การวิจัยและพัฒนาเป็นรากฐานในการสร้างเสริมและต่อยอดองค์ความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสำหรับการประยุกต์ใช้ในการผลิตสินค้าและบริการต่างๆ ตลอดจนปรับปรุงระบบและกระบวนการดำเนินงานให้มีประสิทธิภาพและทันสมัย ซึ่งเชื่อมโยงโดยตรงกับการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและความก้าวหน้าของสังคม ดังนั้นกิจกรรมการวิจัยและพัฒนา รวมทั้งนวัตกรรมจึงมีความสำคัญต่อความก้าวหน้าของประเทศในสังคมเศรษฐกิจฐานความรู้แห่งโลกไร้พรมแดน นอกจากนี้ยังเป็นดัชนีชี้วัดขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในเวทีโลกอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นที่ยอมรับตามมาตรฐานสากล ประเทศที่มีทุนทางปัญญาที่ดีเลิศ มีการสร้างสมผลงานวิจัยและพัฒนาอย่างเป็นระบบ และภาครัฐกำหนดแนวนโยบายในการสนับสนุนและพัฒนาที่ชัดเจน รวมทั้งผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทุ่มเทกำลังกายและกำลังความคิดในการดำเนินงาน มีการขยายผลไปสู่ภาคการผลิตได้อย่างต่อเนื่อง ก็จะมีศักยภาพในการสร้างความเป็นประเทศผู้นำทางเศรษฐกิจที่อิงฐานความรู้อย่างแท้จริง

มาตรการลิสบอนซึ่งเสนอโดยสภาสหภาพยุโรปเมื่อ ค.ศ. 2000 และทบทวนใน ค.ศ. 2005 กำหนดเป้าหมายการลงทุนทางด้านการวิจัยและพัฒนาเป็นร้อยละ 3 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ ซึ่งจะเป็นการเร่งการจ้างงานและการเติบโตของยุโรป โดยได้มีการสร้างรูปแบบไตรภาคีความรู้อันประกอบด้วย “การวิจัย – การศึกษา – นวัตกรรม” ที่มีความเกี่ยวข้องและเชื่อมโยงกันสำหรับการคงไว้ซึ่งความเป็นพลวัตทางด้านเศรษฐกิจและรูปแบบสังคมของยุโรป กรอบแผนงาน ฉบับที่ 7 (ค.ศ. 2007 – 2013) ผลักดันให้แต่ละประเทศลงทุนทางด้านการวิจัยและพัฒนาให้ได้ตามเป้าหมาย รวมทั้งสร้างความเป็นปึกแผ่นในสาขาการวิจัยและพัฒนาแห่งภูมิภาค ตลอดจนให้ทุนสนับสนุนการวิจัยเพื่อผลประโยชน์ของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมโดยเฉพาะ นอกจากนี้แผนงานขีดความสามารถในการแข่งขันและนวัตกรรม (Competitiveness and Innovation Programme, CIP) ได้ให้การสนับสนุนเครือข่ายกลางในระดับชาติสำหรับการอำนวยความสะดวกแก่วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในการดำเนินงานภายใต้กรอบแผนงาน ฉบับที่ 7 ด้วย

ปัจจุบันวิสาหกิจในยุโรปประกอบด้วยวิสาหกิจขนาดใหญ่ (มากว่า 250 คนขึ้นไป) ร้อยละ 1 ขนาดกลาง (50 ถึง 249 คน) ร้อยละ 1 ขนาดย่อม (10 ถึง 49 คน) ร้อยละ 7 และขนาดจิ๋ว (1 ถึง 9 คน) ร้อยละ 91 เมื่อพิจารณาเฉพาะวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมรวมขนาดจิ๋วทั่วยุโรปทั้งหมดมีมากกว่า 23,000,000 แห่ง ซึ่งมีตำแหน่งงานรวมถึง 75,000,000 ตำแหน่ง คิดเป็นสัดส่วนร่วมถึงสองในสามของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ ทั้งนี้ สหภาพยุโรปได้กำหนดแนวทางในการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมที่ชัดเจน โดยประกาศคำขวัญเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า “คิดเล็กก่อน” หรือ “Think Small First” ทั้งนี้ ในกรอบแผนงานฉบับที่ 7 ซึ่งเป็นแผนงานการวิจัยและพัฒนาที่มีการลงทุนถึง 53,272 ล้านยูโร นั้น ในจำนวนนี้ประมาณร้อยละ 15 จะจัดสรรให้กับวิสาหกิจ โดยเฉพาะในการเสริมสร้างความเข้มแข็งในขีดความสามารถเชิงนวัตกรรมของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ที่สามารถดำเนินการผ่านเครือข่ายภูมิภาคที่มีอยู่แล้ว คือ Innovation Relay Centres (IRC) ซึ่งทำหน้าที่ในการให้บริการสนับสนุนธุรกิจโดยเฉพาะวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ในการถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อการขยายผลสู่เชิงพาณิชย์ต่อไป นอกจากนี้ในแผนงานขีดความสามารถในการแข่งขันและนวัตกรรม ค.ศ. 2007 – 2013 ซึ่งมีงบประมาณราว 3,621 ล้านยูโร โดยในจำนวนนี้เป็นแผนงานประกอบการและนวัตกรรม 2,166 ล้านยูโร ซึ่งจะมีการช่วยเหลือวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในรูปแบบต่างๆ อาทิ การเข้าถึงแหล่งเงินกู้โดยผ่านธนาคารเพื่อการลงทุนแห่งยุโรป European Investment Bank (EIB) ที่วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมของประเทศสมาชิกสามารถกู้ยืมได้ การร่วมทุนและความช่วยเหลือทางวิชาการ รวมทั้งการให้ทุนสนับสนุน เป็นต้น

การสนับสนุนการขยายผลการวิจัยสู่ภาคการผลิตที่สำคัญในกรอบแผนงาน ฉบับที่ 7 อาทิ การริเริ่มเทคโนโลยีร่วม (Joint Technology Initiatives, JTIs) ซึ่งเป็นการดำเนินงานร่วมกันระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชนในการวิจัยเฉพาะเรื่องที่ตอบสนองต่อความต้องการของภาคอุตสาหกรรม เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของยุโรป ภาคเอกชนในสหภาพยุโรปสามารถส่งข้อเสนอโครงการได้โดยผ่านกลไก “Consortium” ซึ่งทำหน้าที่ในการประสานงานระหว่างสหภาพยุโรปกับสมาชิกทั้งหมด โดยหลักการแล้ว Consortium ประกอบด้วยนิติบุคคลอย่างน้อย 3 แห่งที่แยกจากกัน มีการลงนามในความตกลงร่วมกัน ตามที่สหภาพยุโรปได้กำหนดรูปแบบความตกลงที่เรียกว่า “Development of a Simplified Consortium Agreement for FP7, DESCA” ซึ่งสารัตถะในความตกลงประกอบด้วย องค์กรที่เป็นสมาชิก การจัดสรรเงินทุนของสหภาพยุโรป กฎการเผยแพร่ทรัพย์สินทางปัญญา การระงับข้อพิพาท รวมทั้งการเตรียมการในเรื่องความน่าเชื่อถือขององค์กร การจ่ายสินไหมทดแทนและการรักษาความลับ

โครงการที่สำคัญของภาคเอกชนในสหภาพยุโรป และเป็นตัวอย่างการวิจัยที่ขยายผลสู่ภาคการผลิต อาทิ “Fastool” ซึ่งเป็นการรวมกลุ่มสมาคมอุตสาหกรรม ในการพัฒนากระบวนการผลิตร่วมกันอย่างเข้มแข็ง โดยมีวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมจากสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมัน 180 แห่ง ราชอาณาจักรสเปน 209 แห่ง ราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์ 120 แห่งและสหราชอาณาจักร 299 แห่ง ร่วมกันดำเนินการแก้ไขปัญหาการขึ้นรูปพลาสติก และมีบทบาทที่สำคัญในการเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับวิธีการปฏิบัติที่ดีที่สุดต่อชุมชนวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ซึ่งเครือข่ายการวิจัยและพัฒนาที่เกี่ยวข้องก็จะตรึงในพื้นที่ของสี่ประเทศนี้

การพัฒนาธุรกิจของภาคเอกชนในสหภาพยุโรป โดยการลงทุนสำหรับการวิจัยและพัฒนานวัตกรรม เป็นเสมือนแรงขับเคลื่อนที่สำคัญต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศสมาชิก ทั้งในปัจจุบันและอนาคตของภูมิภาค ด้วยความคาดหมายว่าผลตอบแทนการลงทุนทางด้านการวิจัยและพัฒนาจะสูงกว่าการลงทุนในด้านอื่น รวมทั้งจะเป็นการสร้างงานในภูมิภาคที่พึ่งทุนทางปัญญามากกว่าแรงงาน ภาคเอกชนในประเทศไทยน่าจะมีการรวมกลุ่มกันตามสาขาที่ประกอบการและสร้างเครือข่ายความร่วมมือกันในการพัฒนาหรือแก้ไขปัญหา รวมทั้งแลกเปลี่ยนข้อมูลและใช้ความรู้ร่วมกันให้มากขึ้น โดยเฉพาะในสาขาเทคโนโลยีที่ไทยมีศักยภาพและความพร้อมเชิงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตลอดจนบุคลากร ดำเนินการร่วมกับสถาบันวิจัยและมหาวิทยาลัยในการริเริ่มโครงการร่วมพัฒนาเชิงกลุ่มสาขา ทั้งนี้ รัฐควรมีมาตรการในการสร้างแรงจูงใจให้กับภาคเอกชนที่จะมีส่วนร่วมในค่าใช้จ่ายการวิจัยและพัฒนา โดยเฉพาะในประเด็นที่จะขยายผลสู่เชิงพาณิชย์ที่ชัดเจน จัดหาแหล่งเงินทุนในการขยายผลงานวิจัยและพัฒนาสู่ภาคการผลิตหรือการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับภาคธุรกิจ รวมทั้งจัดให้มีหน่วยประสานงานกลางระดับชาติซึ่งอาจจะปรับบทบาทของหน่วยงานที่มีอยู่เดิม ที่จะทำหน้าที่ในการบริหารจัดการและเชื่อมช่องว่างระหว่างการวิจัยกับภาคการผลิต ให้คำปรึกษาในการเข้าถึงแหล่งข้อมูลเชิงวิชาการและเทคโนโลยี หรือแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุด แก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสนับสนุนการสร้างงานที่พึ่งทุนทางปัญญาสำหรับการสร้างเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

โดย
ดร. จันทร์เพ็ญ เมฆาอภิรักษ์
อัครราชทูตที่ปรึกษา (ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี)
สำนักงานที่ปรึกษาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงบรัสเซลส์
27 กุมภาพันธ์ 2550

เอกสารอ้างอิง

  • “Collective research projects: exploiting R&D results” CORDIS focus SME supplement No 3 December 2006
  • “Commission acts to stimulate research and development” EUROPOLITICS ENVIRONMENT No 713, December 2006
  • “Commission appears split on Joint Technology Initiatives” EUROPOLITICS ENVIRONMENT No 713, December 2006
  • “Commission says access to EU funding will improve” EUROPOLITICS ENVIRONMENT No 710, October 2006
  • “Commission to bring out new strategy for innovation in services” EUROPOLITICS ENVIRONMENT No 713, December 2006
  • “European investment fund to finance SMEs in Greece” EUROPOLITICS ENVIRONMENT No 711, October 2006
  • “EU-wide contact points for SMEs” CORDIS focus SME supplement No 3 December 2006
  • “Faster tools for better business” CORDIS focus SME supplement No 3 December 2006
  • “JTIs a key initiative for innovation, say ministers” EUROPOLITICS ENVIRONMENT No 714 – 715, December 2006
  • “Parliament backs compromise deal on 7th Framework Programme” EUROPOLITICS ENVIRONMENT No 713, December 2006
  • “7th Framework Research Programme: Model agreement to improve participation of SMEs” EUROPOLITICS ENVIRONMENT No 717, February 2007
  • http://cordis.europa.eu 25 February 2007