ผลการจัดอันดับล่าสุดของ Jones Lang LaSalle กรุงวอร์ซอร่วงจากอันดับที่ 21 เป็นอันดับที่ 44 ของเมืองที่มีโอกาสเติบโตด้านเศรษฐกิจ ในขณะที่รายงานของ UNICEF ระบุว่าเด็กโปแลนด์ยากจนแต่ได้รับการศึกษาที่ดี

สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงวอร์ซอขอสรุปผลการจัดลำดับของสถาบันที่สำคัญในด้านต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับภาพลักษณ์ของโปแลนด์ ดังนี้

1. ด้านเศรษฐกิจ

1.1 ผลการจัดอันดับของ Jones Lang LaSalle บริษัทบริหารจัดการการเงินและอสังหาริมทรัพย์ของสหรัฐฯ ระบุให้กรุงวอร์ซอ เมืองหลวงของโปแลนด์อยู่อันดับ 44 ของเมืองในยุโรปที่มีโอกาสเติบโตด้านเศรษฐกิจโดยตกจากอันดับที่ 21 จากผลการสำรวจครั้งก่อน

1.2 การจัดอันดับดังกล่าวใช้หลักเกณฑ์ด้านศักยภาพทางเศรษฐกิจ ความร่ำรวยและระดับความเสี่ยงในการลงทุนเป็นเกณฑ์พิจารณาหลัก โดยในขณะที่กรุงลอนดอนและกรุงปารีสครองตำแหน่งที่ 1 และ 2 เมืองสำคัญอื่นๆ ของโปแลนด์ล้วนอยู่ในอันดับรั้งท้ายจากจำนวนเมืองที่ติดอันดับทั้งหมด 91 เมือง อาทิ (1) เมือง Poznan เมืองเศรษฐกิจที่สำคัญด้านการค้าและการเงินรองจากกรุงวอร์ซอ ติดอันดับที่ 52 (2) เมือง Krakow เมืองหลวงเก่าของโปแลนด์ ปัจจุบันเป็นเมืองท่องเที่ยวที่สำคัญที่สุด ติดอันดับที่ 71 และ (3) เมือง Wroclaw เป็นเมืองที่โปแลนด์กำลังโหมประชาสัมพันธ์และขอเสียงสนับสนุนเพื่อเป็นเจ้าภาพจัดงาน EXPO ปี 2012 ติดอันดับที่ 74

ในขณะที่ เมือง Katowice เมืองอุตสาหกรรมหนักที่สำคัญที่สุดของโปแลนด์ กลุ่มเมือง Tri-City (Gdansk, Gdynia และ Sopot) เมืองท่าและอุตสาหกรรมการต่อเรือ เมือง Lodz เมืองอุตสาหกรรมด้านเสื้อผ้าและสิ่งทอ และเมือง Szczecin เมืองท่าสำคัญทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของโปแลนด์ล้วนมีชื่อในอันดับท้ายๆ

1.3 ผู้เชี่ยวชาญระบุว่าการไม่มีกิจกรรมเสริมสร้างบรรยากาศการลงทุนเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้กรุงวอร์ซอตกจากอันดับที่ 21 เป็นอันดับที่ 44 ในขณะที่เมือง Poznan ขยับสูงขึ้นมาถึง 24 อันดับโดยเป็นเมืองที่ผู้เชี่ยวชาญคาดว่าจะมี การเติบโตที่มั่นคง

1.4 สำหรับไทย ปัจจุบันมีการค้า-การลงทุนในเมืองที่มีชื่อติดอันดับของโปแลนด์ ดังนี้ (1) กรุงวอร์ซอ : ร้านอาหารไทยที่มีคนไทยเป็นเจ้าของ 3 ร้าน ร้านนวดแผนไทยที่มีคนไทยเป็นเจ้าของ 2 ร้าน (2) เมือง Poznan : ภาคเอกชนไทยกำลังศึกษาความเป็นไปได้ในการตั้งร้านสปาและนวดแผนไทย (3) เมือง Krakow : ร้านนวดแผนไทย 1 ร้าน และ (4) เมือง Szczecin : บริษัท Lucky Union Foods ของไทยลงทุนตั้งโรงงานผลิตอาหารทะเลแปรรูป โดยจะสามารถเริ่มกระบวนการผลิตได้ภายในเดือนต.ค.50

2. ด้านสังคม-ความเป็นอยู่

2.1 รายงานคณะกรรมาธิการยุโรปฉบับล่าสุด ระบุว่าเด็กโปแลนด์ถึงร้อยละ 29 มีสถานะยากจน (สูงที่สุดในกลุ่มประเทศสหภาพยุโรป) และโปแลนด์จำเป็นต้องมีมาตรการที่เข้มงวดในการบูรณาการด้านสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ นอกจากนั้นต้องเร่งปรับปรุงในประเด็นสำคัญ ประกอบด้วย (1) นโยบายขจัดความยากจน : รัฐบาลยังมิได้ส่งเสริมให้ทั้งชายและหญิงมีสิทธิที่เท่าเทียมกันในการรับการดูแลจากรัฐ (2) ไม่มีแนวทางช่วยเหลือบิดาหรือมารดาที่ต้องเลี้ยงดูบุตรเพียงลำพัง (single parents) (3) ไม่มีการป้องกันการเกิดความรุนแรงในครอบครัว (4) ขาดที่อยู่อาศัยราคาถูก (5) ความไม่เท่าเทียมในการเข้าถึงการศึกษาระหว่างเด็กในเมืองกับเด็กในชนบท และ (6) ปัญหาเกี่ยวกับระบบสาธารณสุข

2.2 องค์การ UNICEF ได้จัดทำรายงานตรวจสอบและเปรียบเทียบประเทศสมาชิก OECD ด้านการปกป้องสิทธิเด็กและเยาวชน ปรากฏว่า โปแลนด์ติดอันดับที่ 14 ในขณะที่เนเธอร์แลนด์อยู่อันดับ 1 เด็กและเยาวชนมีระดับคุณภาพชีวิตดีที่สุด ทั้งนี้ จากการสำรวจโดยใช้เกณฑ์การวัดผล 6 มิติ ประกอบด้วย (1) สถานะด้านการเงิน-วัตถุ (2) สุขภาพและความปลอดภัย (3) การศึกษา (4) ความสัมพันธ์กับเพื่อนและครอบครัว (5) พฤติกรรมและความเสี่ยง และ (6) ทัศนคติต่อสถานะของตน ชี้ให้เห็นว่าแม้เด็กโปแลนด์จะยากจนแต่ได้รับการศึกษาที่ดี (โปแลนด์อยู่อันดับท้ายสุดในมิติสถานะด้านการเงิน-วัตถุ แต่อยู่อันดับที่ 3 ในมิติการศึกษาและอันดับที่ 2 ในมิติพฤติกรรมและความเสี่ยง)

3. ข้อสังเกต

โปแลนด์คงเป็นอีก 1 ประเทศกำลังพัฒนาที่มุ่งเสริมสร้างขีดความสามารถทางการแข่งขันด้านเศรษฐกิจโดยมิได้ให้ความสำคัญอย่างเต็มที่กับมิติด้านความพึงพอใจต่อสภาพชีวิตความเป็นอยู่ของประชากร ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมคือการที่แรงงานโปแลนด์ใช้โอกาสการเข้าเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปเดินทางไปทำงานในประเทศสมาชิกเดิมที่เปิดโอกาส ปัจจุบัน คาดว่ามีแรงงานโปแลนด์จำนวนมากกว่า 2 ล้านคนกระจายตัวอยู่ตามประเทศต่างๆ โดยร้อยละ 77.5 ระบุว่าพวกเขาไม่พึงพอใจต่อสถานการณ์ปัจจุบันในประเทศของตน ทั้งยินดีอดทนทำงานในต่างประเทศเพื่อรับค่าแรงที่สูงกว่าในโปแลนด์