จากการรวบรวมข้อมูลจากสื่อต่างๆ ของโปแลนด์ สถานเอกอัครราชทูตฯ พบว่าในขณะที่ฝ่ายรัฐบาลพยายามเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ข้อมูลเศรษฐกิจในเชิงบวก ภาคเอกชนโปแลนด์กลับมีทัศนคติในเชิงลบต่อแนวโน้มเศรษฐกิจของประเทศโดยเฉพาะการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดปัจจุบัน สรุปได้ ดังนี้

1. ภาพรวม

1.1 มุมมองของภาคเอกชน

สภาหอการค้าโปแลนด์ได้เปิดเผยผลการสำรวจความคิดเห็นกลุ่มบริษัทเอกชนโปแลนด์ที่ชี้ให้เห็นว่ามีผู้ประกอบการโปแลนด์เพียงร้อยละ 30.1 คาดหวังว่าสภาพการณ์ทางธุรกิจในปี 2550 จะดีขึ้น ในขณะที่ร้อยละ 49.8 ไม่มีความคาดหวังและผู้ประกอบการที่เหลือมองว่าสภาพการณ์จะเลวร้ายลง

นาย Andrzej Arendarski ประธานสภาหอการค้าฯ ระบุว่าแม้ตนจะคาดหวังให้สภาวะเศรษฐกิจของโปแลนด์ในปี 2550 มีพัฒนาการในระดับเดียวกับปี 2549 แต่ยอมรับว่ากลุ่มผู้ประกอบการไม่มีความคาดหวังในเรื่องดังกล่าว เนื่องจากผิดหวังกับการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจที่ล่าช้าและไม่มีความคืบหน้าตลอดจนคำประกาศว่าจะมีการเลือกตั้งก่อนครบวาระของเหล่านักการเมือง

ล่าสุด (13 มี.ค.50) สมาพันธ์นายจ้างโปแลนด์ได้จัดทำหนังสือปกเขียวรวบรวมข้อคิดเห็นและข้อเรียกร้องของสมาชิกฯ ระบุให้ (1) การจัดเก็บภาษีที่ไม่มีระบบ (2) กฎหมายและกระบวนการยุติธรรมที่ไม่มีประสิทธิภาพ (3) ค่าแรงงานสูง และ (4) การตีความระเบียบข้อบังคับของสหภาพยุโรปผิด เป็นอุปสรรคสำคัญที่ส่งผลต่อพัฒนาการของภาคธุรกิจในโปแลนด์

1.2 ศูนย์การปฏิรูปยุโรปประจำกรุงลอนดอน ได้ตีพิมพ์เอกสาร Lisbon ranking ซึ่งเป็นรายงานการจัดลำดับขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปโดยใช้ (1) ประสิทธิภาพในการผลิต (2) ระบบความปลอดภัยของสังคม (3) ระดับเสรีภาพทางเศรษฐกิจ (4) การเข้าถึง Internet (5) นวัตกรรม และ(6) การต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศของโลกเป็นเกณฑ์ในการจัดลำดับ ผลปรากฏว่าโปแลนด์อยู่อันดับสุดท้าย โดยอุปสรรคหลัก ได้แก่ ปัญหาการว่างงาน การขาดการลงทุนในธุรกิจด้านนวัตกรรม และการใช้งบประมาณด้านการวิจัยและพัฒนาในปี 2549 ต่ำกว่าปี 2543 รายงานยังระบุด้วยว่าภาคธุรกิจของโปแลนด์ยังต้องปรับตัวกับระเบียบข้อบังคับและกระบวนการบริหารจัดการที่แตกต่างซึ่งคิดเป็นมูลค่าประมาณร้อยละ 5 ของ GDP และต้องปรับปรุงระบบการศึกษาให้เน้นทักษะวิชาชีพเพื่อแก้ไขปัญหาการว่างงานของนักศึกษาจบใหม่ถึงร้อยละ 40 ด้วย

1.3 ผลการวิจัยของกระทรวงเศรษฐกิจโปแลนด์เกี่ยวกับการอพยพออกนอกประเทศของแรงงานโปแลนด์ ล่าสุด กระทรวงเศรษฐกิจโปแลนด์ได้เปิดเผยผลการวิจัยที่ชี้ให้เห็นว่าการส่งเสริมให้แรงงานโปแลนด์อพยพเพื่อออกไปหางานทำนอกประเทศของรัฐบาลอาจส่งผลกระทบเชิงลบอย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจของประเทศในอนาคต โดยแม้จะยอมรับว่าการอพยพออกนอกประเทศของแรงงานจะส่งผลโดยตรงต่อปริมาณการไหลเข้าของเงินตราต่างชาติ ซึ่งมีผลทำให้ (1) ค่าเงินสว๊อตตี้แข็งตัว (2) ควบคุมภาวะเงินเฟ้อ (3) สินค้าอุปโภคบริโภคของโปแลนด์เป็นที่ต้องการของตลาดต่างประเทศ (4) การติดต่อทำธุรกิจสะดวกขึ้น (5) แรงงานอพยพมีประสบการณ์ด้านธุรกิจ และ (6) อัตราการว่างงานลดต่ำลง แต่ในแง่ลบการอพยพออกนอกประเทศของแรงงานจะส่งผลให้การเติบโตของ GDP ในระยะยาวลดต่ำลง อัตราเงินเฟ้อสูงขึ้นและโปแลนด์จะประสบปัญหาขาดแคลนแรงงาน ทั้งนี้ ในระยะยาวคาดว่า GDP จะลดต่ำลงถึงประมาณร้อยละ 3.5 ต่ำกว่าช่วงที่ไม่มีการลงทุนจากต่างชาติ และตัวเลข GDP ระหว่างปี 2549-2568 อาจลดต่ำลงโดยเฉลี่ยถึงร้อยละ 45 เมื่อเทียบกับ GDP ปี 2548 และหากถึงจุดนั้นการสูญเสียอันเนื่องมาจากความพยายามแก้ปัญหาอัตราว่างงานด้วยการส่งเสริมให้แรงงานอพยพออกนอกประเทศอาจทำลายการเติบโตทางเศรษฐกิจของโปแลนด์ที่ทุกฝ่ายคาดหวังว่าจะเกิดขึ้นจากการได้รับงบประมาณสนับสนุนของสหภาพยุโรป

2. ข้อสังเกตและข้อสนเทศเพิ่มเติม

2.1 ในขณะเดียวกัน ผู้ดูแลรับผิดชอบนโยบายด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลต่างมีแถลงการณ์ หรือให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนอย่างต่อเนื่องเพื่อชี้ให้เห็นถึงแนวโน้มอันสดใสของเศรษฐกิจโปแลนด์ ได้แก่

2.1.1 นาง Katarzyna Zajdel-Kurowska รมช.ก.การเงินโปแลนด์ได้ให้ข้อมูลต่อที่ประชุมสมาคมธุรกิจเมื่อวันที่ 13 มี.ค.50 ระบุว่าสถานะทางเศรษฐกิจโปแลนด์ในปัจจุบันอยู่ในระดับที่น่าพอใจมาก โดย (1) อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจในช่วงไตรมาสแรกของปี 2550 อาจสูงถึงร้อยละ 7 และตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจของปี 2550 อาจอยู่ที่ร้อยละ 6 (2) ปี 2549 เป็นปีแรกที่โครงสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจอยู่ในภาวะสมดุลอันเป็นผลจากการเติบโตพร้อมกันของภาคอุปโภคบริโภค การลงทุนและการส่งออก โดยคาดว่าแนวโน้มดังกล่าวจะส่งผลต่อเนื่องมาถึงปี 2550 ซึ่งน่าจะมีปริมาณการลงทุนที่สูงกว่าปีที่ผ่านมา (3) กระทรวงการเงินประมาณการว่า ในปี 2550 การลงทุนจะเติบโตขึ้นร้อยละ 20 และมีส่วนแบ่งใน GDP สูงกว่าร้อยละ 20 และ (4) เศรษฐกิจที่กำลังแข็งแรงในปัจจุบันจะส่งผลให้การขาดดุลสาธารณะในช่วงสิ้นปีต่ำกว่าร้อยละ 3.4 ของ GDP

2.1.2 ข้อมูลจาก Polish Information and Foreign Investment Agency ระบุว่ามูลค่าการลงทุนทางตรงจากต่างประเทศของปี 2549 ทะลุเป้าเกิน 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในขณะที่ นาย Andrzej Kaczmarek รมช.ก.เศรษฐกิจโปแลนด์ ระบุว่าภาคอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุตสาหกรรมยานยนต์เป็น 2 ภาคอุตสาหกรรมที่ต่างชาติให้ความสนใจลงทุนสูงสุด โดยปัจจุบันโปแลนด์มีส่วนแบ่งตลาดการผลิตเครื่องรับโทรทัศน์ในยุโรปร้อยละ 30 และจะเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 75-80 ภายใน 2 ปีข้างหน้า ในขณะที่ผู้เชี่ยวชาญต่างระบุว่าโปแลนด์มิได้เป็นเป้าหมายการลงทุนแต่เพียงแห่งเดียวและสูญเสียโอกาสให้กับประเทศเพื่อนบ้านไปหลายครั้งแล้ว

2.2 สถานเอกอัครราชทูตฯ เห็นว่าสิ่งที่รัฐบาลโปแลนด์มักกระทำเป็นประจำคือการออกมาแถลงแผนการหรือนโยบายแต่มีกระบวนการดำเนินการให้สัมฤทธิ์ผลล่าช้ามาก ในการให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนเกี่ยวกับนโยบายของรัฐบาลที่จะดำเนินการในปี 2550 นรม.Kaczynski ได้ระบุว่า (1) จะเสนอร่างพรบ.ปฏิรูปโครงสร้างการเงินสาธารณะภายในเดือนมี.ค.2550 (2) จะล้มเลิกกองทุนและหน่วยงานของรัฐที่ซ้ำซ้อนซึ่งจะทำให้เกิดงบประมาณสะสมมากถึง 9,000-10,000 ล้านสว๊อตตี้หรือประมาณ 117,000-130,000 ล้านบาทในอีก 2-3 ปีข้างหน้า (3) จะลด pension premium ภายในเดือนก.ค.2550 (4) จะลดรายจ่ายสาธารณะและขจัดอุปสรรคต่อการดำเนินกิจกรรมทางธุรกิจ และ (5) จะเร่งกระจายงบประมาณสนับสนุนของสหภาพยุโรปให้เกษตรกรโดยเร็ว แต่จนถึงปัจจุบันยังไม่มีแนวนโยบายใดที่ส่อเค้าว่าจะประสบความสำเร็จภายในเวลาที่กำหนดไว้

จุดบอดที่เด่นชัดที่สุดของการดำเนินงานของรัฐบาลชุดปัจจุบันภายใต้การนำของพรรค PiS คือ ความไม่สมัครสมานสามัคคี ไม่เป็นปึกแผ่นและเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนของพรรคร่วมรัฐบาล ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อกระบวนการออกกฎหมายมาบังคับใช้ ไม่ว่าจะเป็น (1) พรบ.จัดตั้ง Polish Agency for Economic Promotion (PAPG) เพื่อให้เป็นหน่วยงานที่ดูแลทั้งด้านการดึงดูดการลงทุนทางตรงจากต่างประเทศมาสู่โปแลนด์และส่งเสริมการลงทุนของโปแลนด์ในต่างประเทศแทน Polish Information and Foreign Investment Agency (PAllZ) ที่รับผิดชอบงานดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศด้านเดียว ซึ่งเงียบหายไปแล้ว (2) พรบ.ปฏิรูปโครงสร้างการเงินสาธารณะที่เป็นประเด็นถกเถียงอย่างกว้างขวาง หรือแม้กระทั่ง (3) พรบ.การจัดเก็บภาษีเชื้อเพลิงชีวภาพที่กำลังเป็นประเด็นความขัดแย้งระหว่างกระทรวงการเงินและกระทรวงเกษตรฯ หากพรรคร่วมรัฐบาลโดยเฉพาะแกนนำอย่าง PiS ไม่สามารถปรับแก้แนวทางการบริหารประเทศที่เน้นการพูดมากกว่าทำ พุ่งเป้าไปที่ตัวเลขเศรษฐกิจมากกว่าวางรากฐานโครงสร้างให้เข้มแข็ง และสภาวการณ์ทางเศรษฐกิจเป็นไปตามการคาดการณ์ของหน่วยงานอื่นที่มิใช่รัฐ จึงไม่แน่ว่ารัฐบาลชุดปัจจุบันภายใต้รูปแบบการกุมอำนาจบริหารสูงสุดโดยสองพี่น้องตระกูล Kaczynski จะดำเนินต่อไปอย่างราบรื่นหรือไม่