คณะกรรมาธิการยุโรป: “การปกป้องยุโรปจากการค้าที่ไม่เป็นธรรมเป็นส่วนสำคัญสำหรับการปกป้องการค้าเสรี”

สหภาพยุโรปเป็นหนึ่งในเขตเศรษฐกิจที่พึ่งพิงการนำเข้าสินค้า (importing economies) ที่จำเป็นต้องมีระบบการใช้เครื่องมือปกป้องทางการค้าเพื่อปกป้องอุตสาหกรรมภายในมิให้ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากการนำเข้าสินค้าจากประเทศที่สาม ดังนั้น สิ่งที่สหภาพยุโรปกำลังดำเนินการอยู่คือการทบทวนยุทธศาสตร์ด้านการค้าต่างประเทศ เริ่มด้วยการออกยุทธศาสตร์ “Global Europe: Competing in the World” (เมื่อเดือน ต.ค. 2549) และหนึ่งในภารกิจของยุทธศาสตร์ดังกล่าวคือการทบทวนการใช้เครื่องมือปกป้องทางการค้าของสหภาพยุโรปให้มีประสิทธิภาพเหมาะสมกับเศรษฐกิจโลกยุคใหม่

ดังนั้น เมื่อวันที่ 6 ธ.ค. 2549 DG Trade คณะกรรมาธิการยุโรปได้ออกรายงาน (Communication) เรื่อง “Europe’s trade defence instruments in a changing global economy – A Green Paper for public consultation” เสนอให้ทบทวนมาตรการปกป้องทางการค้าที่สำคัญ 3 ประการ ได้แก่ Anti-Dumping, Anti-subsidy และ Safeguard measures

ในรายงานดังกล่าว คณะกรรมาธิการยุโรปได้หยิบยกประเด็นที่ควรทบทวนในการใช้เครื่องมือปกป้องทางการค้าทั้งสามแบบและระบุข้อคำถาม โดยเปิดโอกาสให้ผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายใน EU (ผู้นำเข้า ผู้ส่งออก ผู้ค้าปลีก ผู้บริโภค นักวิชาการ ผู้สนใจทั่วไป เป็นต้น) รวมทั้งหน่วยงานรัฐจากประเทศที่สามให้ข้อคิดเห็นในเรื่องดังกล่าวได้จนถึงวันที่ 31 มี.ค. 2550 นอกจากนั้น คณะกรรมาธิการยุโรปจะจัดสัมมนาเพื่อปรึกษาและรับฟังความเห็นจากผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในวันที่ 13 มี.ค. 2550 และพิจารณาดำเนินการตามที่เห็นสมควรต่อไป

สาระสำคัญของรายงานดังกล่าวประกอบด้วย 6 หัวข้อหลัก ได้แก่

1. บทบาทของเครื่องมือปกป้องทางการค้าในเศรษฐกิจโลกที่อยู่ในระหว่างการเปลี่ยนแปลงเป็นการสอบถามความเห็นเกี่ยวกับความเหมาะสมในเชิงเศรษฐกิจของการใช้เครื่องมือปกป้องทางการค้าในการคุ้มครองให้กฎการแข่งขันเป็นไปอย่างสมบูรณ์และปกป้องผลประโยชน์ของยุโรป และควรมีการใช้มาตรการ Anti-subsidy และ Safeguard measures มากขึ้นกว่าเดิมหรือไม่ (ปัจจุบัน มีการใช้มาตรการ Anti-dumping มากกว่ามาตรการอื่น)

2. การพิจารณาผลประโยชน์ที่แตกต่างกันในกระบวนการไต่สวน ยกตัวอย่างกรณีการเรียกเก็บ AD duties สินค้ารองเท้าจากจีนและเวียดนาม ซึ่งก่อให้เกิดความเห็นที่แตกแยกระหว่างผู้ประกอบการและระหว่างประเทศสมาชิก EU ประเด็นสำคัญในส่วนนี้คือต้องพิจารณาด้วยว่ารูปแบบการผลิตของอุตสาหกรรมในยุโรปเปลี่ยนแปลงไป โดยมีการ outsource กระบวนการผลิตบางส่วนไปยังประเทศที่สาม ดังนั้น ผู้ประกอบการ EU ที่มีฐานการผลิตนอก EU จะได้รับผลกระทบจากการใช้เครื่องมือปกป้องทางการค้า นอกจากนี้ ควรมีการทบทวนการรักษาสมดุลระหว่างการคุ้มครองผู้ผลิตและแรงงานในยุโรปกับการปกป้องผลประโยชน์ของผู้นำเข้าและผู้บริโภค

3. การเริ่มกระบวนการและดำเนินการไต่สวน ผู้มีผลประโยชน์เกี่ยวข้องได้ให้ข้อเสนอแนะทางเทคนิคหลายประการ ได้แก่ การปรึกษาหารือกับรัฐบาลประเทศที่สามที่ส่งออกสินค้าก่อนการไต่สวน (หลักการ WTO ห้ามติดต่อกับบริษัทเอกชนซึ่งอาจถูกไต่สวน ก่อนที่จะเริ่มกระบวนการไต่สวน) เพื่อป้องกันการเกิดปัญหาขัดแย้งทางการเมือง การใช้มาตรการ Anti-subsidy กับประเทศที่อยู่ระหว่างการปรับเปลี่ยนระบบเศรษฐกิจซึ่งได้รับการรับรองว่าเป็น market economy การทบทวนความเหมาะสมเรื่อง standing requirements กล่าวคือ ในปัจจุบันนี้กฎ WTO ระบุว่าการไต่สวนการทุ่มตลาดจะเริ่มขึ้นได้เมื่อมีผู้ผลิตสินค้าชนิดนั้นตั้งแต่ 25% ของการผลิตทั้งหมดยื่นฟ้องให้มีการไต่สวน สำหรับผู้ประกอบการที่เป็นทั้งผู้ผลิตและผู้นำเข้าสินค้าที่ถูกฟ้องร้องอาจถูกกันออกจากกลุ่มผู้ยื่นฟ้องได้ ซึ่งจะมีการทบทวนเรื่องผู้ประกอบการที่มีสองบทบาทดังกล่าว นอกจากนี้ มีการตั้งข้อสังเกตว่า standing requirements (25%) ต่ำเกินไป การเปลี่ยนแปลง De-minimis threshold การปรับให้ SMEs เข้ามามีส่วนร่วมหรือเริ่มการฟ้องร้องได้สะดวกยิ่งขึ้น เป็นต้น

4. รูปแบบและระยะเวลาในการใช้เครื่องมือปกป้องทางการค้า ความเหมาะสมในการปรับระยะเวลาในการไต่สวน และการเรียกเก็บอากร การปรับระยะเวลาในการทบทวนการเรียกเก็บอากร (expiry review) หลังจากที่มีการเรียกเก็บ AD Duties มาแล้วเป็นเวลา 5 ปี เป็นต้น

5. ความโปร่งใสในกระบวนการไต่สวน พิจารณาเรื่องการเพิ่มความโปร่งใสของกระบวนการไต่สวนการเข้าถึงข้อมูลเกี่ยวกับกระบวนการไต่สวนที่ไม่เป็นความลับ เป็นต้น

6. กระบวนการภายในของ EU พิจารณาว่าควรจะปรับเปลี่ยนกระบวนการพิจารณารับรองการใช้มาตรการปกป้องทางการค้าที่มีอยู่ในปัจจุบันหรือไม่ (ปัจจุบันมีการแบ่งความรับผิดชอบระหว่าง Commission กับ Council โดยข้อตัดสินใจในเรื่องนี้จะต้องผ่านการทบทวนโดย European Court of Justice และสอดคล้องกับพันธกรณีของ EU ใน WTO)

วัตถุประสงค์หลักของรายงานฉบับนี้คือเพื่อทบทวนการใช้เครื่องมือการปกป้องทางการค้าของสหภาพยุโรปให้ทันสมัย มีประสิทธิภาพ และเหมาะสมกับเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงไปมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ธุรกิจยุโรปจำนวนมากกลายเป็นระบบ supply chain หรือการที่บริษัทยุโรป outsource กระบวนการผลิตบางส่วนไปยังประเทศที่สาม ดังนั้น ผู้ประกอบการ EU ที่มีฐานการผลิตนอก EU จะได้รับผลกระทบจากการใช้เครื่องมือปกป้องทางการค้า อาทิ Anti-Dumping ด้วย จึงอาจกล่าวได้ว่า ยุทธศาสตร์ดังกล่าวของคณะกรรมษธิการยุโรปเป็นไปเพื่อการรักษาสมดุลระหว่างการคุ้มครองผู้ผลิตและแรงงานในยุโรปกับการปกป้องผลประโยชน์ของผู้นำเข้าและผู้บริโภคยุโรปเอง

อย่างไรก็ดี การทบทวนการใช้เครื่องมืองการปกป้องทางการค้าทั้ง 3 มาตรการ ได้แก่ Anti-Dumping Anti-subsidy และ Safeguard measures นั้น Anti-Dumping (AD) เป็นเครื่องมือที่ได้รับการยกขึ้นหารือและได้รับความสนใจมากที่สุด เพราะเป็นมาตรการปกป้องทางการค้าที่สหภาพยุโรปใช้มากที่สุด และไทยได้รับผลกระทบมากที่สุดด้วย ระหว่างเดือน ม.ค. 2539- ม.ค. 2549 สหภาพยุโรปใช้มาตรการ AD ทั้งหมด 194 กรณี และประเทศที่ถูกใช้มาตรการ AD มากที่สุดคือ จีน (38 กรณี) อินเดีย (16 กรณี) ตามสถิติของสำนักงานพาณิชย์ต่างประเทศประจำสหภาพยุโรป ปัจจุบัน สินค้าไทยที่ถูกใช้มาตรการ AD มี 7 กรณี ได้แก่

๏โทรทัศน์สี (Color Television)

๏ท่อ/ข้อต่อทำด้วยเหล็ก (Tube and pipe fitting, of iron or steel)

๏เม็ดพลาสติก (Polyethylene terephthalate: P.E.T)


๏ถุงพลาสติก (Plastic sacks and bags)

๏ท่อเหล็ก (Welded tubes and pipes, of iron or non-alloy steel)


๏สลักภัณฑ์ (Stainless steel fasteners and parts thereof)

๏Coumarin

สำหรับกรณีที่หมดอายุการจัดเก็บอากร AD ครบ 5 ปีในช่วงปี 2006 (2549) มี 3 กรณีได้แก่ สายเคเบิ้ล เส้นใยสั้นสังเคราะห์ทำด้วยโพลีเอสเตอร์ และเม็ดพลาสติก

สินค้าไทยที่โดนไต่สวนในปี 2549 มี 3 รายการ ได้แก่ หลอดภาพโทรทัศน์สี ข้าวโพดหวาน และถุงพลาสติก ซึ่งผลการไต่สวนออกมาว่าไม่มีการเรียกเก็บอากร AD สำหรับหลอดภาพโทรทัศน์สี ส่วนถุงพลาสติก EU เรียกเก็บอากร AD จากไทยในอัตราระหว่าง 5.1-14.3% ส่วนข้าวโพดหวานอยู่ในระหว่างการไต่สวน

ในประเด็นที่เกี่ยวกับผลประโยชน์ของประเทศที่สาม รวมทั้งไทย มีหลายประเด็นที่ภาครัฐของไทยอาจมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นต่อคณะกรรมาธิการยุโรปทั้งผ่านการตอบ Questionnaire ของคณะกรรมาธิการยุโรป และผ่านการเข้าร่วมใน Public Consultation ที่กำลังจะจัดขึ้นในเดือน มี.ค. ศกนี้ ประเด็นสำคัญที่คณะกรรมาธิการยุโรปเปิดรับความคิดเห็นจากผู้ที่เกี่ยวข้อง อาทิ

– มีการเสนอให้คณะกรรมาธิการยุโรปปรึกษาหารือกับรัฐบาลประเทศที่สาม หลังจากได้รับการร้องเรียน (จากบริษัทยุโรป) และก่อนการเริ่มกระบวนการไต่สวนอย่างเป็นทางการ โดยจะเห็นได้ว่า หากสามารถผลักดันประเด็นดังกล่าวให้เกิดขึ้นได้จริง จะเป็นประโยชน์สำหรับภาคธุรกิจไทย เพราะภาครัฐจะสามารถประสานข้อมูลแก่ภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้องได้ตั้งแต่ก่อนเริ่มต้นการไต่สวนและภาคธุรกิจจะสามารถเตรียมกระบวนการแก้ต่างได้ทันท่วงที

– มีข้อเสนอว่าการทบทวนการจัดเก็บอากร AD (expiry review หลังจาก 5 ปีที่มีการเก็บอากร duty สำหรับสินค้านั้นๆ ผู้ที่เกี่ยวข้องสามารถยื่นเรื่องต่อคณะกรรมาธิการยุโรปเสนอให้จัดเก็บอากร AD ต่อ ซึ่งคณะกรรมาธิการยุโรปจะต้องทำการไต่สวนอีกครั้งหนึ่งว่าสมควรหรือไม่) ซึ่งปัจจุบันสามารถยื่นเรื่องให้มีการไต่สวนภายหลัง 5 ปี นั้นง่ายเกินไป ดังนั้น คณะกรรมาธิการยุโรปเสนอว่าควรมีการปรับเปลี่ยนกฎเกณฑ์ EU ในเรื่องดังกล่าว ที่กำหนดว่า สามารถต่ออายุอาการ AD ได้เมื่อ มีความเป็นไปได้ที่จะเกิดการทุ่มตลาดขึ้นอีก (likelihood of recurrence of injurious dumping) เป็นข้อกำหนดว่าต้องมีความเสียหายที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจริง (clearly foreseeable and imminent threat of injury)

ความคืบหน้าเกี่ยวกับการข้อคิดเห็นของภาคธุรกิจยุโรปและผู้ที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งท่าทีของคณะกรรมาธิการยุโรปในการทบทวนมาตรการ AD จะรายงานให้ทราบในรายละเอียดต่อไป หลังจากการไปร่วมการสัมมนา Public Hearing on Green Paper on EU TDI ในวันที่ 13 มี.ค. 2550

– รายละเอียดเพิ่มเติมและแบบสอบถามในเรื่องดังกล่าวสามารถดูได้
ที่นี่

– บทวิเคราะห์ Global Europe ดูได้
ที่นี่

– ข้อมูลเกี่ยวกับมาตรการ Anti-Dumping ของสหภาพยุโรป ดูได้ที่นี่