เมื่อวันที่ 14 – 15 มีนาคม 2550 ได้มีการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศของกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียนและสหภาพยุโรป ครั้งที่ 16 (16th ASEAN-EU Foreign Ministers Meeting) ที่เมืองนูเรมเบิร์ก ประเทศเยอรมนี โดยคณะผู้แทนไทยประจำประชาคมยุโรปได้เข้าร่วมเป็นหนึ่งในคณะผู้แทนจากประเทศไทย นำโดย นายนิตย์ พิบูลสงคราม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ การประชุมในครั้งนี้ได้มีการย้ำถึงความสัมพันธ์ระหว่างอาเซียนและสหภาพยุโรปในทุกด้าน พร้อมทั้งเห็นชอบให้มีการจัดการประชุมระดับผู้นำเพื่อฉลอง 30 ปี ความสัมพันธ์อาเซียน – สหภาพยุโรปในปีนี้ (ASEAN – EU Commemorative Summit)

ผู้แทนจากฝ่ายสหภาพยุโรปได้แก่ ‘EU Troika’ อันประกอบด้วย นาย Javier Solana ผู้แทนระดับสูงของสหภาพยุโรป นาง Benita Ferrero-Waldner กรรมาธิการยุโรปด้านต่างประเทศ และดร. Frank-Walter Steinmeier รัฐมนตรีต่างประเทศแห่งสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี (เนื่องจากปัจจุบัน เยอรมนีทำหน้าที่เป็นประธานสหภาพยุโรป) พร้อมด้วยรัฐมนตรีของประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปที่รับผิดชอบด้านการต่างประเทศอีก 17 ประเทศ ทางด้านผู้แทนทางฝ่ายอาเซียนคือ รัฐมนตรีที่รับผิดชอบด้านการต่างประเทศจากประเทศสมาชิก 10 ประเทศ ทั้งนี้ ประธานในการประชุมเป็นประธานร่วมของฝ่ายสหภาพยุโรปและอาเซียน ได้แก่ ดร. Steinmeier และนาย Hor Namhong รัฐมนตรีต่างประเทศของกัมพูชา

โดยรวมแล้ว การประชุมดังกล่าวเป็นการหารือเกี่ยวกับประเด็นสำคัญในความสัมพันธ์ระหว่างอาเซียนและสหภาพยุโรป และประเด็นเด่นๆในเวทีการเมืองระหว่างประเทศ ทั้งนี้ ที่ประชุมได้ออกเอกสาร 2 ฉบับ คือ 1) Joint Co-Chairmen’s Statement และ 2) Nuremberg Declaration on the EU-ASEAN Enhanced Partnership ซึ่งยืนยันความตั้งใจของทั้งสองฝ่ายที่จะกระชับความร่วมมือระหว่างกันในทุกด้าน ทั้งการเมือง เศรษฐกิจ สังคม ฯลฯ และจะเป็นพื้นฐานในการดำเนินความสัมพันธ์ระหว่างอาเซียนและสหภาพยุโรปต่อไปในอนาคต โดยสรุปสาระสำคัญได้ดังต่อไปนี้

1. ปี 2550: กล่าวได้ว่าปี 2550 นี้เป็นปีที่มีความสำคัญพิเศษสำหรับอาเซียนและสหภาพยุโรป เนื่องจากเป็นปีที่ครบรอบ 40 ปีการก่อตั้งอาเซียน และครบรอบ 50 ปีสนธิสัญญากรุงโรม ซึ่งเป็นสนธิสัญญาก่อตั้งประชาคมเศรษฐกิจยุโรป (EEC) อันเป็นที่มาของสหภาพยุโรป (EU) ในปัจจุบัน อีกทั้งเป็นปีที่ทั้งสองฝ่ายมีความสัมพันธ์อย่างเป็นทางการครบรอบ 30 ปี ที่ประชุมได้แสดงความชื่นชมต่อความก้าวหน้าของความสัมพันธ์ดังกล่าว และเห็นชอบให้มีการจัดการประชุมสุดยอดเพื่อฉลองการครบรอบความสัมพันธ์ 30 ปี (ASEAN-EU Commemorative Summit) ภายในปีนี้

2. การเข้าเป็นภาคี TAC ของสหภาพยุโรป: ฝ่ายอาเซียนตอบรับความตั้งใจของสหภาพยุโรปที่จะภาคยานุวัตสนธิสัญญาไมตรีและความมั่นคงแห่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Treaty of Amity and Cooperation) และรับทราบความสนใจของสหภาพยุโรปที่จะเข้าร่วมในกรอบการประชุม East Asian Summit ทั้งนี้ ความตั้งใจของสหภาพยุโรปที่จะเข้าร่วมใน TAC สะท้อนความตั้งใจของสหภาพยุโรปที่จะมีบทบาทในด้านการเมืองและความมั่นคงในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มากขึ้น โดยที่ผ่านมา สหภาพยุโรปมีบทบาทนำในกระบวนการรักษาสันติภาพในอาเจห์ และประสบความสำเร็จในบทบาทดังกล่าวเป็นอย่างดี สหภาพยุโรปจึงเห็นว่าความร่วมมือระหว่างอาเซียน – สหภาพยุโรปในอาเจห์จะเป็นตัวอย่าง (model) ของความร่วมมือในลักษณะดังกล่าวต่อไปในอนาคต

3. ประเด็นพม่า: สหภาพยุโรปแสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อการที่สถานการณ์การเมืองภายในพม่าดูจะไม่มีความคืบหน้าใดๆ และได้รับฟังการบรรยายสรุปสถานการณ์การเมืองภายในพม่าจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของพม่า

4. กระบวนการบูรณาการภายในอาเซียนและสหภาพยุโรป: ทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับความคืบหน้าของการจัดทำธรรมนูญยุโรป (European Constitution) และกฏบัตรอาเซียน (ASEAN Charter)

5. ประเด็นด้านเศรษฐกิจ: ทั้งสองฝ่ายได้เห็นชอบแนวคิดที่จะจัดทำข้อตกลงเขตการค้าเสรีระหว่างกัน (FTA) โดยอยู่บนพื้นฐานของหลักการองการการค้าโลก (WTO) พร้อมทั้งได้แสดงเจตจำนงค์ที่จะยึดมั่นต่อการเจรจาการค้าโลกรอบโดฮาต่อไป

6. ประเด็นอื่นๆ: ทั้งสองฝ่ายได้หารือเกี่ยวกับสถานการณ์ในอิรักและอัฟกานิสถาน พร้อมทั้งกล่าวถึงประเด็นเรื่องสภาวะอากาศเปลี่ยนแปลงและความมั่นคงทางพลังงานว่าเป็นประเด็นที่ทั้งสองฝ่ายให้ความสำคัญและยืนยันที่จะกระชับความร่วมมือเพื่อต่อสู้กับสภาวะโลกร้อน และส่งเสริมความมั่นคงด้านพลังงาน (ซึ่งปัจจุบันก็ได้มีกรอบความร่วมมือในระดับผู้เชี่ยวชาญจากทั้งสองฝ่ายที่ได้ประชุมหารือกันมาอย่างต่อเนื่อง)

7. ประเด็นเรื่องประเทศไทย: นายนิตย์ พิบูลสงคราม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้ใช้โอกาสในการประชุมในครั้งนี้ เล่าให้ทางสหภาพยุโรปฟังเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมืองในประเทศไทย ซึ่งมีแผนงานและกำหนดเวลาที่ชัดเจน โดยกล่าวถึงกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญ การเตรียมการจัดการลงประชามติต่อร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าว และการเตรียมการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นตามกำหนดเวลา ซึ่งสหภาพยุโรปได้รับฟังด้วยความพึงพอใจ

อนึ่ง เป็นที่น่าสังเกตว่าประเด็นการเมืองไทยเป็นที่สนใจของสื่อมวลชนนานาชาติมาโดยตลอด โดยในการแถลงข่าวผลการประชุมในครั้งนี้ ก็ได้มีคำถามจากสื่อมวลชนในทำนองเปรียบเทียบสถานการณ์การเมืองไทยกับพม่า รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศเยอรมนีจึงได้กล่าวตอบว่า สถานการณ์ของทั้งสองประเทศนั้นมีความแตกต่างกันและไม่สามารถนำมาเปรียบเทียบกันได้ และในการประชุมในครั้งนี้ รัฐมนตรีต่างประเทศของไทยได้อธิบายถึงสถานการณ์ทางการเมืองภายในประเทศ ซึ่งรัฐบาลได้ปฏิบัติตามแผนงานที่กำหนดไว้อย่างชัดเจน

สำหรับการประชุมในต่อไปจะมีขึ้นในปี 2552 ที่เมืองเสียมราฐ ประเทศกัมพูชา (เนื่องจากการประชุมมีขึ้นทุกๆ 2 ปี)

  • อ่าน Joint Co-Chairmen’s Statement ได้ ที่นี่
  • อ่าน Nuremberg Declaration on the EU-ASEAN Enhanced Partnership ได้ที่นี่ ที่นี่


    บุคคลในภาพ: Ferrero-Waldner, Hor, Steinmeier, Ong และ Solana
    ภาพจาก: eu2007.de © by AA – Tim M. Hoesmann