Archbishop Stanislaw Wielgus ได้ตัดสินใจลาออกจากตำแหน่ง Archbishop แห่งกรุงวอร์ซอเมื่อวันที่ 7 มกราคม 2550 ภายหลังมีการตีแผ่ข้อมูลว่าเคยมีสายสัมพันธ์กับหน่วยงานตำรวจลับสมัยคอมมิวนิสต์ กรณีอื้อฉาวดังกล่าวส่งผลกระทบต่อโปแลนด์ซึ่งเป็นสังคมที่ศรัทธาและเชื่อมั่นในคริสตศาสนานิกายโรมันแคทอลิก สรุปได้ดังนี้

1. ภูมิหลัง

1.1 นสพ.Gazeta Polska ฉบับวันที่ 20 ธ.ค.49 ตีพิมพ์ข้อมูลที่สามารถชี้โยงให้เห็นว่า Archbishop Stanislaw Wielgus ซึ่งสำนักวาติกันเพิ่งระบุชื่อให้ขึ้นดำรงตำแหน่ง Archbishop แห่งกรุงวอร์ซอก่อนหน้าเพียง 2 อาทิตย์เคยมีสายสัมพันธ์กับหน่วยงานตำรวจลับสมัยคอมมิวนิสต์ของโปแลนด์ ต่อมา ในวันที่ 29 ธ.ค.49 สถาบัน Institute of National Remembrance (IPN) ของโปแลนด์ได้เปิดเผยข้อมูลที่สนับสนุนข้อกล่าวหาดังกล่าว พร้อมทั้งแต่งตั้งคณะกรรมาธิการพิเศษด้านการศาสนาตรวจสอบการดำเนินกิจกรรมต่างๆ ของคริสตจักรในช่วงที่โปแลนด์อยู่ภายใต้ระบอบการปกครองแบบคอมมิวนิสต์

1.2 วันที่ 30 ธ.ค.49 Archbishop Wielgus ได้แสดงความบริสุทธิ์ใจโดยเรียกร้องให้มีการสืบสวนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว และให้สัมภาษณ์นสพ.Gazeta Wyborcza ปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมด โดยระบุเพียงว่าตนเคยถูกข่มขู่ให้ทำงานข่าวกรองให้กับหน่วยงานตำรวจลับฯ ก่อนเดินทางไปต่างประเทศจริง แต่เมื่อได้ลงนามในพันธสัญญาว่าตนจะไม่ประพฤติการใดๆ ที่เป็นการต่อต้านระบอบคอมมิวนิสต์ก็มิได้รับการติดต่อให้ปฏิบัติงานใดๆ กับหน่วยงานตำรวจลับฯ อีก ในขณะที่สื่อมวลชนโปแลนด์ยังคงขุดคุ้ยและตีพิมพ์ข้อเท็จจริงที่ชี้ให้เห็นถึงความเป็นไปได้ที่ Archbishop Wielgus เคยพัวพันกับหน่วยงานตำรวจลับฯ อย่างต่อเนื่องและน่าเชื่อถือมากขึ้นเรื่อยๆ โดยรายงานข่าวชิ้นสำคัญเป็นของนสพ.Rzeczpospolita ที่ระบุอย่างชัดเจนว่า Archbishop Wielgus เคยร่วมงานกับหน่วยงานตำรวจลับฯ เป็นเวลากว่า 20 ปีเพื่อแลกกับความก้าวหน้าทางวิชาชีพ ทั้งเคยเข้ารับการฝึกอบรมพิเศษด้านข่าวกรองและเคยพยายามแทรกซึมเข้าไปในองค์กร Radio Free Europe ด้วย

1.3 วันที่ 5 ม.ค.50 Archbishop Wielgus ตัดสินใจกล่าวยอมรับว่าตนเคยมีสายสัมพันธ์กับหน่วยงานตำรวจลับฯ ซึ่งการกระทำดังกล่าวทำความเสื่อมเสียต่อคริสตจักร และตนพร้อมรับคำวินิจฉัยของพระสันตะปาปาเบเนดิกต์ฯ ที่จะมีต่อตน โดยในวันที่ 7 ม.ค.50 Archbishop Wielgus ประกาศลาออกจากตำแหน่งกลางพิธีฉลองการเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ ณ มหาวิหาร St.John กรุงวอร์ซอท่ามกลางบุคคลสำคัญในวงการกลางเมือง คริสตจักรและคริสตศาสนิกชน

2. ผลกระทบต่อสังคมโปแลนด์

2.1 คริสต์ศาสนิกชนและสื่อมวลชนโปแลนด์

ผลกระทบที่เป็นรูปธรรม คือการที่นักข่าวของนสพ.Gazeta Polska ถูกคริสตศานิกชนที่ภักดีต่อ Archbishop Wielgus รุมทำร้ายหน้ามหาวิหาร St.John หลังจากได้ยินคำประกาศลาออกของ Archbishop Wielgus ในขณะที่สังคมโปแลนด์เกิดการโต้แย้งทางความคิดเกี่ยวกับความพอเหมาะพอดีของการนำเสนอข่าวของสื่อมวลชน โดยกลุ่มผู้ภักดีต่อ Archbishop Wielgus ระบุว่าเรื่องดังกล่าวเป็นกระบวนการภายในของคริสตจักร สื่อมวลชนไม่มีสิทธิ์ที่จะมาขุดคุ้ยเรื่องราว ในอดีต ในขณะที่ผู้สื่อข่าวของนสพ.Rzeczpospolita โต้ว่าสิ่งที่พวกตนกำลังกระทำอยู่มิใช่แค่สิทธิ์แต่เป็นหน้าที่ของสื่อมวลชน เพราะคริสตจักรมิได้เป็นเพียงแค่สถาบันศาสนาแต่มีบทบาทสำคัญต่อประเทศและจำต้องรับผิดชอบต่อการดำรงไว้ซึ่งประวัติศาสตร์และประเพณีของชาติ และเมื่อคำนึงว่าคริสต์ศาสนามีอิทธิพลต่อสาธารณชนเช่นนี้ ชาวโปแลนด์จึงจำเป็นต้องได้รับรู้ข้อมูลในอดีตของพระชั้นผู้ใหญ่อย่างเท่าเทียมและภายใต้กฎหมายเฉกเช่นเดียวกับนักการเมืองและนักหนังสือพิมพ์

2.2 ผลกระทบต่อคริสตจักรในภาพรวม

2.2.1 แม้สำนักงานคณะทูตถาวรของสำนักวาติกันประจำโปแลนด์จะเน้นย้ำว่าการลาออกของ Archbishop Wielgus เป็นคำวินิจฉัยของสำนักวาติกัน โดยอ้างข้อความในประกาศทางการของสำนักงานคณะทูตถาวรฯ ที่ระบุว่า “หากพระราชาคณะรูปใดไม่สามารถดำรงตำแหน่งหรือปฏิบัติภารกิจได้เนื่องด้วยอาพาธหรือมีเหตุผลสำคัญอื่นๆ จะต้องลาออกจากตำแหน่ง” แต่กระแสสังคมยังคงตั้งคำถามว่าสำนักวาติกันไม่เคยระแคะระคายเกี่ยวกับอดีตของ Archbishop Wielgus เลยหรือ ทั้งนี้ นาย Janusz Kurtyka ผู้อำนวยการสถาบัน IPN ระบุว่าตนเคยแจ้งข้อมูลเอกสารเกี่ยวกับ Archbishop Wielgus ให้ฝ่ายบริหารของคณะสงฆ์ทราบหลายครั้งแล้วแต่มิได้มีการตรวจสอบใดๆ ในขณะที่ สำนักข่าว PAP ของโปแลนด์ระบุว่า พระสันตะปาปาฯ ทรงไม่สบายพระทัยอย่างมากต่อกรณีดังกล่าว โดยเฉพาะการที่พระองค์ไม่เคยได้รับรายงานข้อมูลเกี่ยวกับอดีตของ Archbishop Wielgus เลย

นอกจากนั้น ยังมีความพยายามผูกโยงเรื่องดังกล่าวเข้ากับกระแสวิพากษ์วิจารณ์ที่มีต่อคำปราศรัยขององค์พระสันตะปาปาฯ เมื่อเดือนก.ย.49 ซึ่งทำความไม่พอใจต่อชาวมุสลิมเป็นอย่างมากเนื่องจากมีนัยเชื่อมโยงศาสนาอิสลามเข้ากับความรุนแรง หลายฝ่ายต่างมองว่าแม้องค์พระสันตะปาปาฯ จะทรงมีความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับคริสต์ศาสนา แต่พระองค์ยังทรงขาดมุมมองด้านการเมืองที่พึงมีต่อศาสนาอิสลามที่เป็นสถาบันที่ใหญ่และซับซ้อนทัดเทียมกับคริสตจักร ความผิดพลาดดังกล่าวทำให้หลายฝ่ายมองว่านอกจากองค์พระสันตะปาปาฯ จะไม่ได้รับทราบข้อมูลและคำแนะนำจากที่ปรึกษาของพระองค์ดีพอแล้ว พระองค์มักทรงวินิจฉัยกรณีสำคัญต่างๆ บนพื้นฐานความเข้าใจของพระองค์เอง

2.2.2 นอกจากนั้น หลายฝ่ายได้แสดงความกังวลต่อกระแสศรัทธาของคริสตศาสนิกชนโปแลนด์ที่อาจได้รับผลกระทบจากกรณีของ Archbishop Wielgus และประเด็นสำคัญคือ องค์พระสันตะปาปาฯ มิได้มีอำนาจปกครอง (ทางศาสนา) ในโปแลนด์ด้วย ขณะที่ Cardinal Jozef Glemp, Archbishop แห่งโปแลนด์และรักษาการ Archbishop แห่งกรุงวอร์ซอกล่าวปฏิเสธว่ามิได้มีวิกฤตการณ์เกิดขึ้นในคริสตจักรโปแลนด์ พร้อมทั้งกล่าวโทษสื่อมวลชนที่เสนอข่าวโจมตีคริสตจักรอย่างรุนแรง

2.3 ผลกระทบด้านการเมือง

2.3.1 หลายฝ่ายมองว่ากรณีอื้อฉาวดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อความพยายามของปธน.Lech Kaczynski และนรม.Jaroslaw Kaczynski ที่หมายมั่นฟื้นฟูโปแลนด์ให้เป็นสาธารณรัฐที่เกาะเกี่ยวกับคริสตจักรอย่างแนบแน่น โดยภายหลังการประกาศลาออกของ Archbishop Wielgus นรม.Kaczynski ได้ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวระบุว่า พระสันตะปาปาฯ ทรงกระทำถูกต้องแล้วที่ยอมรับการลาออกของ Archbishop Wielgus เพราะหาก Archbishop Wielgus เข้ารับตำแหน่งวิกฤตการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นกับคริสตจักรโปแลนด์ซึ่งตนถือเป็นวิกฤตการณ์ของชาติจะต้องยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น และกล่าวย้ำว่าความผิดบาปที่ใครได้เคยกระทำในสมัยคอมมิวนิสต์จะต้องได้รับการตีแผ่ นอกจากนั้น ได้อธิบายด้วยว่า กรณีดังกล่าวเป็นวิกฤตการณ์ของชาติเนื่องจากขณะนี้ชาวโปแลนด์ได้รับรู้ว่าศาสนจักรซึ่งมีบทบาทที่สำคัญและช่วยนำพาโปแลนด์ให้ก้าวออกจากระบอบคอมมิวนิสต์กลายเป็นองค์กรที่กำลังถูกกล่าวหาว่าเคยรับใช้ระบอบดังกล่าว

นรม.Kaczynski กล่าวแสดงความเข้าใจกลุ่มผู้ภักดีต่อ Archbishop Wielgus แต่การปกป้องจะยิ่งทำให้เกิดความเสียหายมากขึ้น พร้อมทั้งระบุว่า ขณะนี้คณะกรรมาธิการการเมืองของพรรค PiS กำลังพิจารณาแนวปฏิบัติต่อกรณีดังกล่าวและคาดว่าจะสามารถแถลงผลให้ทราบในโอกาสแรก

2.3.2 ในทางตรงกันข้าม นาย Andrzej Lepper รองนรม.และรมว.ก.เกษตรฯ กล่าวว่าตนไม่เห็นด้วยกับความคิดของนรม.Kaczynski โดยระบุว่าไม่มีหลักฐานใดที่บ่งชี้ว่า Archbishop Wielgus กระทำการทำร้ายใคร ตนจึงไม่เห็นถึงความจำเป็นที่ Archbishop Wielgus จะต้องลาออกจากตำแหน่ง

2.3.3 กรณีดังกล่าวได้ส่งผลให้สภาผู้แทนราษฎรฯ จะเร่งพิจารณาร่างพรบ.ยกเลิกการให้เงินสวัสดิการหลังเกษียณแก่เจ้าหน้าที่หน่วยงานตำรวจลับสมัยคอมมิวนิสต์ ซึ่งนรม.Kaczynski มองว่าเป็นองค์กรอาชญากรรมและผลประโยชน์ที่กลุ่มเจ้าหน้าที่ฯ ได้รับมีมากกว่าเหยื่อที่เคยถูกกระทำ นอกจากนั้น พรรค PiS ยังต้องการเผยแพร่รายชื่ออดีตเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานตำรวจลับฯ เพื่อมิให้กลุ่มคนเหล่านี้มีโอกาสเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับองค์กรสาธารณะและหน่วยงานของรัฐพร้อมทั้งจะลดเงินบำนาญ-สวัสดิการที่ได้หลังเกษียณอายุด้วย

3. ข้อสนเทศเพิ่มเติม

3.1 กรณีของ Archbishop Wielgus ได้ส่งผลให้มีการเปิดเผยข้อมูลอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับบาทหลวงและพระชั้นผู้ใหญ่ที่เคยมีสายสัมพันธ์กับหน่วยงานตำรวจลับฯ อาทิ (1) บาทหลวง Jerzy Dabrowski ซึ่งเป็นบาทหลวงที่คริสตศาสนิกชนให้ความศรัทธาจำนวนมากและเสียชีวิตแล้วเมื่อปี 2534 (2) Archbishop Janusz Bielanski, Krakow Archbishop ที่แม้จะชี้แจงว่าตนไม่เคยมีสายสัมพันธ์ใดๆ กับหน่วยงานตำรวจลับฯ แต่ก็ได้ตัดสินใจลาออกจากตำแหน่ง เป็นต้น

3.2 ปฏิกิริยาสื่อมวลชนต่างชาติ สื่อมวลชนยุโรปและอเมริกันต่างเผยแพร่ข่าวการลาออกจากตำแหน่งของ Archbishop Wielgus ที่สำคัญสรุปได้ ดังนี้

3.2.1 สื่อมวลชนอิตาลี ต่างอ้างถึงคำพูดของ Father Federico Lombardi ผู้อำนวยการสำนักข่าววาติกัน ที่ระบุว่ากรณีของ Archbishop Wielgus เป็นเพียงส่วนหนึ่งของคลื่นที่จู่โจมคริสตจักรโปแลนด์

3.2.2 นสพ. Le Figaro ของฝรั่งเศส ระบุว่ากรณีดังกล่าวได้ทำลายความน่าเชื่อถือของคริสตจักรจนหมดสิ้น ทั้งแสดงให้เห็นถึงการแบ่งแยกเป็นฝักเป็นฝ่ายภายหลังการสิ้นพระชนม์ขององค์พระสันตะปาปาจอห์น ปอลที่ 2

ในขณะที่ นสพ. Le Monde ระบุว่า แม้ระบบคอมมิวนิสต์ในโปแลนด์จะล่มสลายไปร่วม 17 ปีแต่คริสตจักรโปแลนด์ยังคงไม่สามารถมีแนวปฏิบัติที่ชัดเจนในการตัดสินกรณีพัวพันกับหน่วยงานตำรวจลับในยุคคอมมิวนิสต์ได้

3.3.3 สถานีวิทยุ-โทรทัศน์และนสพ. Sueddeutsche Zeitung ของเยอรมัน ระบุว่ากรณีดังกล่าวเป็นเพียงหนึ่งในหลายปัญหาที่เกิดขึ้นกับคริสตจักรโปแลนด์ภายหลังการสิ้นพระชนม์ของพระสันตะปาปาจอห์น ปอลที่ 2

3.3.4 New York Times และ International Herald Tribune ระบุว่า ความร่วมมือระหว่างบาทหลวงโปแลนด์และหน่วยงานตำรวจลับยุคคอมมิวนิสต์กำลังสร้างปัญหาให้กับชาวโปแลนด์ เนื่องจากคริสตจักรภายใต้องค์พระสันตะปาปาจอห์น ปอล ที่ 2 มีภาพของการเป็นดวงประทีปแห่งความหวังและกำลังใจของคนที่ต่อสู้กับระบอบคอมมิวนิสต์ รวมทั้งคาดคะเนว่าปัญหาเรื่องนี้ทราบกันมานานแล้ว แต่ที่ไม่ถูกนำมาเปิดเผยในสมัยพระสันตะปาปาจอห์น ปอล ที่ 2 ก็เพราะว่าไม่ต้องการให้พระองค์ต้องไม่สบายพระทัย

3.3 เชื่อแน่ว่ากรณีอื้อฉาวของ Archbishop Wielgus จะส่งผลให้โปแลนด์ต้องสังคายนาคริสตจักรอย่างเร่งด่วนเพื่อให้คงเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ และไม่ให้กระทบกระเทือนภาพพจน์ของโปแลนด์ในฐานะประเทศที่เป็นจุดเริ่มต้นของขบวนการเรียกร้องอิสรภาพซึ่งก่อให้เกิดการล่มสลายของระบอบคอมมิวนิสต์ในยุโรปกลางและตะวันออกในที่สุด