เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2549 คณะกรรมาธิการยุโรปด้านการค้า ได้จัดสัมมนาในหัวข้อ “Global Europe: competing in the world The way forward” โดยมีนาย Peter Mandelson กรรมาธิการยุโรปด้านการค้าเป็นผู้กล่าว Keynote Speech และมีผู้แทนจากสื่อมวลชน และภาคเอกชน แสดงความเห็นต่อแผนยุทธศาสตร์การค้าของ EU โดยรวมแล้วทุกฝ่ายเห็นด้วยกับแนวคิดของคณะกรรมาธิการสหภาพยุโรปที่ออกแผนยุทธศาสตร์เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจยุโรป รวมทั้งการเดินหน้าจัดทำ FTA กับกลุ่มประเทศที่มีศักยภาพต่างๆ ทั้งนี้ หลายฝ่ายได้ย้ำถึงความสำคัญของการเจรจารอบพหุภาคีในรอบโดฮาที่ควรผลักดันให้เกิดผลสำเร็จต่อไป รวมทั้งการทำให้กฎระเบียบของ EU ไม่เป็นอุปสรรคต่อการแข่งขันของภาคธุรกิจยุโรปกับประเทศอื่น โดยเฉพาะกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม เช่น REACH หรือการควบคุม Climate Change เป็นต้น

1. Keynote Speech ของนาย Mandelson

1.1 นโยบายการค้าเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายการเมืองซึ่งต้องอาศัยความคิดเห็นจากหลายๆ ฝ่ายประกอบกัน ประเด็นสำคัญในวันนี้คือ (1) รายงาน (Communication) ในหัวข้อ “Global Europe: competing in the world” ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์ด้านการค้าต่างประเทศที่กรรมาธิการยุโรปด้านการค้าได้ให้การรับรองเมื่อต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา และ (2) ประเด็นที่สำคัญในกระแสโลกาภิวัฒน์

1.2 ยุทธศาสตร์ Global Europe เป็นแนวคิดที่จะเร่งการเปิดตลาดทั้งในภาคสินค้าและบริการให้แก่ภาคเอกชนของยุโรปในเวทีการค้าต่างประเทศโดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนาที่มีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจสูง (Emerging countries) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์การเร่งการเติบโตทางเศรษฐกิจและการจ้างงานของยุโรป (Growth and Job Strategy) โดยยุโรปเล็งเห็นว่าประเทศต่างๆ ในโลกมีระดับการเปิดตลาด (Openness) ที่แตกต่างกันซึ่งยุโรปจะต้องปรับวิธีการเข้าถึงตลาดเหล่านั้นให้เหมาะสม ทั้งนี้ มียุทธศาสตร์ต่างๆ ที่ได้ออกมาและจะออกตามมาเพื่อเป็นกลไกด้านการค้าอีก 5 ประเภท ได้แก่ (1) นโยบายต่อจีน รวมทั้งการปรับปรุงความตกลงด้านเศรษฐกิจและการค้าที่มีมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1985 ในปีหน้า (2) การทำให้ emerging countries มีบทบาทร่วมในการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งยุโรปถือว่าการสร้างสรรค์นวัตกรรมเป็นความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบของยุโรป (3) ยุทธศาสตร์การเข้าถึงตลาด (renewed Market Access Strategy) เน้นการขจัดอุปสรรคทางการค้าและการลงทุน รวมทั้งอุปสรรคทางการค้าที่มิใช่ภาษี (NTBs) ในประเทศต่างๆ โดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนา (4) การเปิดตลาดการจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐ (Public procurement) ในต่างประเทศ และ (5) การทบทวนเครื่องมือปกป้องทางการค้า (Trade Defence Instruments)

1.3 ในการจัดทำความตกลงการค้าทวิภาคี (Bilateral Trade Agreement) มีกลุ่มประเทศที่ EU จัดลำดับความสำคัญเป็นพิเศษ โดยจะจัดทำควบคู่ไปกับการผลักดันการเจรจารอบโดฮา ซึ่งการจัดทำความตกลงทางการค้าทวิภาคีจะเป็นโอกาสสำคัญของยุโรปในการผลักดันเรื่องการส่งเสริมการพัฒนาอย่างยั่งยืน การส่งเสริมมาตรฐานทางแรงงาน สังคมและสิ่งแวดล้อม

1.4 การเจรจารอบโดฮายังมีความสำคัญในการสร้างโอกาสให้กับประเทศกำลังพัฒนาต่างๆ เพื่อเพิ่มการจ้างงานและลดความยากจน อย่างไรก็ดี ยังเกรงว่าการเลือกตั้งสมาชิกรัฐสภาของสหรัฐฯ ที่เพิ่งผ่านมามีจำนวนผู้ที่ต่อต้าน Free Trade เพิ่มขึ้น ซึ่งจะมีผลกระทบต่อความสำเร็จของการเจรจารอบโดฮาต่อไป

1.5 การปรับตัวของยุโรปในด้านต่างๆ ในกระแสโลกาภิวัฒน์ ได้แก่ การเปิดกว้างที่จะช่วยเหลือชาวยุโรปที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ การสร้างความเชื่อมโยงระหว่างสถาบันต่างๆ ของยุโรป เช่น ภาคประชาสังคม ภาคเอกชน และสหภาพแรงงาน เป็นต้น ทั้งนี้ ในไม่กี่เดือนข้างหน้านี้คณะกรรมาธิการยุโรปจะพยายามดำเนินการตามแผนงานที่ได้วางไว้ให้เกิดผลต่อไป

2. ความเห็นของคณะผู้อภิปราย

หลังจากการกล่าว Keynote Speech คณะผู้อภิปรายแสดงความเห็น ดังนี้

2.1 นาย Wolfgang Munchau จาก Financial Times

– เห็นว่าจากผลการเลือกตั้งสมาชิกรัฐสภาสหรัฐฯ มีแนวโน้มว่าการเจรจารอบโดฮาจะสามารถสรุปผลได้ยากขึ้น อย่างไรก็ดี การเจรจาความตกลงการค้าทวิภาคีเปรียบเสมือนแผนสำรอง (back-up plan) ในกรณีที่การเจรจารอบโดฮาล้มเหลว

– เห็นด้วยกับการเร่งความพยายามในการดำเนินการตามยุทธศาตร์ทั้ง 5 ด้านที่กล่าวถึงข้างต้น ควบคู่ไปกับความพยายามในการเจรจารอบโดฮา

– เห็นว่าการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน (competitiveness) เป็น zero-sum game ดังเช่นการแข่งขันระหว่างบริษัทต่างๆ ที่เมื่อมีฝ่ายที่ได้ครอบครองตลาดอีกฝ่ายก็ต้องสูญเสียตลาดไป ทั้งนี้ การบรรลุเป้าหมายทางเศรษฐกิจควรเน้นที่การส่งเสริมตลาดร่วม (Single market) มากกว่า รวมทั้งการเปิดเสรีตลาดการเงิน การบริการ ที่จะช่วยส่งเสริมการทำงานของภาคเอกชน

2.2 นาย Ernest-Antoine Seillière, ประธาน UNICE (Union of Industrial and Employers’ Confederations of Europe) กล่าวถึงประเด็นสำคัญ 3 ประการ ดังนี้

(1) UNICE ให้ความสำคัญเป็นลำดับแรกแก่การส่งเสริมความสามารถของผู้ประกอบการหรือบริษัทของยุโรปในการค้าระหว่างประเทศโดยเฉพาะยุทธศาสตร์ในการเข้าถึงตลาด (Market Access Strategy) ประเทศคู่ค้าสำคัญ เช่น จีน รัสเซีย อินเดีย บราซิล

(2) เห็นว่าควรผลักดันการเจรจารอบโดฮาต่อไปโดยระงับการเจรจาการเปิดตลาดสินค้าเกษตรและการลดเงินอุดหนุนสินค้าเกษตรที่ทำให้เกิดการเบี่ยงเบนการค้าไว้ก่อน โดยยังมีเรื่องอื่นที่ควรเจรจาต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเปิดตลาดสินค้าอุตสาหกรรม การบริการ ที่ผ่านมาภาคเอกชนถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าไม่สนับสนุนการเจรจารอบโดฮา ซึ่งไม่เป็นความจริงแต่ประการใด

(3) การเจรจาความตกลงการค้าทวิภาคีควรทำควบคู่ไปกับการเจรจารอบโดฮา ทั้งนี้ มีข้อที่ควรคำนึง 2 ประการ ได้แก่

– การทำให้ economic integration ระหว่าง EU กับประเทศคู่ค้ามีความลึกซึ้งยิ่งขึ้น โดยกำหนดประเด็นสำคัญที่ควรผลักดันร่วมกัน เช่น เรื่องการจัดหาแหล่งพลังงาน การปรับกฎหมายด้านการแข่งขัน การทำให้กฎระเบียบในด้านต่างๆ สอดคล้องกัน การขจัดอุปสรรคด้านการลงทุน การคุ้มครอง IPR เป็นต้น


– ในขณะเดียวกันภายใน EU เองต้องส่งเสริมประสิทธิภาพตลาดร่วม การทำให้
กฎระเบียบของ EU ดีขึ้น โดยขจัดระเบียบที่ทำให้ภาคเอกชนของยุโรปเสียเปรียบคู่ค้า เช่น ระเบียบเรื่อง REACH ซึ่งอาจทำให้สารเคมีบางชนิดต้องถูกถอนออกจากตลาด และการควบคุมการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพื่อการควบคุม climate change เป็นต้น

2.3 นาย John Monks เลขาธิการใหญ่ ETUC (European Trade Union Confederation) กล่าวถึงประเด็นสำคัญ 3 ประการ ดังนี้

(1) การรับมือกับกระแสโลกาภิวัฒน์และนโยบายการค้าถือเป็นองค์ประกอบหนึ่งของนโยบายเศรษฐกิจในด้านต่างๆ รวมถึงเรื่องการอพยพ (migration) การเคลื่อนย้ายอย่างเสรีของเงินทุนและแรงงานด้วย ซึ่ง ETUC ไม่เห็นด้วยนักกับการจำกัดการเคลื่อนย้ายอย่างเสรีของแรงงานโดยเฉพาะอย่างยิ่งของบัลแกเรียและโรมาเนียภายหลังการเข้าเป็นสมาชิก EU

(2) การเจรจารอบพหุภาคีเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างระดับการแข่งขันที่เท่าเทียม (level playing field) โดยปรับมาตรฐานในด้านต่างๆ ให้เป็นมาตรฐานเดียวกันระหว่างประเทศ เช่น การคุ้มครองแรงงานตามมาตรฐานของ ILO การกำหนดมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม โดยเห็นว่ายุโรปควรเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญในเรื่อง Climate change

(3) นโยบายการค้าของยุโรปควรมีแนวความคิดเรื่องการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม และแรงงานอย่างสอดคล้องกัน ในการดำเนินความสัมพันธ์การค้ากับทุกประเทศ ไม่ว่าจะเป็นกับกลุ่ม ACP เกาหลีใต้ อินเดีย หรือจีนก็ตาม

2.4 นาย Michael Treschow, Chairman of the Confederation of Swedish Enterprise and Vice-President of UNICE

– ชื่นชมความพร้อมของคณะกรรมาธิการยุโรปด้านการค้าที่จะหาหนทางที่ดีที่สุดในการช่วยเหลือบริษัทของยุโรปในการเข้าถึงตลาดในประเทศต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในจีน

– เห็นว่าประเด็นที่ควรผลักดันต่อไปในการเจรจารอบโดฮา ได้แก่ การเจรจาเปิดตลาดภาคบริการ การอำนวยความสะดวกทางการค้า การลดอุปสรรคทางเทคนิคเช่น NTBs การลดกระบวนการที่ไม่จำเป็น (red tape) การทำให้กฎระเบียบของแต่ละประเทศสอดคล้องกัน ทั้งนี้ เห็นว่าเป็นการยากที่จะทำให้ประเทศสมาชิก WTO 140 ประเทศที่ต่างเป็นทั้ง suppliers และ consumers และต่างแข่งขันกันที่จะดึงดูดการลงทุนและแสวงหาโอกาสทางการค้าสามารถหาข้อตกลงร่วมกันได้

– เห็นว่าการจัดทำความตกลงเขตการค้าเสรีระหว่าง EU-US น่าจะเป็นทางเลือกที่ดี

2.5 นาย Mario Monti, Chairman of the board of Bruegel และอดีต Commissioner ด้านการแข่งขัน (Competition Policy) กล่าวถึงประเด็นสำคัญ 3 ประการ ดังนี้

(1) Europe-Globalization ยุโรปสามารถรักษาผลประโยชน์ที่ได้รับจากกระแสโลกาภิวัฒน์ได้โดยการปรับเปลี่ยนโครงสร้างการผลิตให้เป็นส่วนหนึ่ง (compliments) แทนที่จะเป็นการทดแทน (substitute) การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจากกระแสโลกาภิวัฒน์ โดยการปรับใช้รูปแบบทางสังคม (Social Model) แบบใหม่ และเน้นความยืดหยุ่น (Flexibility) ในรูปแบบการผลิต ซึ่งประเทศที่ควรปรับตัวได้แก่ กลุ่มประเทศยุโรปใต้ส่วนใหญ่รวมทั้งประเทศสมาชิก EU ใหม่บางประเทศ นอกจากนี้ เห็นว่ายุโรปได้ปรับใช้หลักการของกระแสโลกาภิวัฒน์มาเป็นเวลาเกือบ 50 ปี แล้วในระดับภาคพื้นทวีปยุโรปโดยการเปิดตลาด และนำหลักการการค้าที่เสรีและเป็นธรรมมาใช้ร่วมกัน

(2) Globalization at home ยุโรปยังต้องรักษาพลวัตรของกระแสโลกาภิวัฒน์โดยการขจัดแนวคิดชาตินิยม (nationalism) ในบริบทด้านเศรษฐกิจซึ่งยังมีอยู่ในปัจจุบันออกไป เช่น การที่ฝรั่งเศสและลักเซมเบิร์กพยายามคัดค้านการซื้อธุรกิจเหล็กโดยบริษัทต่างชาติ (กรณีบริษัท Mittal ซื้อบริษัทธุรกิจเหล็กกล้า Arcelor)

(3) Institution and Politics Development เป็นเครื่องมือสำคัญที่ประชาชนต้องการเห็นในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งและความสามารถในการแข่งขันให้กับยุโรป ภาคเอกชนของยุโรปได้ร้องเรียนบ่อยครั้งเกี่ยวกับกฎระเบียบที่เข้มงวดสำหรับการขอความช่วยเหลือแบบ State Aid ซึ่งปรากฏการณ์นี้ไม่เกิดขึ้นในสหรัฐฯ นอกจากนี้ เห็นว่าธรรมนูญยุโรปมีความจำเป็นที่จะทำให้สถาบันของยุโรปมีความเข้มแข็ง ซึ่งควรหาแนวทางที่ประเทศต่างๆ ในยุโรปเห็นชอบร่วมกันต่อไป

3. ข้อสังเกตจากนาย Mandelson

นาย Mandelson ได้ให้ข้อสังเกตภายหลังรับฟังความเห็นจากคณะผู้อภิปราย ดังนี้

3.1 ไม่เห็นด้วยกับความคิดที่ว่าการจัดทำความตกลงการค้าทวิภาคีเป็นแผนสำรอง (Plan B) ในกรณีการเจรจาในกรอบพหุภาคีล้มเหลว โดยย้ำว่าการจัดทำความตกลงทางการค้าทวิภาคีเป็นส่วนเสริมการเจรจาพหุภาคี ทั้งนี้ การเจรจารอบโดฮาถูกระงับไว้ชั่วคราวเท่านั้น และจะมีความพยายามฟื้นฟูการเจรจาต่อไป นอกจากนี้ ไม่เห็นด้วยกับแนวความคิดที่ว่าไม่มีข้อตกลงเสียเลยจะดีกว่าหากมีข้อตกลงที่ไม่ดีพอ อย่างไรก็ดี ย้ำว่าการเจรจาเปิดตลาดสินค้าเกษตรและการลดการอุดหนุนสินค้าเกษตรเป็นประเด็นสำคัญที่ประเทศกำลังพัฒนาจะได้รับประโยชน์

3.2 การส่งเสริมการแข่งขันที่เสรีและเป็นธรรมเป็นสิ่งสำคัญในการเปิดตลาดสินค้าและบริการในประเทศต่างๆ โดยการลดระเบียบขั้นตอนที่ไม่จำเป็น

3.3 ความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่าง EU-US ให้ความสำคัญร่วมกันในเรื่องพลังงาน และมีการเจรจาในด้านต่างๆ ระหว่างกันอย่างต่อเนื่อง

4. ข้อสังเกต

4.1 การสัมมนาในครั้งนี้เป็นการเปิดรับฟังความคิดเห็นจากภาคเอกชนของยุโรปต่อยุทธศาสตร์การค้า “Global Europe” ซึ่งหลายฝ่ายเห็นพ้องว่าการเจรจาการค้าในรอบพหุภาคีมีความจำเป็นสำหรับการสร้างระเบียบทางการค้าระหว่างประเทศที่ได้มาตรฐาน ควบคู่ไปกับมาตรฐานในด้านอื่นๆ รวมทั้งด้านแรงงานและสิ่งแวดล้อม โดยเห็นว่ายุโรปควรเป็นพลังขับเคลื่อนที่สำคัญโดยเฉพาะในด้านสิ่งแวดล้อม

4.2 ภาคเอกชนของยุโรปยังมีความกังวลเกี่ยวกับระเบียบ EU ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการผลิต เช่นระเบียบเคมีภัณฑ์ REACH ซึ่งแสดงให้เห็นว่าภาคเอกชนของยุโรปก็เกรงที่จะสูญเสียความสามารถในการแข่งขันหาก EU ออกระเบียบต่างๆ ที่เข้มงวดกว่าประเทศอุตสาหกรรมที่เป็นคู่แข่งสำคัญ เช่น สหรัฐฯ ญี่ปุ่น

4.3 ยุทธศาสตร์การค้าของยุโรปดังกล่าวเป็นโครงสร้างการดำเนินงานทางการค้าของยุโรปในภาพรวมซึ่งกรรมาธิการยุโรปด้านการค้ามีอิสระในการดำเนินการในฐานะตัวแทนสมาชิก EU ภายหลังได้รับการเห็นชอบหรืออาณัติในการเจรจาแล้ว ซึ่งขึ้นอยู่กับประเทศคู่ค้าว่าจะตอบสนองอย่างไรต่อการดำเนินการของ EU เช่น ในกรณีจีนซึ่งถือว่าเป็นกรณีพิเศษที่ EU ทั้งดำเนินการเชิงรุกและเตรียมรับมือ ในขณะที่ในส่วนของไทยหรือ ASEAN คงต้องเตรียมรับมือกับ EU หากมีการเจรจาความตกลงเขตการค้าเสรีหรือการผลักดันในเรื่องต่างๆ จาก EU เช่น ความพยายามของ EU ที่จะเปิดเสรีภาคบริการใน emerging countries การผลักดันเรื่องการคุ้มครอง IPR หรือความพยายามในการเปิดตลาดการจัดซื้อจัดจ้างโดยภาครัฐ (public procurement) โดยฝ่ายไทยหรือ ASEAN ควรหาแนวทางร่วมกันอย่างเหมาะสม และคำนึงถึงประเด็นร่วมที่ควรผลักดันจาก EU เช่น (1) การลดการใช้ NTBs ในสินค้าประเภทต่างๆ โดยการคำนึงถึงผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคมที่ได้รับและความพร้อมของประเทศกำลังพัฒนา (2) การเปิดตลาดสินค้าเกษตรของ EU อย่างเหมาะสม (3) การสร้าง capacity building ให้กับฝ่ายไทยหรือ ASEAN ที่จะช่วยลดผลกระทบจากระเบียบ EU ที่เป็นปัญหาหรืออุปสรรคในการส่งออกสินค้า เป็นต้น

5. สถานะล่าสุด

เมื่อวันที่ 13 พ.ย. 2549 คณะมนตรีสหภาพยุโรปได้รับรองรายงานเรื่อง Global Europe ดังกล่าวในการประชุม 2760th Council meeting, General Affairs โดยได้ให้ความเห็นต่อรายงานดังกล่าว สรุปได้ว่า

1. การออกรายงานดังกล่าวเป็นตัวอย่างที่ดีในการเชื่อมโยงการค้าต่างประเทศกับยุทธศาสตร์ลิสบอน (ส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจและการจ้างงาน) ยุโรปจำเป็นต้องปรับตัวเพิ่มความสามารถในการแข่งขันเพื่อเผชิญกับการแข่งขันที่กำลังเพิ่มสูงขึ้น โดยใช้นโยบายเชิงรุกในการเปิดตลาดทั้งในส่วนของตลาดภายในกลุ่ม EU และตลาดต่างประเทศ แก้ไขปัญหา/อุปสรรคทางการค้าและการลงทุนในประเทศคู่ค้าของ EU ที่ไม่โปร่งใสและเลือกปฏิบัติซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการแข่งขันโดยเฉพาะต่อ SME นอกจากนี้ ยุโรปควรแสวงหาแนวทางที่มีประสิทธิภาพในการแสวงหาแหล่งทรัพยากรการผลิตรวมทั้งพลังงาน และร่วมมือกับคู่ค้าในการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา และปรับกฎระเบียบด้านการค้าให้สอดคล้องกันมากขึ้นด้วย

2. ยืนยันว่าการผลักดันให้การเจรจาการค้ารอบโดฮาบรรลุผลสำเร็จยังเป็น priority ของ EU โดยจะพยายามให้เริ่มการเจรจาดังกล่าวขึ้นอีกโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

3. สนับสนุนการจัดทำ FTA กับกลุ่มประเทศใหม่ เห็นว่า EU ควรมุ่งเน้นการจัดทำ new generation FTAs กับกลุ่มประเทศใหม่ๆ นอกเหนือจากที่กำลังเจรจาหรือได้จัดทำแล้ว โดยควรจะมีขอบเขตการเปิดเสรีที่ครอบคลุมกว้างขวางมากกว่าความตกลงที่มีในปัจจุบันและปูพื้นฐานไปสู่การเจรจาพหุภาคีในอนาคตต่อไป โดยควรมุ่ง

(1) ให้มีการเปิดเสรีการค้าสูงสุดเท่าที่จะเป็นไปได้ โดยคำนึงถึงการสนับสนุนขีดความสามารถในการแข่งขันของยุโรปและผลกระทบต่อนโยบายภายในของยุโรป

(2) เปิดเสรีการบริการและการลงทุน

(3) การขจัดอุปสรรคที่มิใช่ภาษี และการปรับกฎระเบียบด้านการค้าให้มีความสอดคล้องกัน

ทั้งนี้ ได้กำหนดจะเริ่มการเจรจาโดยเร็วกับประเทศกลุ่มเป้าหมาย คือ ASEAN อินเดีย และเกาหลีใต้ นอกจากนี้ จะเจรจากับรัสเซียและยูเครนหลังจากที่ทั้งสองประเทศเข้าเป็นสมาชิก WTO แล้ว รวมทั้งย้ำความสำคัญของการสรุปผลการเจรจาที่ดำเนินอยู่ในปัจจุบันให้แล้วเสร็จ และการพัฒนาความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่าง EU กับสหรัฐฯ ด้วย ทั้งนี้ มอบหมายให้คณะกรรมาธิการยุโรปจัดทำข้อเสนอเกี่ยวกับการจัดทำความตกลง FTAs ดังกล่าวเสนอให้คณะมนตรีสหภาพยุโรปพิจารณาต่อไป โดยสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่

อ่านบทวิเคราะห์ยุทธศาสตร์การค้า Global Europe ของสหภาพยุโรป ได้ที่