องค์กรความร่วมมือเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจ Organization for Economic Cooperation and Development (OECD) ให้คำแนะนำเมื่อวันที่ 4 ม.ค. 50 ว่าประเทศในเขตยูโรโซนต้องทำการปฏิรูปโครงสร้างเพื่อให้การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่เพิ่มเริ่มต้นมีความเข้มแข็งยิ่งขึ้น

OECD ซึ่งเป็นองค์กรที่ทำการวิจัยด้านนโยบายสำหรับประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ 30 ประเทศและมีสำนักงานใหญ่ ณ กรุงปารีส ได้ทำการสำรวจประเทศสมาชิกเขตยูโรโซนทั้ง 12 ประเทศในปี 2549 (โดยสโลวีเนียเพิ่งเข้าร่วมเป็นสมาชิกตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2550) และพบว่าความไม่ยืดหยุ่นทางโครงสร้างเป็นตัวการที่ชะลอความเติบโตและเร่งให้เกิดภาวะเงินเฟ้อ และหากมีการปฏิรูปโครงสร้างเพิ่มเติมต่อไป เศรษฐกิจที่เพิ่งฟื้นตัวจะแข็งแกร่งและยืนอยู่ได้ด้วยตนเอง ซึ่งมีโอกาสจะเป็นเช่นนั้นเพราะงบดุลของภาคธุรกิจและครัวเรือนที่ดีรวมทั้งสภาพของภาวการณ์ปล่อยสินเชื่อที่ดีด้วย

อย่างไรก็ตาม OECD ได้ลดความคาดหมายในทางบวกต่อสภาพเศรษฐกิจในยูโรโซนโดยกล่าวเตือนว่าอัตราความเจริญเติบโตต่อปีของปี 2550 และ 2551 นั้นคาดว่าจะอยู่ในราว 2.25% ต่อปีเท่านั้น รายงานผลสำรวจยังกล่าวว่าในขณะที่สภาพเศรษฐกิจยังอยู่ในระยะฟื้นตัว ควรเน้นความสนใจไปที่ปัญหาท้าทายในระยะยาวคือโอกาสที่ความเติบโตจะชะลอตัวลงอีกและการขาดความยืดหยุ่นอันเนื่องมาจากจุดด้อยทางโครงสร้าง และการขาดความยืดหยุ่นทางโครงสร้างนี้จะลดความเติบโตลง ทำให้แก้ไขปัญหาเงินเฟ้อยากขึ้นและลดความสามารถของระบบเศรษฐกิจในการซึมซับผลกระทบด้านลบที่รุนแรง

OECD แนะให้ประเทศสมาชิกทำให้ค่าจ้างมีความยืดหยุ่นมากขึ้น และแนะว่าในบางประเทศควรผ่อนปรนข้อกฎหมายที่ปกป้องการว่าจ้างงานแบบเซ็นสัญญารวมทั้งให้มีการต่อรองค่าจ้างตามความสามารถในการทำงานได้ในระดับของบริษัทมากกว่าในระดับของภาคธุรกิจ ทั้งนี้เพื่อให้บริษัทสามารถรับผลกระทบที่รุนแรงได้โดยการปรับอัตราค่าจ้างมากกว่าการปรับเปลี่ยนจำนวนแรงงานและค่าแรงที่ยืดหยุ่นยังสามารถเป็นแรงจูงใจให้แรงงานในการเพิ่มผลิตภาพด้วย นอกจากนั้น OECD ยังกล่าวว่าสามารถลดอุปสรรคของการเคลื่อนย้ายแรงงานได้โดยปรับปรุงสิทธิของลูกจ้างในการย้ายผลประโยชน์บำนาญจากนายจ้างรายเดิมสู่นายจ้างปัจจุบัน (Pension Portability) และการยอมรับคุณวุฒิของผู้สมัครงานในระหว่างประเทศสมาชิกด้วยกัน

นอกจากนั้น OECD ยังแนะนำให้เพิ่มการแข่งขันโดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคบริการที่มีการปกป้องอยู่และให้มีการรวมและพัฒนาตลาดการเงินด้วย โดยจะเพิ่มการแข่งขันได้โดยการขจัดกฎระเบียบที่ไม่จำเป็นเกี่ยวกับสินค้าและลดอุปสรรคในตลาดภายในลง ซึ่งการปฏิบัติเช่นนี้จะช่วยทำให้ราคาสินค้าลดลง และเป็นการทำให้อัตราเงินเฟ้อตอบสนองต่ออุปสงค์โดยตรงได้ดีขึ้น ส่วนการพัฒนาตลาดการเงินนั้น นโยบายการเงินควรจะเข้มแข็งขึ้นหากมีการแข่งขันเพิ่มขึ้นในภาคการธนาคารสำหรับลูกค้ารายย่อย และหากมีการปฏิรุปด้านกฎระเบียบที่จะทำให้ผู้เป็นเจ้าของบ้านสามารถกู้ยืมได้ในภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ

ข้อมูลอ้างอิง: www.eubusiness.com