เมื่อวันที่ 12 ม.ค. 50 นาย Anders Fogh Rasmussen นรม.เดนมาร์ก ได้ชี้แจงนโยบายต่างประเทศและภายในประเทศของเดนมาร์กประจำปี 2550 ประกอบด้วยประเด็นที่น่าสนใจหลายประเด็น ดังนี้

I. นโยบายต่างประเทศ

1.เดนมาร์กดำเนินนโยบายต่างประเทศในเชิงรุก เนื่องจาก เดนมาร์กมีศก.แบบเปิดและต้องเผชิญความท้าทายจากกระแสโลกาภิวัฒน์ บนพื้นฐานแนวคิดที่ชัดเจนและการมีส่วนร่วมอย่างแข็งขันคือ การค้าเสรี โดยส่งเสริมการแลกเปลี่ยนสินค้า การบริการ และการค้นคิด รวมถึง การให้ความช่วยเหลือแก่ประเทศอื่นเพื่อพัฒนาประเทศไปในทิศทางดังกล่าว และการส่งเสริมความร่วมมืออย่าง แข็งขันในระดับพหุภาคี และการบูรณาการของสหภาพยุโรปในอนาคต

2. มีการคาดการณ์ว่าศตวรรษที่ 21 เป็นศตวรรษของเอเชีย โดยหลายประเทศในเอเชียได้รับประโยชน์จากกระแสโลกาภิวัฒน์ และมีแนวคิดว่า ยุโรปพยายามจะขัดขวางความเติบโตเหล่านั้น โดยใช้วิธีกีดกันทางการค้า อย่างไรก็ดี นรม.เดนมาร์กเห็นว่า ยุโรปควรจะเพิ่มความร่วมมือและปริมาณการค้ากับเอเชีย ดังนั้น การเยือนประเทศต่าง ๆ ในเอเชียของนรม.เดนมาร์กในระยะ 2 ปีที่ผ่านมา เป็นแรงบันดาลใจให้เดนมาร์กเตรียมพร้อมกับกระแสโลกาภิวัฒน์ นอกจากนี้ การเตรียมการเยือนอาร์เจนตินาและบราซิลจะเป็นการเตรียมให้เดนมาร์กได้รับข้อมูลโดยตรงจากทวีปอเมริกาใต้

3.เดนมาร์กจะสนับสนุนให้ทวีปอาฟริกาบูรณาการเข้ากับศก.โลกได้ โดยสร้างภาคเอกชนของอาฟริกาให้เข้มแข็งและเพิ่มมูลค่าการค้ากับอาฟริกา ซึ่งสหภาพยุโรปได้ริเริ่มการดึงอาฟริกาให้เป็นส่วนหนึ่งของตลาดโลก โดยจะจัดการประชุมสุดยอด EU-Africa ในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2550

4.โดยที่เดนมาร์กเป็นสมาชิกของสหประชาชาติ นาโต้ และสหภาพยุโรป จึงให้ความสำคํญต่อความร่วมมือระดับพหุภาคี และจากการที่เดนมาร์กเป็นสมาชิกคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติเป็นเวลา 2 ปี (2548-2549) เดนมาร์กได้ประสบความสำเร็จในการผลักดันประเด็นต่าง ๆ สำหรับประชาคมระหว่างประเทศ อาทิ การปกป้องสิทธิมนุษยชนและการต่อต้านการก่อการร้าย การจัดตั้งคณะกรรมาธิการรักษาสันติภาพ ข้อมติของคณะมนตรีความมั่นคงเกี่ยวกับกรณีเกาหลีเหนือ อิหร่านและดาร์ฟู (แม้ว่า ยังไม่มีข้อตกลงที่จะส่งกองกำลังของสหประชาชาติไปยังดาร์ฟูก็ตาม) ทั้งนี้ เดนมาร์กจะยังคงติดตามผลของการเป็นสมาชิก UNSC และจะยังคงเน้นประเด็นอาฟริกา การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งและการส่งเสริมสิทธิมนุษยชน และเดนมาร์กยังเป็นผู้สมัครในคณะมนตรีว่าด้วยสิทธิมนุษยชนในการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในปี 2550 ด้วย

5. เดนมาร์กให้ความสำคัญต่อกระบวนการรักษาสันติภาพโดยการส่งกองกำลังทหาร เข้าร่วมในการรักษาสันติภาพในเขตต่าง ๆ ที่มีความขัดแย้งอย่างรุนแรง อาทิ การมีส่วนร่วมทางทหารในโคโซโว อัฟกานิสถานและอิรัก เพื่อสร้างสังคมประชาธิปไตยในประเทศเหล่านี้ โดยไม่เป็นแหล่งรวมตัวของผู้ก่อการร้าย นอกจากนี้ เดนมาร์กเป็นประเทศแรก ๆ ซึ่งส่งกำลังทหารไปร่วมในกองกำลัง UNIFIL ในเลบานอนในปี 2549 และกำลังพิจารณาช่วยเหลือทางการเงินในด้านต่าง ๆ ด้วย รวมทั้ง การติดตามสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ซึ่งสันติภาพจะเกิดขึ้นได้หากมีการเจรจาสี่ฝ่าย และเดนมาร์กยังประสงค์ที่จะเห็นสันติภาพและความมั่นคงเกิดขึ้นในอิสราเอลและปาเลสไตน์ด้วย

6.เดนมาร์กจะยังคงมีบทบาทอย่างแข็งขันในกลุ่มประเทศอาหรับโดยจะสร้างความสัมพันธ์และความร่วมมือทั้งระดับรัฐบาล และในทุกระดับ ทั้งเยาวชน สื่อแขนงต่าง ๆ กลุ่มศาสนาต่าง ๆ และกลุ่มผู้นำทางศาสนา พรรคการเมืองและองค์กรเอกชน (เดนมาร์กมีแผนที่จะเปิดสอท.ใน โมรอคโค จอร์แดนและเลบานอนในปี 2550)

7. เดนมาร์กยังให้ความสำคัญต่อประเด็นว่าด้วยธรรมนูญของสหภาพยุโรป นโยบายเกี่ยวกับประเทศเพื่อนบ้านและการกระชับความร่วมมือทางการค้าระหว่างสหภาพยุโรปและสหรัฐฯ เนื่องจาก เห็นว่าธรรมนูญดังกล่าวของสหภาพยุโรปเป็นการปูพื้นฐานไปสู่ความร่วมมือของสหภาพ ยุโรปในอนาคต โดยมีสาระเกี่ยวกับการตัดสินใจที่มีประสิทธิภาพและเป็นประชาธิปไตย โดยหวังว่าภายใต้การนำของเยอรมันในฐานะประธานสหภาพยุโรปจะหาทางแก้ปัญหากรณีการออกเสียงสนับสนุนธรรมนูญดังกล่าวได้

8. เดนมาร์กให้ความสำคัญต่อการกระชับความร่วมมือในกรอบศก.ระหว่างสหภาพ ยุโรปและสหรัฐฯ เนื่องจาก สหรัฐฯ มีสัดส่วนทางการค้าโลกถึงสองในห้า และเป็นคู่ค้าที่ใหญ่ที่สุดของสหภาพยุโรป นอกจากนี้ เดนมาร์กเห็นว่า ควรมีการกำหนดวิสัยทัศน์ด้านการค้าเสรีและสร้างตลาดยุโรป-สหรัฐฯ (Transatlantic Marketplace) โดยให้ความสำคัญต่อการค้าเสรี และการเจรจาทางการค้าโดยอิงกฏระเบียบขององค์การการค้าโลก ซึ่งประเทศกำลังพัฒนาควรเปิดเสรีทางการค้าระหว่างกันให้มากขึ้น เพราะเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการเพิ่มความร่วมมือและส่งเสริมความเข้าใจด้านวัฒนธรรมระหว่างประเทศ

II. นโยบายภายในประเทศ

ตามความเห็นของนรม.เดนมาร์ก นับว่าสถานการณ์ทั่วไปของนโยบายภายในมีความน่าพอใจ ทั้งด้านศก. การปฏิรูปต่าง ๆ และความท้าทายต่าง ๆ ซึ่งเดนมาร์กจะเผชิญในอนาคตอันใกล้

1. ด้านเศรษฐกิจ นับได้ว่ามีความเข้มแข็งที่สุดประเทศหนึ่งในสหภาพยุโรป เพราะมีอัตราการเติบโตสูงและมีความเข้มแข็งเป็นอันดับแรกในสหภาพยุโรป นำหน้าเยอรมัน สหราชอาณาจักร และฝรั่งเศส โดย World Economic Forum จัดให้เดนมาร์กมีเศรษฐกิจที่มีความเข้มแข็งนำหน้า ฟินแลนด์และสวีเดน อัตราการว่างงานต่ำที่สุดในรอบ 30 ปี มูลค่าการส่งออกและนำเข้าเพิ่มขึ้นมากมาโดยตลอด ดุลการค้าอยู่ในภาวะได้ดุล การจ้างงานเพิ่มขึ้น เป็นผลมาจากการที่เดนมาร์กได้พัฒนาภาครัฐและภาคเอกชนให้มีประสิทธิภาพ แรงงานของเดนมาร์กมีฝีมือประกอบกับเดนมาร์กมีนโยบายเศรษฐกิจมหภาคที่มั่นคง มีรูปแบบที่ยืดหยุ่น และตลาดแรงงานมีความมั่นคง (flexicurity)

2. ในด้านการปฏิรูป เดนมาร์กได้ริเริ่มการปฏิรูปใน 3 ด้านหลัก ๆ ดังนี้ คือ

2.1 การปฏิรูปสวัสดิการสังคม ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อรักษาระบบสวัสดิการสังคมให้คงอยู่ในอนาคต เนื่องจาก ในปัจจุบัน เดนมาร์กมีประชากรอาวุโสเพิ่มขึ้นและมีคนในวัยทำงานน้อยลง ดังนั้น การปฏิรูประบบสวัสดิการสังคมจะเน้นการยืดอายุคนวัยเกษียณ เพื่อเพิ่มประชากรในวัยทำงานโดยจะยืดอายุของคนวัยเกษียณที่มีสิทธิจะได้รับบำนาญจาก 60 ปีเป็น 62 ปี ในช่วงปีคศ. 2019-2022 และจาก 65 ปีเป็น 67 ปี ในช่วงปีคศ.2022-2027

2.2 การปฏิรูปเพื่อปรับตัวตามกระแสโลกาภิวัฒน์ ซึ่งมีวัตถุประสงค์หลักในการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันต่อความท้าทายในรูปแบบต่าง ๆ และมุ่งสร้างให้เดนมาร์กเป็นประเทศที่มีความมั่งคั่งที่สุดในโลก โดยเน้นการพัฒนาการศึกษา องค์ความรู้ นวัตกรรมและการดำเนินธุรกิจ โดยจะใช้งบประมาณ 39 พันล้านโครนเดนมาร์กเพื่อดำเนินการในระยะเวลา 7 ปี ซึ่งแสดงให้เห็นว่า เดนมาร์กเห็นความสำคัญของกระแสโลกาภิวัฒน์

2.3 การปฏิรูปภาครัฐให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อคงไว้ซึ่งการพัฒนาที่ดีด้านศก. ทั้งนี้ รัฐบาลได้ดำเนินการปฏิรูปภาครัฐและการบริหารส่วนท้องถิ่น (ยุบรวม municipality ให้เหลือน้อยลงแต่ใหญ่ขึ้น) เริ่มตั้งแต่ต้นปี 2550 ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นและมุ่งให้มีการบริการประชาชนที่ดีขึ้น

3. ความท้าทายซึ่งรัฐบาลเดนมาร์กจะเผชิญในอนาคตอันใกล้มี 3 ประการ คือ

3.1 ความท้าทายที่จะทำให้ชาวเดนมาร์กยังคงได้รับสวัสดิการสังคมที่ดี เนื่องจาก ขณะนี้ มีความยากลำบากในการจัดจ้างข้าราชการในภาครัฐ ทดแทนข้าราชการเกษียณ ซึ่งในระยะอีก 10 ปีข้างหน้าข้าราชการของภาครัฐจำนวนหนึ่งในสี่จะเกษียณ จึงต้องเตรียมจัดจ้างข้าราชการที่มีคุณภาพมาแทนข้าราชการที่เกษียณ

3.2 เดนมาร์กยังขาดแคลนแรงงานในภาคเอกชน เนื่องจาก ผู้อพยพที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานในเดนมาร์กยังไม่ยอมเข้าสู่ระบบแรงงานดังเช่นคนเดนมาร์ก โดยในปัจจุบัน ชาวเดนมาร์กกว่าสามในสี่ทำงาน ในขณะที่ ชาวต่างชาติเพียงสองในสี่ทำงาน ขณะเดียวกัน เดนมาร์กจำเป็นต้องเปิดโอกาสให้แก่แรงงานต่างชาติที่มีการศึกษาและมีความเชี่ยวชาญ (ปัจจุบันมีแรงงานต่างชาติในเดนมาร์กประมาณ 25,000 คน) โดยจะขยายระบบการให้บัตรทำงาน (green card system) เพื่อให้ชาวต่างชาติที่มีความเชี่ยวชาญสามารถเข้ามาหางานทำในเดนมาร์กได้ง่ายขึ้น

3.3 ความท้าทายด้านพลังงาน ซึ่งเดนมาร์กต้องเตรียมจัดหาพลังงานสำรองไว้ในอนาคต โดยแม้ว่าจะมีปริมาณน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในทะเลเหนืออยู่มาก แต่ต้องเตรียมการในกรณีที่พลังงานรูปแบบต่าง ๆ ในทะเลเหนือหมดลง โดยจะกำหนดเป้าหมายระยะยาวให้เดนมาร์กใช้พลังงาน ให้พอเพียงและใช้พลังงานซึ่งเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพิ่มการทำการค้นคว้าวิจัย การพัฒนาและการคิดค้น เพื่อพัฒนาแหล่งพลังงานหมุนเวียน ให้สอดคล้องกับเป้าหมายด้านพลังงานของสหภาพยุโรป ซึ่งมุ่งจะลดการพึ่งพาน้ำมัน ทั้งนี้ พลังงานทดแทนที่เดนมาร์กใช้มากได้แก่ พลังงานชีวภาพ

3.4 ปัจจุบัน เดนมาร์กเป็นผู้นำด้านการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ โดยได้ใช้พลังงานร้อยละ 15 จากแหล่งพลังงานหมุนเวียน และแม้ว่ามีการพัฒนาด้านศก.ในอัตราที่สูง แต่เดนมาร์กไม่ได้ใช้พลังงานเพิ่มขึ้น และในปี 2552 เดนมาร์กจะเป็นเจ้าภาพและประธานการประชุม UN Climate Change Conference ว่าด้วยการลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกตามพิธีสารเกียวโต

16 มีนาคม 2550