สัปดาห์ที่ผ่านมา กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม มีบรรยากาศคึกคักเพราะผู้ประกอบการธุรกิจอาหารทะเลและประมงจากทั่วโลกทุกมุมโลกได้มาร่วมงานแสดงสินค้า European Seafood Exposition 2007 ที่ Brussels EXPO ระหว่างวันที่ 24 – 26 เมษายน 2550 ซึ่งเป็นงานแสดงสินค้าอาหารทะเลประจำปีแบบครบวงจรที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป มีผู้ออกงานกว่า 1,600 รายจากกว่า 77 ประเทศ โดยในปีนี้ เป็นครั้งแรกที่ผู้ประกอบการและผู้ส่งออกไทยผนึกกำลังเป็นหนึ่งเดียวออกงานร่วมกันในบูธประเทศไทยขนาดใหญ่ ภายใต้ ‘ครัวไทยสู่โลก’ หรือ ‘Kitchen of the World’

ทีมประเทศไทยประจำบรัสเซลส์ขอเก็บบรรยากาศของงาน พร้อมนำเสนอแนวโน้มตลาดสินค้าอาหารทะเลในยุโรปให้นักธุรกิจและผู้ส่งออกไทยที่สนใจบุกตลาดยุโรป ซึ่งนำเข้าอาหารทะเลและมีกำลังซื้อมากที่สุดในโลกภูมิภาคหนึ่ง

บูธประเทศไทยประสบความสำเร็จได้ด้วยการดำเนินการของกรมส่งเสริมการส่งออก กระทรวงพาณิชย์ ร่วมกับกรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทย โดยมีผู้ประกอบการและผู้ส่งออกไทยเข้าร่วมออกบูธ 15 ราย ได้แก่ A&N Foods, Andaman Seafood, Anusorn Mahachai Surimi, Chanthaburi Frozen Food, I.T. Foods Industries, Lee Heng Seafood, May Ao Foods, Phatthana Seafood, Sea Value, Sea Wealth Frozen Food, Seafresh Industry, Surapon Food, Surat Seafoods, Thai Spring Fish และ The Union Frozen Products ซึ่งต่างนำผลิตภัณฑ์สินค้าอาหารทะเลหลากหลายรูปแบบมานำเสนอในงาน เป็นที่สนใจของผู้นำเข้าและผู้จัดจำหน่ายทั้งในยุโรปและจากประเทศอื่นๆ ทั่วโลก ซึ่งแวะเวียนเข้าเยี่ยมชมบูธประเทศไทยอย่างไม่ขาดสาย นอกจากนี้ ชาวต่างชาติยังได้ลิ้มชิมรสอาหารทะเลไทยจากการปรุงของร้าน Blue Elephant อีกด้วย

แนวโน้มตลาดสินค้าอาหารทะเลในยุโรป 2007

สหภาพยุโรป เป็นผู้นำเข้าสินค้าอาหารทะเลและประมงมากที่สุดในโลกภูมิภาคหนึ่ง และเป็นตลาดร่วมของประชากรกว่า 450 ล้านคน ใน 27 ประเทศยุโรป ดังนั้น การเข้าถึงตลาดสหภาพยุโรปโดยสามารถปฏิบัติตามกฎระเบียบต่างๆ ได้ จึงหมายถึงการเข้าถึงตลาดร่วมขนาดใหญ่ที่มีกำลังซื้อสูงที่สุดในโลก

ที่ผ่านมา ผู้ประกอบการและผู้ส่งออกไทยมักจะสนใจตลาดสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น แต่ตลาดยุโรปเริ่มได้รับความสนใจมากขึ้น เนื่องจากหลายปีที่ผ่านมา ตลาดยุโรปขยายตัวและมีความต้องการบริโภคสินค้าอาหารทะเลเพิ่มขึ้น อีกทั้งผู้บริโภคยุโรปสนใจสินค้าอาหารทะเลที่หลากหลายจากภูมิภาคอื่นมากขึ้น ความต้องการการบริโภคอาหารทะเลที่เพิ่มมากขึ้นในยุโรปดังกล่าวเกิดขึ้นพร้อมกับกระแสการรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพและการใช้ชีวิตแบบมีสุขภาพดี (healthy eating and lifestyles) และกระแสความเกรงกลัวเกี่ยวกับปัญหาความปลอดภัยของเนื้อสัตว์ประเภทอื่นๆ (ไม่ว่าจะเป็นการระบาดของไข้หวัดนกในสัตว์ปีก หรือโรคปากเปื่อยเท้าเปื่อยในปร หรือโรคซึ่งเป็นกระแสความตื่นตัวที่เห็นได้ชัดในยุโรปในปัจจุบัน

‘ประชากรยุโรปรับประทานปลาโดยเฉลี่ยประมาณ 24 กิโลกรัม ต่อคน ต่อปี ซึ่งสูงกว่าปริมาณเฉลี่ยโลกซึ่งคิดเป็นเพียง 13 กิโลกรัม ต่อคน ต่อปี’ (รายงานของบริษัทที่ปรึกษา Leatherhead Good RA)

ตลาดสินค้าอาหารทะเลที่สำคัญในยุโรป ได้แก่ สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี และสเปน โดยสเปนเป็นเป็นตลาดใหม่ ที่มีความต้องการซื้อสูงถึง 968,500 ตัน ต่อปี (รายงานของบริษัทที่ปรึกษา Leatherhead Good RA)

ทิศทางและแนวโน้มตลาดอาหารทะเลในยุโรปที่สังเกตุได้จากการเข้าร่วมงานแสดงสินค้า European Seafood Exposition 2007 และจากการพบปะและหารือกับผู้ส่งออกไทยและผู้นำเข้ายุโรปหลายราย มีดังนี้

การขยายตัวของตลาดสินค้าอาหารทะเลแปรรูปที่มีมูลค่าเพิ่มและสินค้านวัตกรรม: จะเห็นได้ว่าทิศทางและแนวโน้มตลาดอาหารทะเลและประมงในยุโรปในปี 2007 ยังเน้นการนำเข้าสินค้าอาหารทะเลและประมงแบบ commodity จากประเทศที่สาม เพื่อขายส่งแก่ผู้ค้าปลีกยุโรป (Retailers) หรือเป็นวัตถุดิบป้อนโรงงานแปรรูปหรือผลิตอาหารในยุโรป แต่สินค้าอาหารทะเลแปรรูปที่เป็นลักษณะกึ่งสำเร็จ (semi-finished products) หรือสำเร็จรูป (finished products) โดยฉพาะอย่างยิ่งสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มและสินค้านวัตกรรมเริ่มมีมากขึ้น

เนื่องจาก สภาวะสังคมและชีวิตประจำวันในยุโรปที่เร่งรีบมากขึ้น ทำให้ผู้บริโภคยุโรปนิยมรับประทานอาหารประเภทพร้อมรับประทาน หรือ ready meal และอาหารทะเลแปรรูปอื่นๆ มากขึ้น แทนการรับประทานอาหารทะเลสดๆ ยกตัวอย่างเช่น ในเยอรมนีและสหราชอาณาจักร การบริโภคสินค้าปลาที่แปรรูปนั้นมากกว่าการบริโภคปลาสด ในฝรั่งเศส แม้ปลาสดยังมีสัดส่วนที่มากที่สุดสำหรับการบริโภคปลา แต่สินค้าปลาแปรรูปได้รับความนิยมมากขึ้นตั้งแต่ปี 1995 เป็นต้นไป ตลาดสินค้าอาหารทะเลแปรรูปในยุโรปจึงคาดว่าจะขยายตัวได้อีกมาก

ในงาน European Seafood Exposition ครั้งนี้ สามารถสังเกตเห็นผลิตภัณฑ์สินค้าอาหารทะเลแปรรูปที่หลากหลาย ในบรรจุภัณฑ์ที่สวยงามน่าดึงดูด และสะดวกใช้ง่าย นอกจากนั้น ยังมีสินค้านวัตกรรมอื่นๆ จากผู้ผลิตและผู้ประกอบการในธุรกิจอาหารทะเลจากทั่วทุกมุมโลกมาจัดแสดง ตัวอย่างสินค้านวัตกรรม อาทิ สินค้ากุ้งขาว premium ปอกเปลือกที่ได้รับการเลี้ยงแบบอินทรีย์ ปรุงแต่งรสกระเทียม ของบริษัท Yuu n’ Mee ที่ได้เข้ารอบสุดท้ายการชิงรางวัล ‘Seafood Prix d’Elite Award’ จากผู้เข้าประกวดกว่า 160 ราย นอกจากนั้น ยังมีผลิตภัณฑ์อาหารทะเลสไตล์เอเชียเข้ารอบอีกหลายราย อาทิ ทอดมันปู (Thai Crab Cakes) และ Fanticrab Japanese Geso เป็นต้น

กระแสความนิยมอาหารเอเชีย: เป็นกระแสความนิยมอาหารเอเชียในหมู่ผู้บริโภคยุโรปเป็นกระแสที่มาแรง ชาวยุโรปหันมาสนใจลองรับประทานอาหารจากเอเชียมากขึ้น ไม่ใช่แต่เพียงในภัตตราคารเท่านั้น แต่เริ่มหันมาซื้อรับประทานหรือปรุงอาหารเองที่บ้านมากขึ้น นอกจากนั้น ชาวยุโรปไม่เพียงแต่นิยมสินค้าอาหารทะเลท้องถิ่นที่มาจากภูมิภาคของตน แต่เริ่มสนใจรับประทานสินค้าอาหารทะเลแบบ tropical ที่มีความแปลกใหม่มากขึ้น โดยเฉพาะสำหรับการนำมาปรุงอาหารเอเชีย สินค้าอาหารทะเลแปรรูปหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นลักษณะ ready meal หรือ snack สไตล์เอเชียจึงเริ่มมีวางจำหน่ายมากขึ้นในซุปเปอร์มาเก็ตในยุโรป

นอกจากนั้น มีผู้ผลิตยุโรปหลายรายหันมาผลิตสินค้าสไตล์เอเชีย และคู่แข่งในเอเชียอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นจีน เวียดนาม หรืออินเดีย ก็หันมาชูความเป็น Oriental กันอย่างจริงจัง

หากแต่เสน่ห์ของความเป็นไทยและอาหารไทยนั้นลอกเลียนไม่ได้ ข้อได้เปรียบของไทย คืออาหารไทยเป็นที่รู้จักของชาวยุโรปอยู่อย่างดีแล้ว ผู้ประกอบการธุรกิจอาหารทะเลไทยจึงควรหันมาชูความเป็นไทยและสร้างสรรค์ภาพลักษณ์ความเป็นไทยลงไปในผลิตภัณฑ์ โดยอาจปรับเปลี่ยนรสชาดและรูปแบบเพื่อให้เหมาะสมกับความนิยมและความต้องการของชาวยุโรป ตลาดยุโรปจึงสามารถเป็นช่องทางสำหรับธุรกิจอาหารทะเลไทยได้อย่างมีศักยภาพและยั่งยืน

กระแสความนิยมสินค้าอินทรีย์ หรือ organic: กระแสความนิยมสินค้าเกษตรอินทรีย์ หรือสินค้าเกษตรที่เพาะปลูกแบบไร้สารพิษ ได้รับความนิยมในยุโรปเพิ่มมากขึ้น ควบคู่กับการกระแสการรักษาสิ่งแวดล้อมและการทำการเกษตรแบบยั่งยืน (Sustainability) และการรักษาสุขภาพและการรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพ (Healthiness)

นาง Mary Larkin รองประธานผู้จัดงาน European Seafood Exposition 2007 เน้นว่า ทิศทางตลาดและความต้องการของผู้บริโภคยุโรปที่เห็นเด่นชัดในปีนี้ คือ Sustainability / Organic หรือการผลิตสินค้าอาหารทะเลแบบอินทรีย์ Convenience หรือการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่ใช้สะดวก ใช้ง่าย แก่ผู้ใช้และผู้บริโภค และ Healthiness หรือการผลิตสินค้าที่ยังคงคุณค่าทางอาหารไว้สูงและสินค้าเพื่อสุขภาพ ซึ่งล้วนแต่เป็นทิศทางตลาดที่เอื้อต่อศักยภาพและความสามารถของไทยทั้งสิ้น

สุรีรัตน์ฟาร์ม จังหวัดจันทบุรี เป็นตัวอย่างของฟาร์มกุ้งกุลาดำแบบอินทรีย์แห่งแรกในประเทศไทย ที่เริ่มเปิดตลาดกุ้งกุลาดำอินทรีย์ในยุโรป ร่วมกับบริษัทออสเตรีย นับเป็นตัวอย่างของนักธุรกิจไทยรุ่นใหม่ที่ประสบความสำเร็จในการหาช่องทางและใช้โอกาสทางการตลาดในยุโรปเพื่อพัฒนาศักยภาพธุรกิจตนในตลาดยุโรปได้อย่างดี (ติดตามบทสัมภาษณ์สุรีรัตน์ฟาร์ม ได้ที่ www.thaieurope.net ต่อไป)

ศักยภาพและโอกาสธุรกิจไทยในตลาดยุโรป

สินค้าไทยคุณภาพและมาตรฐานสูง

จากการพูดคุยกับผู้นำเข้าชาวยุโรปที่มาร่วมงานหลายท่าน ทำให้มั่นใจได้ว่าความพยายามเชิงรุกของภาครัฐ โดยเฉพาะกรมประมง ในการพัฒนาคุณภาพ มาตรฐาน และความปลอดภัยของสินค้าอาหารทะเลไทยในช่วงหลายปีที่ผ่านมาได้ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม ผู้นำเข้ายุโรปมีความเชื่อมั่นมากขึ้นในคุณภาพและมาตรฐานของสินค้าไทย ซึ่งได้รับการควบคุมการผลิตตั้งแต่ในฟาร์ม โรงงานการผลิตและแปรรูป ไปจนถึงมือผู้ส่งออกและการขนส่งสู่ตลาดต่างประเทศ โดยมีเครื่องหมาย Q-Mark ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นมาตรฐานรับรองคุณภาพสินค้าได้อย่างมั่นใจ

ผู้นำเข้าชาวเยอรมันกล่าวว่า ‘แม้สินค้าไทยจะมีราคาสูงกว่าสินค้าจากประเทศคู่แข่ง อาทิ จีนและเวียดนาม แต่ตนเลือกสินค้าที่มีคุณภาพสูง และแน่ใจได้ว่าไม่มีปัญหาเรื่องสารตกค้าง เพราะได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากภาครัฐในการมุ่งมั่นแก้ไขปัญหาดังกล่าว’

ผู้นำเข้าจากเนเธอร์แลนด์ย้ำเหตุผลที่เลือกสินค้าไทยว่า ‘ไม่เพียงเพราะคุณภาพที่สูง แต่ด้วยวิธีการดำเนินธุรกิจที่ไว้ใจได้ ซื่อสัตย์ และมีความเป็น professional สูง’

ที่สำคัญ ในงาน European Seafood Exposition 2007 นักธุรกิจไทยยังแสดงความมั่นใจในการบุกตลาดยุโรปเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากได้สิทธิพิเศษทางภาษี GSP กลับคืนมาตั้งแต่เดือนมกราคม 2549 ทำให้ช่องทางธุรกิจอาหารทะเลไทยในยุโรปเริ่มคงที่และและเปิดกว้างมากขึ้น สามารถแข่งขันด้านราคากับประเทศคู่แข่งได้

กรมประมงกำลังมุ่งหน้าดำเนินการโครงการ TraceShrimp ซึ่งได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากคณะกรรมาธิการยุโรปและเริ่มดำเนินการโครงการแล้วเมื่อเดือน ม.ค. 2550 เพื่อจัดทำระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) สำหรับสินค้ากุ้งด้วยระบบคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมโยงข้อมูลการตรวจสอบย้อนกลับตลอดสายการผลิตอย่างสมบูรณ์และครบวงจร (www.thaitraceshrimp.com) ทั้งนี้ เพื่อให้ผู้ผลิตไทยสามารถปฏิบัติตามระเบียบการตรวจสอบย้อนกลับ EC No. 178/2002 ของสหภาพยุโรปได้ ซึ่งได้แก่การที่ผู้ส่งออกจะต้องสามารถตรวจสอบและติดตามการเปลี่ยนแปลงของผลิตภัณฑ์ ตั้งแต่อาหารสัตว์ กระบวนการผลิต การแปรรูป การจำหน่าย การขนส่ง และการขายปลีก อันจะส่งผลให้ผู้ที่เกี่ยวข้องต้องบันทึกข้อมูลตลอดห่วงโซ่การผลิต โครงการ TraceShrimp จึงเป็นโครงการนำร่องที่สามารถสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้นำเข้ายุโรปถึงคุณภาพและมาตรฐานที่สูงของสินค้ากุ้งไทย และความมุ่งมั่นของภาครัฐในการส่งเสริมกุ้งคุณภาพสู่ตลาดโลก

นอกจากนั้น ในงาน ‘Thai Exotic Night’ เมื่อวันที่ 25 เม.ย. 2550 ซึ่งจัดโดยกรมประมงและสมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทย และสนับสนุนโดย German Development Cooperation (GTZ) เพื่อให้นักธุรกิจไทยได้พบปะกับผู้นำเข้าและผู้ที่อยู่ในแวดวงอาหารทะเลยุโรป Prof. Patrick Sorgeloos คณบดี Bioscience Engineering แห่ง University of Ghent ประเทศเบลเยียม และประธาน ASEM Agriculture Platform ได้กล่าวชื่นชมความสำเร็จของภาครัฐไทยในการพัฒนาคุณภาพสินค้ากุ้งสู่ตลาดโลกได้อย่างยั่งยืน

ผู้นำเข้ายุโรปได้กล่าวแสดงความคิดเห็นว่า การสนับสนุนอย่างจริงจังของภาครัฐไทยในการพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานของสินค้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องความปลอดภัยของสินค้าและการแก้ไขปัญหาสารตกค้าง ที่เคยเป็นปัญหาใหญ่และสร้างความเสียหายในธุรกิจอาหารทะเลไทยเมื่อหลายปีก่อน เป็นปัจจัยในการสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้นำเข้ายุโรปให้เลือกซื้อสินค้าอาหารทะเลจากประเทศได้ได้อย่างมั่นใจ อีกทั้ง ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า คู่แข่งของไทย อย่างจีนและเวียดนามยังมีปัญหาเรื่องสารตกค้างอยู่มาก

ในขณะเดียวกัน หน่วยราชการไทยในยุโรปก็ให้ความสำคัญแก่การส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีของสินค้าอาหารทะเลไทยในต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นในหมู่ผู้นำเข้ายุโรปหรือประชาชนทั่วไป กล่าวคือ คุณภาพดี สะอาด ได้มาตรฐาน และไม่มีสารตกค้าง ซึ่งเหมาะแก่การนำไปประกอบอาหารนานาชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อาหารไทย ซึ่งปัจจุบันเป็นที่นิยมในยุโรปมาก โดยการดำเนินการประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อต่างๆ อาทิ หนังสือ หนังสือพิมพ์ นิตยสาร รายการโทรทัศน์ หรือการจัดงานและกิจกรรมต่างๆ เพื่อสร้างความนิยมและความเชื่อมั่นในคุณภาพ ขนาด รสชาด และมาตรฐานของสินค้าไทยในตลาดยุโรป นับเป็นความพยายามในการส่งเสริมศักยภาพสินค้าอาหารทะเลไทยสู่ตลาดยุโรปอีกทางหนึ่ง

ก้าวสำคัญธุรกิจไทย

เมื่อมีสินค้าที่มีคุณภาพและมาตรฐานที่ได้รับความไว้วางใจในระดับสากลแล้ว ก้าวสำคัญต่อไปคือการพัฒนาความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ ใส่ความคิดสร้างสรรค์ และพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์ที่แปลกใหม่ นั่นหมายถึงการพัฒนา R&D ในการดำเนินธุรกิจ คุณวิจิตรา อร่ามวัฒนานนท์ รองประธานบริษัท Sea Wealth Frozen Food Co.,Ltd. ย้ำถึงความสำคัญของการลงทุนด้าน R&D ในบริษัทตน เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์รูปแบบใหม่ๆ ที่เหมาะสมกับความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ผู้เชี่ยวชาญและผู้สื่อข่าวด้านประมงของหนังสือพิมพ์ FischMagazin กล่าวชื่นชมในความสำเร็จของอุตสาหกรรมอาหารทะเลไทยที่สามารถพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานระดับแนวหน้าได้ในระยะเวลาที่รวดเร็ว และย้ำก้าวสำคัญสำหรับประเทศไทยคือการพัฒนาความหลากหลายของสินค้า มุ่งการสร้างมูลค่าเพิ่ม (value-added products) และสร้างสรรค์สินค้านวัตกรรม (innovative products)

ดังนั้น โอกาสและช่องทางสำหรับธุรกิจไทยในตลาดอาหารทะเลยุโรป คือ การหาจุดยืนในตลาดสำหรับสินค้าของตน และการนำเสนอรูปแบบผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่แตกต่างไปจากสินค้าอาหารทะเลที่มีอยู่มากมายในตลาด ดังเช่นที่คุณจิตต์วิภา ศักดิ์พิทักษ์สกุล ผอ. กลุ่มงานบริการข้อมูลและให้คำปรึกษาธุรกิจ กรมส่งเสริมการส่งออก เน้นว่าความท้าทายสำหรับอุตสาหกรรมอาหารทะเลไทยคือ ‘ทำอย่างไรให้คิดนอกกรอบ’ และควรมุ่งสร้าง ‘ความแปลกใหม่’ ให้แก่ผลิตภัณฑ์ของตน

นอกจากการส่งออกสินค้ากุ้งแช่แข็งแบบ commodity ซึ่งมีสัดส่วนที่มากในการส่งออกสินค้าอาหารทะเลไทยสู่สหภาพยุโรปทั้งหมด ไทยควรหันมาสร้างความหลากหลายของสินค้า โดยการผลิตสินค้าอาหารทะเลประเภทอื่นๆ ที่มีศักยภาพด้วย ผู้นำเข้ายุโรปที่มาร่วมงานครั้งนี้ แสดงความเห็นว่ายังมีสินค้าอาหารทะเลไทยอื่นๆ ที่มีศักยภาพ อาทิ ปลาหมึก ปลานิล โดยเฉพาะปลานิล (ทั้งแบบทั้งตัวและแบบแร่เนื้อ) เป็นสินค้ามีความต้องการเพิ่มขึ้นในเยอรมนี

ปัญหาและอุปสรรค

จากการหารือกับผู้นำเข้ายุโรป ทราบว่า ปัจจัยด้านราคายังเป็นปัจจัยหลักในการเลือกซื้อสินค้าอาหารทะเลเพื่อนำเข้าสู่ตลาดยุโรป เนื่องจาก สินค้าจากประเทศที่สามส่วนมากมีลักษณะคล้ายๆ กัน สำหรับสินค้าอาหารทะเลแบบ commodity โดยเฉพาะกุ้งขาวแช่แข็ง ไทยต้องประสบกับการแข่งขันด้านราคากับคู่แข่งที่สามารถผลิตสินค้าประเภทเดียวกันในราคาต้นทุนที่ต่ำกว่ามาก ไม่ว่าจะเป็นจีน เวียดนาม หรือเอกวาดอร์ แม้ไทยจะได้สิทธิ GSP กลับคืนมาแต่ราคาก็ยังสูงกว่าสินค้าของประเทศคู่แข่งบางประเทศอยู่ดี

แม้ผู้ประกอบการไทยจะสามารถปฏิบัติตามกฎระเบียบและมาตรฐานต่างๆ ของสหภาพยุโรปได้อย่างดีแล้ว แต่ปัญหาและอุปสรรคของผู้ประกอบการไทยในการเข้าตลาดยุโรป คือยังต้องพึ่งพาผู้นำเข้ายุโรปที่มีอำนาจการต่อรองในการซื้อและมีโอกาสในการเลือกซื้อสูง เนื่องจากมีตัวเลือกจากประเทศคู่แข่งที่มีศักยภาพอื่นๆ มาก ปัจจุบัน มีบริษัทไทยเพียงไม่กี่รายที่มีตัวแทนจำหน่าย/ผู้นำเข้าในเครือบริษัทตนในยุโรป อาทิ บริษัท CFP EUROPE ประเทศเบลเยียมเป็นผู้นำเข้าเฉพาะสินค้าอาหารจากบริษัทแม่ CP เพื่อจัดจำหน่ายและทำการตลาดในยุโรป ดูแลเบลเยียมโดยเฉพาะ มีบริษัท CPF UK ดูแลตลาดสหราชอาณาจักร และบริษัท CPF FRANCE ดูแลตลาดฝรั่งเศส จึงน่าจะเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้บริษัท CP มีส่วนแบ่งสำหรับการส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารในยุโรปมากที่สุด ปัจจุบัน CP มุ่งบุกตลาดสินค้า ready meal อาหารไทยและ snack สไตล์เอเชียในยุโรปอย่างจริงจัง (อ่านบทสัมภาษณ์บริษัท CPF EUROPE)

การเข้าตลาดยุโรปโดยเฉพาะสำหรับสินค้าอาหารไทยแบบ ready meal จึงไม่ง่ายนัก ผู้นำเข้ายุโรปยังไม่สนใจซื้อสินค้าประเภทนี้มากนัก แต่สนใจซื้อเฉพาะสินค้า commodity เป็นหลัก เพราะยังไม่มีตลาดรองรับที่แน่นอน และมีความเสี่ยงสูง ดังนั้น หากผู้ประกอบการไทยไม่มีตัวแทนของบริษัทตนในยุโรปสำหรับการทำประชาสัมพันธ์และการตลาด (marketing) สินค้าของตน ก็อาจเข้าตลาดสินค้าอาหารไทยแบบ ready meal ได้ยาก ดังนั้น ผู้ประกอบการไทยอาจต้องมองหาผู้นำเข้ายุโรปที่ทำธุรกิจกันมานานและไว้ใจได้ เพื่อหาลู่ทางสร้างพันธมิตรในลักษณะ ‘co-branding’ เพื่อนำสินค้าของตนสู่ตลาดยุโรปไปก่อนและเพื่อเป็นบันไดในการสร้างสินค้าแบรนด์ไทยสู่ตลาดยุโรปในอนาคตต่อไป

ตลาดยุโรปเป็นตลาดใหญ่ และเป็นตลาดร่วมที่มีกฎระเบียบและอัตราภาษีศุลกากรเดียวกัน (common market and common custom union) หากแต่ความต้องการของผู้บริโภคยุโรปนั้นแตกต่างและหลากหลายมากในแต่ละประเทศ ผู้ส่งออกไทยหลายรายยังไม่มีโอกาสได้ทำการศึกษาตลาดเพื่อให้รู้จักตลาดยุโรปให้ถ่องแท้เพียงพอ เพื่อสร้างสรรค์ผลิตสินค้าและผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ให้ถูกใจและเป็นทางเลือกใหม่ๆ แก่ผู้บริโภคชาวยุโรป การวิจัยตลาดและการพัฒนา R&D จึงเป็นหัวใจสำคัญสำหรับในการพัฒนาศักยภาพธุรกิจอาหารทะเลไทย เพื่อตอบรับความต้องการที่หลากหลายของผู้บริโภคยุโรป นอกจากนั้น การพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์ (Packaging) ให้น่าดึงดูดก็เป็นกุญแจสำคัญอีกดอกหนึ่งที่ภาคธุรกิจไทยต้องพัฒนาให้แซงหน้าคู่แข่ง เพื่อที่จะพัฒนาศักยภาพของธุรกิจอาหารทะเลให้ได้เต็มศักยภาพ สามารถแข่งขันกับคู่แข่งนานาชาติ และหาช่องทางเข้าตลาดยุโรปได้อย่างยั่งยืน

นักธุรกิจสามารถติดต่อหน่วยงานภาครัฐ/เอกชนที่ส่งเสริมศักยภาพธุรกิจอาหารทะเลไทยสู่ตลาดยุโรปและตลาดโลก

ในประเทศไทย

กรมส่งเสริมการส่งออก กระทรวงพาณิยชน์
กรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
สมาคมแช่เยือกแข็งไทย
German Development Cooperation (GTZ) ในประเทศไทย

ทีมประเทศไทยประจำบรัสเซลส์

สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำสหภาพยุโรป

เป็นสำนักงานตัวแทนจากกระทรวงเกษตรฯ ซึ่งมีความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับมาตรฐานและความปลอดภัยของสินคัาเกษตรและอาหาร โดยติดตามความเคลื่อนไหวของสหภาพยุโรปในประเด็นสำคัญต่าง ๆ ด้านการเกษตรและสินค้าเกษตรและอาหาร รวมทั้งติดตามกฎระเบียบใหม่ ๆ สำหรับสินค้าเกษตรและอาหารที่อาจส่งผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าของไทยอย่างใกล้ชิด

ติดต่อ : Office of Agricutural Affairs, Royal Thai Embassy
184 Avenue Franklin Roosevelt, 1050 Brussels. Belgium
โทรศัพท์ : 322 6606069
โทรสาร : 322 6726437
Email: agrithai@skynet.be

สำนักงานพาณิชย์ ณ กรุงบรัสเซลส์ประจำสหภาพยุโรป

เป็นศูนย์กลางของสำนักงานพาณิชย์ในภูมิภาคยุโรป หรือ regional hub เสนอข่าวสารด้านเศรษฐกิจและการค้าระหว่างไทย – สหภาพ ยุโรป มีรายงานข่าว ข้อมูลกฎระเบียบ และการดำเนินการค้ากับสหภาพยุโรป

ติดต่อ: สำนักงานพาณิชย์ ณ กรุงบรัสเซลส์ประจำสหภาพยุโรป
188 Avenue Franklin Roosevelt
Brussels, 1050
Belgium
(+322) 6747310
(+322) 6734425
E-Mail : thaibe@coditel.net
www.thaibe.net

สถานเอกอัครราชทูต ณ กรงุบรัสเซลส์/คณะผู้แทนไทยประจำประชาคมยุโรป (ฝ่ายเศรษฐกิจ)

เป็นหน่วยงานที่ติดตามพัฒนาการนโยบายด้านเศรษฐกิจและการค้าของสหภาพยุโรป ประสานงานและเป็นแหล่งรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับ การค้าและการลงทุน และจัดทำระบบเตือนภัยล่วงหน้าเกี่ยวกับกฎระเบียบและมาตรการทางการค้าต่าง ๆ ของสหภาพยุโรปที่อาจส่งผล กระทบต่อสินค้าส่งออกไทย และความสัมพันธ์ทางการค้าไทย-สหภาพยุโรป โดยรวม

ติดต่อ: สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงบรัสเซลส์/คณะผู้แทนไทยประจำประชาคมยุโรป
2 Square du Val de la Cambre
Brussels, 1050
Belgium
(+322) 6290010
E-Mail : eu_economic@thaiembassy.be
www.thaiembassy.be และ หน้าเศรษฐกิจในwww.thaieurope.net

THAIEUROPE.NET ลิงค์ธุรกิจ มุ่งส่งเสริมให้นักธุรกิจไทยทั้งผู้ส่งออกและนักลงทุนรู้จักตลาดยุโรปมากขึ้น และได้ใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่จากข้อมูลของหน่วยราชการไทยและองค์กรยุโรปทุกแห่ง และโดย เฉพาะอย่างยิ่ง แหล่งข้อมูลและเครื่องมือออนไลน์ต่าง ๆ โดยจะเป็นจุดเชื่อมโยงระหว่างท่านนักธุรกิจกับหน่วยงานและผู้เชี่ยวชาญที่สามารถอำนวยความสะดวกทาง ธุรกิจแก่ท่าน เพื่อหาลู่ทางดำเนินธุรกิจการค้ากับยุโรปอย่างมีวิสัยทัศน์และมั่นใจ

หมายเหตุ: ขอขอบคุณนักธุรกิจผู้ส่งออกไทยและผู้นำเข้ายุโรปที่มาร่วมงาน European Seafood Exposition 2007 ณ กรงุบรัสเซลส์ ระหว่างวันที่ 24-26 เม.ย. 2550 สำหรับข้อมูลและความคิดเห็น ที่ได้นำเสนอในบทความฉบับนี้

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ คุณอาจารี ถาวรมาศ
ทีมงานไทยยุโรป.เน็ต
info@thaieurope.net