาลที่ธุรกิจยุโรปได้ประโยชน์จากการดำเนินการค้ากับจีน อาทิ การที่จีนเป็นตลาดสำคัญสำหรับธุรกิจยุโรปทั้งบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ (MNCs) และบริษัทขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) โดยเฉพาะธุรกิจบริการและการลงทุนของยุโรปในจีน การที่จีนซื้อเครื่องจักรและเทคโนโลยีจากยุโรป และการที่จีนเป็นแหล่งผลิตสินค้า (โดยเฉพาะรองเท้าและเสื้อผ้า) ให้แก่บริษัทยุโรปที่มุ่งหาฐานการผลิตที่มีค่าแรงต่ำ เหล่านี้ล้วนเป็นผลประโยชน์ที่ฝ่ายสหภาพยุโรปได้รับแต่กลับไม่ได้รับการกล่าวถึงเท่าที่ควร ฝ่ายจีนแสดงความเห็นว่า จีนไม่ได้ต้องการส่งออกสินค้าของตนมายังตลาดสหภาพยุโรปเพียงอย่างเดียว แต่จีนยังเปิดกว้างให้แก่สินค้าส่งออกจากสหภาพยุโรปสู่จีนด้วย

นาย Yuantang หวังว่าความร่วมมือที่ใกล้ชิดขึ้นระหว่างสหภาพยุโรปกับจีนผ่านการจัดทำ Partnership and Cooperation Agreement – PCA ที่กำลังจะจัดทำขึ้น นอกจากนั้น จีนได้ยื่นข้อเสนอที่ให้มีการจัดทำ Trade Portal สำหรับภาคธุรกิจสหภาพยุโรปและจีน ซึ่งเป็นเว็บไซต์ที่ให้ข้อมูลที่จะเป็นประโยชน์และเป็นการอำนวยความสะดวกสำหรับการทำธุรกิจ/การค้าระหว่างสองฝ่าย และบริการจับคู่ธุรกิจ ฝ่ายจีนกำลังหารือกับคณะกรรมาธิการยุโรปเกี่ยวกับการจัดทำ Trade Portal ดังกล่าวอยู่ว่าจะอยู่ในรูปแบบใด

นาย Matthew McConkey ตำแหน่ง Partner, International Trade, DLA Piper กล่าวเน้นว่าปัจจุบันจีนเป็นคู่ค้าอันดับหนึ่งของสหภาพยุโรป แต่หลายประเด็นที่เป็นปัญหารบกวนความสัมพันธ์ทางการค้าสหภาพยุโรป-จีนเป็นอันดับแรกๆ ได้แก่ การละเมิดสิทธิทรัพย์สินทางปัญญาของจีน

4. ข้อสังเกตและข้อเสนอ

– เป็นที่น่าสังเกตว่า ในการสัมมนาดังกล่าวนักธุรกิจที่มาเข้าร่วมส่วนใหญ่เป็นนักธุรกิจชั้นนำจากบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ อาทิ C&A Kingfisher Boeing Company DHL UPS ซึ่งดูจะเห็นพ้องต้องกันว่า ภาคธุรกิจต้องการเห็นสหภาพยุโรปดำเนินนโยบายการค้าแบบเสรีเท่านั้น และการดำเนินนโยบายปกป้องทางการค้ามากจนเกินไปจะเป็นผลเสียต่อภาคธุรกิจเอง โดยภาคธุรกิจส่วนใหญ่สนับสนุนการใช้เครื่องมือปกป้องทางการค้า อาทิ AD แต่เรียกร้องให้ใช้อย่างมีประสิทธิภาพ มีความโปร่งใส มิให้มีการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง และลดขั้นตอนการดำเนินการ

– ความสนใจของภาคธุรกิจยุโรปส่วนใหญ่มุ่งไปที่การดำเนินการค้ากับจีน โดยที่ความสนใจในตลาดเอเชียโดยรวม โดยเฉพาะอาเซียน ไม่ได้รับการพูดถึงในการสัมมนาดังกล่าวมากนัก (ยกเว้นกรณีความเป็นไปได้ในการจัดตั้งเขตการค้าเสรีสหภาพยุโรป-อาเซียน) โดยประเด็นการจัดจั้ง Trade Portal สำหรับนักธุรกิจจีนและยุโรปที่เสนอโดยฝ่ายจีนต่อคณะกรรมาธิการยุโรปนับว่าเป็นแนวคิดที่ดี โดยฝ่ายจีนหวังว่า Trade Portal ดังกล่าวจะช่วยอำนวยความสะดวกแก่ธุรกิจ SMEs ของจีนให้รู้จักตลาดยุโรปและกฎระเบียบของสหภาพยุโรปดีมากขึ้น จึงน่าติดตามรูปแบบของ Trade Portal ดังกล่าวว่าจะเป็นรูปแบบใด

– การแลกเปลี่ยนข้อมูลเรื่องมาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี หรือ NTBs เป็นประเด็นที่สหภาพยุโรปให้ความสำคัญอย่างมาก เนื่องจากสหภาพยุโรปเชื่อว่าการสร้างเวทีเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและความรู้เรื่อง NTBs ระหว่างสหภาพยุโรกับประเทศคู่ค้าจะเป็นเครื่องมือหนึ่งในการอำนวยความสะดวกด้านการค้าอย่างมาก ซึ่งสามารถทำได้ในหลายระดับ ไม่ว่าจะเป็นระดับสหภาพยุโรป-ภาครัฐ หรือระดับองค์กรธุรกิจ/การค้า (trade/business associations) กันเอง ดังนั้น ไทยจึงไม่ควรละเลยในการส่งเสริมเวทีสำหรับการการติดต่อและการแลกเปลี่ยนข้อมูลเรื่อง NTBs ที่สม่ำเสมอและมีประสิทธิภาพ ทั้งกับภาครัฐของสหภาพยุโรป และระหว่างภาคเอกชนไทยและยุโรปกันเอง ซึ่งต้องดำเนินการทั้งสองระดับไปพร้อมๆ กัน

– ภาคธุรกิจยุโรปเรียกร้องให้สหภาพยุโรปเร่งปรับใช้มาตรการคุ้มครองสิทธิทรัพย์สินทางปัญญา (Intellectual Property Rights – IPR) และใช้ IPR เป็นเครื่องมือเพื่อปกป้องสิทธิและผลประโยชน์ของภาคธุรกิจยุโรปและเพื่อการเปิดตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะต่อจีน อย่างไรก็ดี ในรายงานผลการสำรวจประสบการณ์ของภาคธุรกิจยุโรปในเรื่องการคุ้มครอง IPR ในประเทศนอกสหภาพยุโรปประจำปี 2548 ชี้ว่าจีนถือเป็นประเทศกลุ่มที่ 1 ที่ สหภาพยุโรปต้องเร่งหาทางแก้ไขปัญหาการละเมิด IPR โดยด่วน รองลงมาคือประเทศในกลุ่มที่ 2 ได้แก่ รัสเซีย ยูเครน ชิลี และตุรกี ส่วนประเทศในกลุ่มที่ 3 ได้แก่ บางประเทศในกลุ่มอาเซียน รวมทั้งไทย กลุ่ม Mercosur และเกาหลีใต้ ซึ่งมีการผลิตสินค้าปลอมแปลง เป็นจุดพักสินค้า และมีปริมาณการบริโภคสินค้าที่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาจำนวนมาก ดังนั้น จึงจะเห็นได้ว่าในปี 2550 สหภาพยุโรปจะเร่งดำเนินมาตรการการคุ้มครองสิทธิทรัพย์สินทางปัญญาในประเทศเหล่านี้ รวมทั้ง ประเทศไทย ให้เข้มงวดขึ้น เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของภาคธุรกิจยุโรปในต่างประเทศ