ขณะนี้ ทาง EU ได้จัดทำรายงานการศึกษาวิเคราะห์การค้าเกษตรในตลาดโลก ภายใต้ชื่อ “Does the Trade Talk match the Trade Walk’ ซึ่งสำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำสหภาพยุโรป ได้พิจารณาแล้วเห็นว่ามีประเด็นที่น่าสนใจและจะเป็นประโยชน์ต่อไทย สรุปสาระสำคัญได้ดังนี้

1. ความแตกต่างของการเจรจาตกลงด้านเกษตร

1.1 รายงานของคณะกรรมาธิการยุโรปด้านการเกษตร (DG-Agriculture) ได้ชี้ว่า ปัญหาในการเจรจาการวางกรอบการค้าด้านเกษตรขององค์การการค้าโลก (WTO) นั้น ประเด็นที่สำคัญ ได้แก่ การโต้แย้งในเรื่องการการประเมินผลกระทบของการอุดหนุนภาคเกษตรที่แตกต่างกันไป โดยเฉพาะการประเมินและวิเคราะห์เกี่ยวกับความสำคัญของเสาหลักของการอุดหนุนเกษตร 3 ด้าน ซึ่งได้แก่ การอุดหนุนภายใน การอุดหนุนส่งออก และการกีดกันทางด้านภาษี

1.2 รายงานดังกล่าว ได้ยกตัวอย่าง ผลการวิเคราะห์ที่แตกต่างกันของหน่วยงาน 3 กลุ่ม คือ การศึกษาขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD 2006) การศึกษาของธนาคารโลก (WB 2005) และการศึกษาของกระทรวงเกษตรสหรัฐอเมริกา (USDA 2001) โดยชี้ว่า การศึกษาของ WB แสดงให้เห็นว่า ผลประโยชน์ด้านสวัสดิการ (welfare benefits) ของการเปิดตลาดเสรีที่สำคัญมาจากการเปิดตลาดการค้า (market access) ซึ่งมีสัดส่วนสูงถึง 93% (การอุดหนุนภายในเท่ากับ 5% การอุดหนุนส่งออกเท่ากับ 2%) สำหรับตัวเลขของ OECD ชี้ว่าการเปิดตลาดการค้า เท่ากับ 79% ขณะที่รายงานของสหรัฐได้ประเมินไว้ เพียง 54%

1.3 กรรมาธิการยุโรปชี้ว่า การวิเคราะห์และคำนวณผลกระทบนั้นอาจมีความ ผิดพลาด เนื่องมาจากการใช้ข้อมูลและการแปลความหมายที่ไม่ถูกต้อง ทั้งจากค่าหรือตัวแทนที่ใช้วัดการบิดเบือนทางการค้า โดยได้ยกตัวอย่างสินค้าเนื้อวัว ซึ่งในช่วงปี 2536-2548 ราคาที่ได้รับการอุดหนุนของ EU และค่าใช้จ่ายที่มีต่อการอุดหนุนส่งออกสำหรับเนื้อวัวลดลงอย่างเห็นได้ชัด แต่ค่าของการอุดหนุนการผลิตหรือค่า PSE ของ OECE กลับสูงขึ้น นอกจากนั้น แนวคิดในเรื่องโครงสร้างอัตราภาษี ที่ใช้เป็นตัวหลักในการวิเคราะห์การเปิดตลาดการค้ามีการนำไปใช้อย่างไม่ถูกต้อง

2. นโยบายเกษตรของประเทศที่มีความสำคัญในการส่งออกเป็นลำดับต้น ซึ่งมีบทบาทที่สำคัญต่อการเจรจาค้าในตลาดโลก โดย EU ได้เปรียบเทียบประเทศที่สำคัญได้แก่

2.1 ประเทศบราซิล สินค้าสองชนิดซึ่งบราซิลได้มีการส่งออกในระดับต้นๆ และขยายเพิ่มขึ้นในตลาดโลก คือเนื้อวัวและเนื้อสัตว์ปีก ซึ่งในช่วงปี 2546-2549 ปริมาณการส่งออกสินค้าเกษตรบราซิลมายัง EU เท่ากับ 37% (โดยเนื้อวัวเท่ากับ 38% เนื้อสัตว์ปีกเท่ากับ 23%) และทำให้การนำเข้าเนื้อวัวจากบราซิล เท่ากับ 50% และเนื้อสัตว์ปีกเท่ากับ 75% ดังนั้น บราซิลไม่ได้เน้นในเรื่องการเปิดตลาด เช่นเดียวกับประเทศส่งออกรายอื่นๆ เนื่องจากบราซิลได้เข้ามาสู่ตลาด EU อย่างเต็มที่แล้ว ทำให้ทางบราซิลซึ่งเป็นผู้นำของกลุ่ม G-20 มีเป้าหมายในการลดการอุดหนุนภายในของ EU และ US เป็นเรื่องสำคัญมากกว่าในเรื่องการลดอัตราภาษี

2.2 สหรัฐอเมริกา (US) รายงานของ EU ได้ตำหนิสหรัฐอเมริกาอย่างมากเกี่ยวกับแนวทางการอุดหนุนเกษตรของ US ซึ่งไม่ได้เพียงยังคงรักษาระดับการผลิตที่มีต่อการอุดหนุนที่สูงเท่านั้น แต่ยังคงเน้นการให้การอุดหนุนจำนวนมากแก่สินค้าประเภทเมล็ดพืชหลักๆ 5 ชนิด (มากกว่าสินค้าคุณภาพประเภท secondary product ) รวมถึงยังได้เน้นการอุดหนุนช่วยเหลือที่มีผลจากการผันแปรราคาในตลาดโลก ซึ่งนำไปสู่การกดดันราคาในตลาดโลก นโยบายดังกล่าวเป็นนโยบายที่ทำลายการค้าในตลาดโลก กรรมาธิการยุโรปชี้ว่า US ต้องการเน้นในเรื่องการเปิดตลาดการค้าเพื่อรองรับปัญหาในการปฏิรูปนโยบายเกษตรภายในของตน

ในเรื่องนี้ สำนักงานฯ ขอเรียนข้อสังเกตและข้อเสนอแนะ ดังนี้

ก) รายงานดังกล่าวของ EU พยายามชี้ถึงปัญหาของการเจรจาการวางกรอบการค้าของ WTO ซึ่งบางกลุ่มต้องการให้เน้นในเรื่องการเปิดตลาดการค้า (โดยผ่านการลดอัตราภาษีนำเข้าหรือโควตาภาษี) บางกลุ่มเน้นให้มีการลดและปฏิรูปนโยบายเกษตรภายใน ซึ่งทาง EU เชื่อว่ามีความผิดพลาดของการวิเคราะห์ผลกระทบของนโยบายเกษตรที่มีต่อด้านการค้า ทั้งนี้ ทาง EU เน้นว่า การเจรจาตกลงจะต้องนับรวมถึงผลกระทบรวมทั้งหมดที่เกิดขึ้นของการอุดหนุนเกษตรทั้งสามด้าน (อุดหนุนภายใน การเปิดตลาดและและการอุดหนุนส่งออก) นอกจากนั้น รายงานดังกล่าวได้พยายามที่จะวิเคราะห์สถานการณ์แนวทางหรือนโยบายเกษตรของประเทศผู้มีบทบาทที่สำคัญในตลาดโลก เพื่อใช้ในการสนับสนุนข้อเสนอของ EU ในการเจรจาตกลงในรอบโดฮา ต่อไป

ข) จะเห็นได้ว่า ผลกระทบของลดการอุดหนุนเกษตรในด้านต่างๆ ที่เกิดจากการเปิดตลาดการค้าเสรี ได้รับความสนใจและมีการวิเคราะห์จากหน่วยงานจากหลายประเทศ การใช้ตัวแปรหรือข้อมูลต่างๆที่นำมาประเมิน และผลที่ได้รับยังมีความแตกต่างกันไป ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับมุมมองของการนำมาใช้หรือผลประโยชน์ที่คาดว่าประเทศของตนจะได้รับ อย่างไรก็ตาม เป็นที่แน่นอนว่า ในอนาคต ทั้ง EU และ US จำเป็นต้องดำเนินการปฏิรูปการอุดหนุนเกษตรภายในประเทศ หากต้องการให้การเจรจาตกลงการค้าในภาคอื่นๆ สำเร็จผลด้วยดี