ในช่วงนี้ สหภาพยุโรปดูมีความกระตือรือล้นจริงจังในประเด็นเรื่องสิ่งแวดล้อมและพลังงานเป็นอย่างมาก ที่ผ่านมา ทางเว็บไซต์ไทยยุโรป.เน็ตได้นำเสนอความคืบหน้าของท่าทีของคณะกรรมาธิการยุโรปในเรื่องพลังงานและสิ่งแวดล้อมมาอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ได้ภาพที่สมบูรณ์ขึ้น ทางทีมงานจึงขอนำเสนอมุมมองในเรื่องดังกล่าวจากภาคธุรกิจและประชาชนในยุโรป และได้ไปสัมภาษณ์เจ้าหน้าที่ของสหภาพยุโรปซึ่งรับผิดชอบในการรวบรวมความเห็นของภาคสังคมในยุโรปเพื่อซักถามในประเด็นดังกล่าวมานำเสนอ และได้ฟังอีกมุมมองหนึ่งที่น่าสนใจ


ทำไมชาวยุโรปจึงดูรักสิ่งแวดล้อม
หากดูจากมุมมองของประเทศที่สามแล้ว อาจดูเหมือนว่าชาวยุโรปมีความตื่นตัวและใส่ใจเรื่องสิ่งแวดล้อมมากที่สุดภูมิภาคหนึ่งของโลก ทำให้สามารถบังคับใช้กฏระเบียบต่างๆด้านสิ่งแวดล้อมได้ ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่สหภาพยุโรปได้ให้ความเห็นว่า ชาวยุโรปส่วนใหญ่ต้องการเห็นตัวเองเป็นผู้นำในเรื่องดังกล่าว อยากเห็นยุโรปเป็นตัวอย่างในการรักษาสิ่งแวดล้อมแก่ประเทศอื่นๆ (แม้ในความเป็นจริง ยุโรปอาจไม่ได้เป็นภูมิภาคที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากที่สุดในโลกก็ตาม) ทั้งนี้เป็นเพราะ นอกจากการชาวยุโรปจะตระหนักว่าปัญหาสภาวะอากาศเปลี่ยนแปลงเป็นหนี่งในปัญหาร้ายแรงที่จะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อมวลมนุษยชาติแล้ว เรื่องดังกล่าวยังเป็นเรื่องของปัญหาจริยธรรมด้วย ด้วยเหตุที่ว่ายุโรปเป็นผู้เริ่มการปฏิวัติอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่นำไปสู่ปัญหาที่โลกกำลังเผชิญอยู่ในวันนี้

อันที่จริงแล้ว ยุโรปได้ตระหนักถึงผลร้ายของการเผาผลาญเชื้อเพลิงและการใช้ทรัพยากรอย่างมหาศาลเพื่อการปฏิวัติอุตสาหกรรมมาตั้งแต่ร้อยกว่าปีที่แล้ว ในปี 1896 ได้มีรายงานคาดการณ์ถึงผลเสียต่อสิ่งแวดล้อมของโลกออกมาเป็นฉบับแรก ในวันนี้ ยุโรปจึงไม่ต้องการเห็นประเทศอื่นๆต้องซ้ำรอยสิ่งที่ตนทำในอดีตในการพัฒนาประเทศ มิเช่นนั้น หากจีนหรืออินเดียต้องใช้ทรัพยากรสิ่งแวดล้อมในแบบเดียวที่ยุโรปเคยทำก่อนเพื่อพัฒนาประเทศให้เป็นประเทศพัฒนาแล้ว สิ่งแวดล้อมของโลกคงเข้าขั้นวิกฤติแน่

เพื่อการนี้ สหภาพยุโรปจึงพยายามพัฒนาเทคโนโลยีและแนวทางการปฏิบัติในการรักษาสิ่งแวดล้อม เพื่อที่ประเทศต่างๆจะได้กระโดดข้ามขั้นตอนที่ยุโรปเคยทำ ไปสู่ระบบเศรษฐกิจที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนเพียงแต่น้อยเลย นอกจากนี้ ยุโรปยังเห็นประโยชน์ในด้านการค้าที่จะได้จากการขายเทคโนโลยีดังกล่าวด้วย

เสียงของภาคประชาชนต่อคณะกรรมาธิการยุโรป: หรือคณะกรรมาธิการฯอาจตั้งเป้าหมายผิด !?
คณะกรรมาธิการยุโรปได้กล่าวไว้ในแผนงาน Energy Policy for Europe ว่า มาตรการสิ่งแวดล้อมต่างๆที่จะออกมาเพื่อรองรับแผนงานดังกล่าวนั้น จะตั้งอยู่บนหลักการ 3 ประการ คือ เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (รวมทั้ง การรักษาสิ่งแวดล้อม) ความมั่นคงทางพลังงาน และความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจ แต่บางครั้ง หลักการทั้งสามนี้อาจขัดแย้งกันได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่องการรักษาสิ่งแวดล้อมและเรื่องการพัฒนาศักยภาพในเชิงเศรษฐกิจ ถ้าเป็นเช่นนั้นแล้ว คณะกรรมธิการยุโรปจะให้น้ำหนักเรื่องไหนมากกว่า

เจ้าหน้าที่คนดังกล่าวให้ความเห็นว่า ดูเหมือนว่าในปัจจุบัน คณะกรรมาธิการยังคงสนใจเรื่องการพัฒนาศักยภาพทางเศรษฐกิจมาเป็นอันดับหนึ่ง ในการออกนโยบายหรือมาตรการต่างๆ คณะกรรมาธิการยังคงให้ความสำคัญการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของยุโรปเป็นสำคัญ พร้อมทั้งตั้งคำถามว่า แท้จริงแล้ว คณะกรรมาธิการยุโรปจัดลำดับความสำคัญของนโยบายถูกต้องหรือไม่

ทั้งนี้เนื่องจาก ในฐานะฝ่ายบริหาร เป้าหมายสูงสุดสำหรับคณะกรรมาธิการยุโรปควรจะเป็นไปเพื่อความอยู่ดีมีสุขของประชาชนชาวยุโรป การพัฒนาทางเศรษฐกิจจึงเป็นแค่หนึ่งในสิ่งที่จะนำความสุขมาให้ประชาชน ไม่ใช่เป้าหมายสูงสุด และการรักษาสิ่งแวดล้อมก็เป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญที่จะนำไปสู่ความความอยู่ดีมีสุขของประชาชน หากไม่มีสิ่งแวดล้อมที่ดี ชาวยุโรปก็ไม่สามารถมีสุขภาพชีวิตที่ดีได้ ถ้าเป็นเช่นนั่น การให้น้ำหนักมุ่งมั่นพัฒนาเศรษฐกิจมากกว่าใส่ใจด้านสิ่งแวดล้อม ก็เท่ากับว่าคณะกรรมาธิการยุโรปอาจตั้งเป้าหมายสูงสุดของตัวเองผิดไป บางที การใช้ตัวเลข GDP เพื่อวัดความสำเร็จของชาติอาจเป็นวิธีที่ผิด เพราะ GDP ไม่ได้บ่งบอกถึงความสุขของประชาชนในชาติแม้แต่น้อย

ภาคประชาชนและธุรกิจมีน้ำหนักในสหภาพยุโรปเพียงใด: เสียงที่หายไป !?
สหภาพยุโรปให้ความสำคัญต่อภาคประชาชนและธุรกิจเสมอมา สนธิสัญญาจัดตั้งประชาคมยุโรป 1957 ได้จัดตั้งหน่วยงานที่ชื่อว่า The European Economic and Social Committee (EESC) เพื่อรับรองว่าความเห็นและผลประโยชน์ของภาคประชาชนและธุรกิจจะได้รับการดูแลในขั้นตอนการออกระเบียบต่างๆของสหภาพยุโรป ด้วยการให้ประเทศสมาชิกคัดเลือกและเสนอชื่อกลุ่มผลประโยชน์เข้ามาเป็นสมาชิกของ EESC และจะอยู่ในวาระเป็นระยะเวลา 4 ปี ทั้งนี้ กลุ่มผลประโยชน์ดังกล่าวจะประกอบจากกลุ่มนายจ้าง กลุ่มลูกจ้าง และกลุ่มผลประโยชน์อื่นๆ

ปัจจุบัน เมื่อคณะกรรมาธิการยุโรปจะเสนอร่างระเบียบใหม่ๆ จำเป็นต้องส่งเรื่องให้ EESC ออกความเห็นเสียก่อน EESC ยังสามารถให้ความเห็นต่อคณะมนตรียุโรปและสภายุโรปได้อีกด้วย ซึ่งประเด็นที่ EESC จะให้ความเห็นนั้นครอบคลุมไปถึงประเด็นที่เกี่ยวเนื่องกับประเทศที่สามได้ด้วย ทั้งนี้ EESC ได้มีการจัดตั้งความร่วมมืออย่างเป็นทางการกับหน่วยงานด้านกลุ่มผลประโยชน์ของภาคธุรกิจและประชาชนของหลายๆประเทศและภูมิภาคในโลก รวมไปถึง จีน ญี่ปุ่น และอินเดีย เพื่อที่จะประชุมและระดมความเห็นและกลับไปนำเสนอต่อหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องในประเทศตนต่อไป (หรือคณะกรรมาธิการยุโรป ในกรณีของ EESC) ทั้งนี้ EESC ยังกำลังพยายามผลักดันที่จะให้ตนมีบทบาทในการประชุมสุดยอดยุโรป – เอเชีย หรือ อาเซม ด้วย เพราะในปัจจุบัน ในส่วน People to People ของ อาเซมนั้น กลับไม่มี EESC เข้าไปเกี่ยวข้อง โดยคาดว่า การประชุมอาเซมครั้งที่ 7 ที่ประเทศจีนในปี 2008 EESC จะเข้าไปมีส่วนร่วมในส่วน People to People

อย่างไรก็ตาม แม้คณะกรรมาธิการยุโรปจำเป็นต้อง “ปรีกษา” แต่ไม่จำเป็นต้อง “ฟัง” EESC เพราะความเห็นที่ EESC ให้นั้นไม่มีผลทางกฏหมาย ดังนั้น ในบางครั้ง แม้ความห่วงกังวลของภาคประชาชน เช่นเรื่องการรักษาสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาเศรษฐกิจที่ยั่งยืน อาจไปถึงฝ่ายบริหารของสหภาพยุโรป แต่ก็อาจถูกกลืนหายไปในกระแสการทำงานได้

บทสรุป: เศรษฐกิจพอเพียงคือคำตอบ…
แม้ความเห็นดังกล่าวจะเป็นเพียงแค่ความเห็นเพียงหนึ่งความเห็นของเจ้าหน้าที่ของสหภาพยุโรปคนหนึ่งเท่านั้น แต่ก็น่าแปลกใจและดีใจที่หลังจากที่ชาติตะวันตกมุ่งแต่พัฒนาเศรษฐกิจโดยโหมใช้ทรัพยากรของโลกอย่างเต็มที่มาเป็นเวลาเกือบ 200 ปี โดยมิได้คำนึงถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในอนาคต และวัดความสำเร็จต่างๆด้วย “จำนวน” ว่าผลิตออกมาได้มากเท่าไหร่ บริโภคได้มากเท่าไหร่ หรือ มีเงินจับจ่ายใช้สอยเท่าไหร่ มากกว่าจะวัด “คุณภาพ” ของกิจกรรมเหล่านั้น ว่านำมาซึ่งความสุขอย่างยั่งยืนของประชาชนหรือไม่

ในวันนี้ เริ่มมีชาวยุโรปกลับมาทบทวนแนวทางการพัฒนาของตนเอง ที่ดำเนินมาเป็นร้อยปีและถือเป็นแนวทางที่ใช้เป็น “มาตรฐาน” ของทั่วโลก ว่าถูกต้องหรือไม่ ความเห็นของเจ้าหน้าที่คนดังกล่าวดังกล่าวดูจะสะท้อนรับปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ที่เน้นการพัฒนาที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของทางสายกลางและความไม่ประมาท โดยคำนึงถึงความพอประมาณและความมีเหตุผลในการกระทำทุกๆอย่าง แม้ผู้พูดอาจไม่ตระหนักในเรื่องนี้ก็ตาม

จึงเป็นที่น่าดีใจที่ประเทศไทยตระหนักตื่น ไหวตัว ก่อนที่จะเดินตามทางการพัฒนาที่อาจเป็นแค่ “ภาพลวงตา” แบบตะวันตก และหันมาให้ความสำคัญกับปรัชญาของโลกตะวันออก ที่เน้นการพัฒนาที่สมดุลและยั่งยืน มีความกลมเกลียวกับธรรมชาติ พร้อมมุ่งหาทางนำปรัชญาดังกล่าวไปปรับใช้ในเชิงปฏิบัติต่อไป

การสัมภาษณ์เจ้าหน้าที่สหภาพยุโรปคนดังกล่าว มีขึ้นในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2550 ทว่า เจ้าหน้าที่ปรารถนาที่จะสงวนนาม จึงมิได้เอ่ยนามไว้ ณ ที่นี้