หลังจากซบเซามากว่า 5 ปี เศรษฐกิจยุโรปในปี 2549 ก็ดูเหมือนจะเริ่มกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเริ่มกระเตื้องขึ้น อัตราการว่างงานเริ่มลดลง อัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับคงที่ ทว่า สภาวการณ์ดังกล่าวจะเป็นสัญญาณการฟื้นตัวของเศรษฐกิจยุโรปในระยะยาว…หรือไม่


เศรษฐกิจยุโรป 2549: ตัวเลขน่าพอใจ
โดยภาพรวมแล้ว เศรษฐกิจของยุโรปในปี 2549 เริ่มแสดงให้เห็นสัญญาณการฟื้นตัว หลังจากที่อยู่ในสภาวะซบเซาตลอดระยะ 5 ปี โดยในปี 2549 มีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจขยับขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 2.2 – 2.5%
นอกจากนี้ ยังมีตัวเลขอื่นๆที่แสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจยุโรปกำลังอยู่ในสภาวะฟื้นตัว เช่น ระดับเงินเฟ้อคงที่อยู่ในระดับ 2 % สภาวะการว่างงานลดลงมาต่ำสุดในรอบ 7 ปี อยู่ที่ 7.7 % ตลาดแรงงานมีแนวโน้มที่ดี โดยเฉพาะด้านการจ้างงานเพิ่มขึ้นทั้งในประเทศสมาชิกใหญ่ เช่น อังกฤษ สเปน และประเทศเล็ก เช่น ไอร์แลนด์ (แม้จะมีรายละเอียดปลีกย่อยแตกต่างกันไป) ค่าเงินยูโรอยู่ในระดับที่ไม่แข็งหรืออ่อนเกินไปนักหากเทียบกับเงินดอลลาร์ คือ ประมาณ 1.2 – 1.3 ดอลลาร์ต่อหนึ่งยูโร

นักเศรษฐศาสตร์จากหลายสำนัก ไม่ว่าจะเป็น OECD, IMF หรือของสหภาพยุโรปเอง ต่างคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจยุโรปมีแนวโน้มที่จะฟื้นตัวอย่างช้าๆแต่ทว่ายั่งยืน (slow but sustainable growth) โดยชี้ว่าการเจริญเติบโตดังกล่าวเป็นผลมาจากการที่ภาคเอกชนมีความต้องการซื้อ (อุปสงค์) เพิ่มขึ้น และผลของการปฏิรูปตลาดแรงงาน อันส่งผลให้มีการจ้างงานในกลุ่มผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น และการส่งเสริมการวิจัยและพัฒนา (R&D) ตามยุทธศาสตร์ลิสบอน เสริมด้วยปัจจัยบวกอย่างการที่ภาคธุรกิจยังมีความมั่นใจในเศรษฐกิจยุโรปสูงและการที่ยุโรปยังมีตัวเลขเงินออมสูง ทำให้ยังสามารถมีอุปสงค์เพิ่มขึ้นได้อีก นอกจากนี้ ประเทศต่างๆ ยังดำเนินนโยบายด้านการเงินและงบประมาณที่รอบคอบกว่าที่เป็นมาในทศวรรษ 1990s และลดการขาดดุลงบประมาณของรัฐลงมาอยู่ในระดับต่ำกว่าเพดาน 3 %

อย่างไรก็ตาม แม้เศรษฐกิจยุโปจะมีแนวโน้มที่ดี แต่ก็ยังคงมีปัจจัยเสี่ยงทั้งจากภายนอกและภายในยุโรปอยู่ ไม่ว่าจะเป็นราคาน้ำมันโลกและการชะลอตัวของเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ซึ่งอาจส่งผลให้เศรษฐกิจของโลกโดยรวมชะลอตัวตามไปด้วย และที่น่ากังวลที่สุดคือ ระดับประสิทธิภาพในการผลิต (productivity) ของยุโรปยังค่อนข้างต่ำ เมื่อเทียบกับสหรัฐฯ จึงต้องมีการผลักดันจากภายในสหภาพยุโรปเพื่อเพิ่มระดับ productivity ของตน นอกจากนี้ การเคลื่อนย้ายแรงงานในยุโรปยังขาดพลวัตรเท่าที่ควรจะเป็น และแรงงานในยุโรปยังมีความยืดหยุ่นน้อย

หรือยุโรปต้องเปิดร้านวันอาทิตย์….
แม้ที่ผ่านมาสหภาพยุโรปจะพยายามเพิ่มระดับ productivity ของตน ผ่านทางการปฏิรูปเศรษฐกิจและการกระตุ้นให้ประเทศสมาชิกให้ความสำคัญในการวิจัยและพัฒนา ซึ่งได้ไปช่วยกระตุ้นการฟื้นตัวของเศรษฐกิจยุโรปได้ในระดับหนึ่งตามที่กล่าวมาข้างต้น ทว่า นักเศรษฐศาสตร์ทั้งจาก IMF, OECD และของสหภาพยุโรปเอง ยังเห็นว่า ยุโรปยังไม่ควรจะนิ่งนอนใจ และควรเดินหน้าปฏิรูปต่อไป ไม่ว่าจะเป็นการทำให้การเปิดเสรีภาคบริการเสร็จสมบูรณ์ หรือการเปิดเสรีภาคการเงินของสหภาพยุโรปซึ่งปัจจุบันยังคงไม่มีเอกภาพ และการเดินหน้าปฏิรูปตลาดแรงงานของยุโรป ซึ่งขึ้นชื่อว่าไม่ค่อยมีความยืดหยุ่นนัก

อาจกล่าวได้ว่า แรงกดดันจากกระแสโลกาภิวัตน์ โดยเฉาพะอย่างยิ่ง การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่รวดเร็วของจีนและอินเดีย เป็นแรงกดดันให้สหภาพยุโรปจำเป็นต้องปรับตัว เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันผ่านทั้งการปฏิรูปเศรษฐกิจและการส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาตามยุทธศาสตร์ลิสบอน นำโดยทางฝ่ายคณะกรรมาธิการยุโรป ซึ่งชูประเด็นว่ารูปแบบทางสังคมของยุโรปควรจะมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้โอกาสที่เท่าเทียมกัน มากกว่าจะทำให้ทุกคนมีมาตรฐานคุณภาพชีวิตที่เท่าเทียมกัน (equal opportunity, not equal outcome) ทำให้การถกเถียงถึงเรื่องรูปแบบทางสังคมของยุโรป (European Social Model) ที่เหมาะสมกับยุโรปในปัจจุบันกลับมาเป็นที่สนใจอีกครั้งในช่วงนี้ เพราะความพยายามในการปฏิรูปตลาดแรงงานนั้นก็ให้เกิดความกังวลในหมู่องค์กรอิสระหรือสหภาพแรงงาน เช่น European Trade Union Confederation (ETUC) ว่าสหภาพยุโรปกำลังให้น้ำหนักกับการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน มากกว่าความมั่นคงทางสังคมของแรงงานชาวยุโรป และหลงลืมค่านิยมเก่าแก่ของยุโรป “เราไม่จำเป็นต้องเปิดร้านค้าวันอาทิตย์ เพื่อเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของยุโรป” ผู้แทนของ ETUC กล่าวในงานสัมมนา Economic Recovery in the Eurozone: How Strong หลังจากมีคนให้ความเห็นถึงความไม่ยืดหยุ่นของตลาดแรงงานในยุโรป ซึ่งคำพูดดังกล่าว เป็นภาพสะท้อนความเห็นที่แตกต่างระหว่างฝ่ายที่กังวลกับกระแสโลกาภิวัติน์และสนับสนุนให้ยุโรปปรับตัวไปตามกระแส และฝ่ายที่กังวลว่าการเปลี่ยนแปลงจะไปทำลายค่านิยมที่เป็นรากฐานทางสังคมของยุโรป

ทั้งนี้ ทางคณะกรรมาธิการยุโรปกำลังจัดเตรียมการปรึกษา (consultation) ถึงเรื่องรูปแบบทางสังคมของยุโรปกับผู้เกี่ยวข้องในเรื่องนี้ในวงกว้าง ทั้งองค์กรของภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรอิสระ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับ “การถกเถียงครั้งใหญ่”(big debate) เพื่อหาวิสัยทัศน์ร่วมถึงอนาคตของยุโรป นอกจากนี้ เยอรมนี ประธานสหภาพยุโรปในวาระต่อไป (มกราคม – มิถุนายน 2550) เองก็ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ไม่น้อย และกล่าวว่าจะเอาจริงเอาจังกับเรื่องการปฏิรูปการเงินเป็นพิเศษ

บทสรุป
แม้เศรษฐกิจของยุโรปกำลังมีแนวโน้มไปในทางที่ดีกว่าที่เคยเป็นมาเมื่อ 5 ปี ที่ผ่านมา แต่ก็อาจกลับมาซบเซาลงอีกครั้งได้ หากสหภาพยุโรปไม่พยายามเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของตนในเวทีโลก ให้ฉีกหนีห่างจากจีนและอินเดียด้วยแรงงานที่มีทักษะความสามารถสูง สามารถสร้างสรรค์สินค้าและบริการที่มีการเพิ่มมูลค่าด้วยนวัตกรรมได้ไม่แพ้สหรัฐฯหรือญี่ปุ่น

แต่ทั้งนี้ การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ย่อมไปกระทบเกี่ยวพันถึงเรื่องความมั่นคงและการปกป้องแรงงานในสหภาพยุโรปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จึงหลีกหนีไม่พ้นที่จะก็ให้เกิดกระแสต่อต้าน ทั้งจากกลุ่มสหภาพแรงงาน หรือในประเทศสมาชิกที่ให้ความสำคัญกับรูปแบบทางสังคมที่ให้การปกป้องแรงงานสูงมาแต่เดิม เช่น ฝรั่งเศสหรืออิตาลี ทว่า ดูเหมือนว่า ฝ่ายที่มีท่าทีกังวลต่อการปฏิรูปเองก็เข้าใจและเห็นด้วยว่าการที่จะสามารถรับมือกับกระแสโลกาภิวัตน์ได้ จำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลงระบบภายในสหภาพยุโรป

สำหรับประเทศไทยแล้ว แนวโน้มเศรษฐกิจที่ดีขึ้นของสหภาพยุโรป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การที่อุปสงค์ของภาคเอกชนเพิ่มขึ้น และยังมีศักยภาพที่จะเพิ่มได้อีก อาจเป็นข่าวดี เพราะถือเป็นโอกาสของธุรกิจไทยที่จะเข้ามาขยายช่องทางตลาดสินค้าและบริการในช่วงเศรษฐกิจขาขึ้นของยุโรปซึ่งมีกำลังซื้อสูง ทว่า ในอีกแง่หนึ่ง ก็ต้องคอยจับตาดูการปฏิรูปตลาดต่างๆของสหภาพยุโรปที่กำลังดำเนินไปอย่างต่อเนื่องด้วยเช่นกันว่าจะนำยุโรปไปในทิศทางใดด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในช่วงเวลานี้ที่สหภาพยุโรปกำลังสนใจจะเปิดเจรจาการค้าเสรีกับประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วย

ที่มา

  • งานสัมมนา Economic Recovery in the Eurozone: How Strong โดย European Policy Centre ที่กรุงบรัสเซลส์ วันที่ 28 พฤศจิกายน 2549
  • งานสัมมนา Global Europe, Social Europeโดย European Policy Centre ที่กรุงบรัสเซลส์ วันที่ 5 ธันวาคม 2549
  • งานสัมมนา European Growth and Jobs in 2007 โดย European Policy Centre ที่กรุงบรัสเซลส์ วันที่ 15 ธันวาคม 2549