เมื่อวันที่ 25 – 26 เมษายน ที่ผ่านมา ศูนย์ยุโรปศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับสถานเอกอัครราชทูตไทยในยุโรป คณะผู้แทนไทยประจำประชาคมยุโรป และกระทรวงการต่างประเทศ ได้จัดสัมมนาชื่อ “Research and Innovation Strategies of the EU : Lessons for Thailand and Emerging Economies” โดยเชิญผู้ทรงคุณวุฒิจากประเทศสหภาพยุโรปมาบรรยายเกี่ยวกับประสบการณ์ด้านการส่งเสริมนวัตกรรมในประเทศต่างๆ ในยุโรป เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับผู้เชี่ยวชาญของไทยจากภาคราชการ ภาคเอกชน และวงการวิชาการของไทย ซึ่งเป็นเรื่องที่ไทยสามารถนำประสบการณ์นี้มาปรับใช้พัฒนาในประเทศไทยต่อไป

บรรดาวิทยาการจากสหภาพยุโรป คือ เยอรมนี เดนมาร์ก สวีเดน ฟินแลนด์ และอังกฤษ ซึ่งล้วนเป็นตัวแทนของประเทศที่มีความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจในระดับ top 10 ของโลก ได้ให้มุมมองและประสบการณ์ที่น่าสนใจ ดังนี้

ยุทธศาสตร์ด้านนวัตกรรมของสหภาพยุโรปมีอะไรโดดเด่น ?
นาย Sascha Ruhland ผู้เชี่ยวชาญจาก Fraunhofer Institute for Systems and Innovation Research เมือง Karlsruhe เยอรมนี กล่าวว่า นวัตกรรม ถือเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันตามยุทธศาสตร์พัฒนาเศรษฐกิจของสหภาพยุโรป โดยมีความพยายามที่จะประสานนโยบายระหว่างประเทศสมาชิก และมีการกำหนดยุทธศาสตร์ร่วมในระดับสหภาพยุโรป และได้ตั้งเป้าหมายสำคัญที่จะเพิ่มอัตราส่วนของการลงทุนใน R&D ให้ได้ถึง 3% ของ GDP ภายในปี 2553 ที่สำคัญ คือ มีการจัดสรรงบประมาณในระดับสหภาพยุโรปที่เรียกว่า Framework Programe for Research (ขณะนี้ อยู่ใน Programme ที่ 7) เพื่อทำการวิจัยในด้านต่างๆ เช่น Life Sciences Sustainable Development รวมทั่งสาขาใหม่มาแรงเช่น Information Technology เป็นต้น

นาย Chris North จาก Office of Science and Innovation ของ Department of Trade and Industry ของรัฐบาลสหราชอาณาจักร กล่าวถึงกรณีประเทศของตนว่า มีเป้าหมายที่จะให้เป็นประเทศที่ดึงดูดวิทยาการและนวัตกรรมจากทั่วทุกมุมโลก เพื่อที่จะสามารถแข่งขันและเป็นผู้นำด้านการพัฒนาเทคโนโลยีของโลก โดยต้องการให้เพิ่มอัตราการลงทุนด้านการค้นคว้าและพัฒนาจากร้อยละ 1.9 ของ GDP เป็นร้อยละ 2.5 ของ GDP ภายในปี 2557 และรัฐบาลมีหน้าที่ลงทุนในด้านการวิจัยและการพัฒนาคุณภาพการศึกษาและการฝึกอบรม แต่ไม่ควรที่จะเข้าไปแทรกแซงการตัดสินใจของภาคธุรกิจหรือออกกฎระเบียบมากมายที่อาจขัดขวางนวัตกรรมได้ ดังนั้น บทบาทสำคัญของภาครัฐในสหราชอาณาจักร คือ การสนับสนุนให้ภาคธุรกิจกับภาควิชาการและมหาวิทยาลัยต่างๆ ร่วมมือกันให้มากที่สุด โดยภาครัฐร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับภาคเอกชนในการกำหนดยุทธศาสตร์ผ่านกลไก Technology Strategy Board ซึ่งอยู่ภายใต้กระทรวงพาณิชย์แลอุตสาหกรรม

หัวใจสำคัญ คือ การร่วมมือสามฝ่าย : ภาครัฐ – ภาคเอกชน – ภาควิชาการ
นาย Timo Kekkonen รองผู้อำนวยการใหญ่ด้านนวัตกรรมของ Confederation of Finnish Industries แห่งฟินแลนด์ ชี้ให้เห็นว่า แม้ฟินแลนด์จะถูกจัดอันดับให้เป็นประเทศที่มีความสามารถในการแข่งขันสูงที่สุดของโลกประเทศหนึ่ง แต่ก็มิใช่ว่า การส่งเสริมนวัตกรรมจะเป็นเรื่องง่าย เพราะชาวฟินแลนด์ก็ยังมีปัญหาในเรื่องความพร้อมที่จะเป็นผู้ประกอบการ (entrepreneurship) สร้างผลิตภัณฑ์หรือบริการใหม่ๆ ออกสู่ตลาด ซึ่งเห็นได้จากตัวเลขสถิติของฟินแลนด์ว่า ในแต่ละปี มีบริษัทจดทะเบียนใหม่ๆ ราว 20,000 บริษัท แต่จะมีเพียง 40 – 50 บริษัทเท่ามีศักยภาพด้านนวัตกรรม แต่การส่งเสริมนวัตกรรมของฟินแลนด์ทำกันอย่างจริงจัง โดยมีองค์กรชื่อ TEKES (Finnish Funding Agency for Technology and Innovation – www.tekes.fi) ทำหน้าที่เป็น ‘one stop service’ ช่วยจับคู่กันระหว่างผู้ประกอบการกับกับสถาบันวิจัยและมหาวิทยาลัยต่างๆ เพื่อร่วมงานด้านค้นคว้าและพัฒนา พร้อมทั้งสนับสนุนด้านการเงิน ทั้งในรูปเงินกู้ (loan) และเงินให้เปล่า (grant) เพื่อนำไปพัฒนาสินค้าและผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ สู่ตลาด นับว่าเป็นการช่วยแบ่งเบาภาระความเสี่ยงให้กับผู้ประกอบการใหม่ๆ ได้อย่างดี

นาง Lena Gustafsson รองผู้อำนวยการใหญ่ของสถาบัน VINNOVA ซึ่งเป็นหน่วยงานภาครัฐด้านส่งเสริมนวัตกรรมของสวีเดน ได้กล่าวถึงกรณีสวีเดน ซึ่งหน่วยงานภาครัฐกำหนดทิศทางสำหรับการค้นคว้าและพัฒนา แต่ผู้ที่เป็นฝ่ายขับเคลื่อนให้มีการค้นคว้าและพัฒนาจะเป็นภาคธุรกิจซึ่งร่วมมือกับมหาวิทยาลัยในสวีเดนอย่างใกล้ชิด อย่างไรก็ตาม งานค้นคว้าและพัฒนาในสวีเดนยังคงกระจุกตัวอยู่เพียงไม่กี่บริษัท ร้อยละ 70% ของงานค้นคว้าและพัฒนาจะดำเนินโดยเพียง 20 บริษัทชั้นนำของสวีเดนเท่านั้น แต่สิ่งที่ทำให้สวีเดนตั้งเป้าหมายที่ชัดเจนว่า การค้นคว้าและพัฒนาต้องนำไปสู่คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น (“Research for a Better Life”) และมีความเป็นเอกภาพและความร่วมมืออย่างใกล้ชิดของทุกฝ่าย กล่าวคือ มีการประสานงานอย่างใกล้ชิดระหว่างภาครัฐ – ภาคธุรกิจ – ภาคเอกชน หรือที่เรียกว่า “triple helix” หรือ “ความเกี่ยวพันกันระหว่างสามฝ่าย” ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับความสำเร็จในด้านการพัฒนานวัตกรรม

ภาครัฐกับภาคเอกชนร่วมมือกันอย่างไรในยุโรป

ความสำคัญของความร่วมมือระหว่างภาครัฐกับภาคธุรกิจ เห็นได้ชัดในกรณีของเยอรมนี ซึ่งมี SMEs (เรียกกันว่า mittelstand) เป็นเสมือน “กระดูกสันหลัง” ของเศรษฐกิจเยอรมัน นาย Ruhland ได้อธิบายว่า ภาครัฐมีบทบาทสำคัญในการวางพื้นฐานด้านค้นคว้าและพัฒนาสำหรับภาคธุรกิจในสองด้าน ด้านแรก คือ การส่งเสริมความรู้และการศึกษา โดยเฉพาะการปรับปรุงคุณภาพการศึกษาให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน รวมไปถึงการให้การศึกษาแก่นายจ้างหรือผู้ประกอบการต่างๆ เกี่ยวกับวิธีการดำเนินธุรกิจด้วย ส่วนด้านที่สองได้แก่ การช่วยเหลือด้านหาทรัพยากรจำเป็นสำหรับการตั้งธุรกิจ เพราะระบบการเงินการธนาคารในเยอรมนีค่อนข้างมีกฎระเบียบควบคุมมาก จึงมีตลาดทุนสำหรับจัดตั้งบริษัท (venture capital) ไม่คล่องตัวเท่ากับในสหรัฐฯ ภาครัฐของเยอรมนีจึงสนับสนุนในรูปแบบของการให้เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำสำหรับธุรกิจตั้งใหม่ การให้ความช่วยเหลือด้านการศึกษาและการค้นคว้าพัฒนา และการสนับสนุน SMEs ด้วย

แล้วบทบาทของภาครัฐในฐานะ “ผู้กุมบังเหียน” นั้น เป็นอย่างไร ? ผศ. Joergen Lindgaard Pedersen จาก Technical University of Denmark ได้อธิบายว่า การกำหนดสาขาเร่งด่วน (research priorities) ในเดนมาร์ก ได้วิวัฒนาการไปตามสภาพแวดทางเทคโนโลยี และสภาพแวดล้อมทางการเมือง ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือ เดนมาร์กได้สร้างความเชี่ยวชาญในด้านเทคโนโลยีพลังงานลม ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นอุตสาหกรรมสำคัญของเดนมาร์ก เนื่องจาก เดนมาร์กมีลมเหลือเฟือจากการมีชายทะเลระหว่างทะเลบอลติกกับทะเลเหนือ แต่ในขณะเดียวกันชาวเดนมาร์กให้ความสนใจพิเศษในเรื่องการหาพลังงานทดแทนและการรักษาสิ่งแวดล้อม ส่งผลให้รัฐบาลเดนมาร์กในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา ให้ความสำคัญกับการสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีด้านพลังงานลม จนกระทั่งเดนมาร์กมีความเชี่ยวชาญด้านนี้ ดังนั้น ผศ. Pedersen จึงมีข้อแนะนำว่า ก่อนอื่น ประเทศไทยควรพิจารณาว่ามีทรัพยากรในด้านใด และควรพิจารณาว่าควรจะเน้นความสำคัญเร่งด่วนที่เป็นประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ เช่น อาจเป็นเรื่องสาธารณสุขพื้นฐาน หรือ การพัฒนาคุณภาพของข้าว เป็นต้น และเมื่อมีความเห็นพ้องกันทั้งประเทศแล้ว ก็จะทำให้การพัฒนาเทคโนโลยีหรือวิทยาการ เป็นไปอย่างต่อเนื่องและได้รับการสนับสนุนในวางกว้าง ซึ่งจะทำให้การสร้างความเชี่ยวชาญสัมฤทธิผลในที่สุด

ส่งเสริมนวัตกรรมอย่างไร ถึงจะยั่งยืน

ย้อนกลับมากรณีฟินแลนด์ นาย Timo Kekkonen เน้นว่า การส่งเสริมนวัตกรรม ต้องเป็นเรื่องที่ทำอย่างต่อเนื่องระยะยาว และภาคธุรกิจต้องมีส่วนร่วมอย่างใกล้ชิด เช่น ในฟินแลนด์ ร้อยละ 70 ของเงินค้นคว้าและพัฒนา มาจากภาคธุรกิจ (โดยบริษัท Nokia เป็นผู้ลงทุนด้านค้นคว้าและพัฒนารายใหญ่ที่สุดของฟินแลนด์ ประมาณร้อยละ 40 ของเงินทั้งหมด) ในขณะที่ภาครัฐต้องได้รับการสนุนจากฝ่ายการเมืองที่จะผลักดันให้เรื่องนวัตกรรมอยู่ในความสนใจอย่างต่อเนื่อง ที่สำคัญสร้างกลไกการร่วมมือและประสานงานอย่างใกล้ชิดระหว่างภาควิชาการ ภาคธุรกิจ และภาคราชการ เพื่อให้มีความชัดเจนและต่อยอดผลงานกันอย่างต่อเนื่อง

บทบาทของมหาวิทยาลัยถือว่าเป็น “กุญแจ” สำคัญต่อการส่งเสริมนวัตกรรมและการสร้างองค์ความรู้ใหม่ๆ ดังที่นาย Chris North อธิบายจากประสบการณ์ในสหราชอาณาจักร เพราะในปัจจุบัน เศรษฐกิจของสหราชอาณาจักร มิได้พึ่งพาอุตสาหกรรม (manufacturing) อีกต่อไปแล้ว แต่สาขาสำคัญที่สุดคือด้านบริการ (services) ซึ่งจะสามารถพัฒนาและมีความแข่งขันกับในระดับโลกได้ ต้องมีการสร้างความรู้ใหม่และนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะต้องอาศัยจินตนาการ (creativity) ความสามารถด้านดีไซน์ ร่วมทั้งการพัฒนาองค์ความรู้ (knowledge) ให้เป็นผู้นำของโลกให้ได้ มหาวิทยาลัยจึงมีบทบาทสำคัญในการฝึกฝนและสร้างบุคคลากรที่มีความสามารถออกสู่ตลาดแรงงาน รวมทั้งเป็นแหล่งพัฒนาความรู้และนวัตกรรมสำคัญ โดยจะต้องร่วมมือกับภาคธุรกิจอย่างใกล้ชิด

ความร่วมมือระหว่างไทยกับสหภาพยุโรปต่อไปในอนาคต

นาย Erik Habers วิทยาการจากคณะกรรมาธิการยุโรป ให้ข้อมูลว่า กองทุนสนับสนุนการวิจัยของสหภาพ
ยุโรป หรือที่เรียกว่า Framework Programme 7 มีงบประมาณกว่า 5.5 หมื่นล้านยูโร (ประมาณ 22.7 ล้านล้านบาท) ซึ่งเปิดโอกาสให้หน่วยงานที่ทำการค้นคว้าและพัฒนาในยุโรป ร่วมกับหุ้นส่วนจากไทยเสนอโครงการเพื่อขอทุนค้นคว้าและพัฒนาภายใต้ Specific International Research Actions ได้ ส่วนนักค้นคว้าและพัฒนาของไทยก็สามารถที่จะขอรับทุน Marie Curie Actions เพื่อทำงานวิจัยและสั่งสมประสบการณ์ในสหภาพยุโรปได้ด้วย (ผู้สนใจเสนอโครงการภายใต้ FP7 ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://cordis.europa.eu/fp7)

ดร.รมณียา ติงศภัทิย์ ผู้แทนของสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ กล่าวว่า ไทยลงทุนในด้านการค้นคว้าและพัฒนาเพียงร้อยละ 0.25 ของ GDP และถูกจัดอันดับความสามารถด้านนวัตกรรมเป็นลำดับที่ 43 ของโลก ดังนั้น ประเทศไทยจึงสามารถที่จะส่งเสริมนวัตกรรมได้อีกมาก สำนักงานนวัตกรรมฯ จึงกำลังเร่งพัฒนาขีดความสามารถด้านนวัตกรรมของไทย ทั้งในด้านขีดความสามารถขององค์กรต่างๆ ความตื่นตัวต่อนวัตกรรมของทุกฝ่าย และการพัฒนาวิธีการบริหารจัดการเกี่ยวกับนวัตกรรม และมีความสนใจที่จะร่วมมือกับสหภาพยุโรปเพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และร่วมมือทำการค้นคว้าและพัฒนาภายใต้ Framework Programme 7 ของสหภาพยุโรปด้วย

สรุป

นานาทัศนะและประสบการณ์ของผู้ทรงคุณวุฒิจากสหภาพยุโรปข้างต้น ชี้ให้เห็นว่า ประเทศต่างๆ ใน
สหภาพยุโรปต่างให้ความสำคัญอย่างจริงจังต่องานค้นคว้าและพัฒนา และการส่งเสริมนวัตกรรม เพื่อที่จะให้ภาคธุรกิจของตน ไม่เพียงแต่ ”แข่งขันได้” เท่านั้น แต่ต้องการให้เป็นผู้นำของโลกเลยทีเดียว เห็นได้ว่า การประสานงานอย่างใกล้ชิดสามฝ่าย คือ ภาครัฐ (กำหนดด้านทิศทางและวางพื้นฐานด้านการศึกษา) – ภาคเอกชน (ผู้ลงทุนและนำวิทยาการไปพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์และบริการใหม่) – ภาควิชาการ (ผู้ทำการค้นคว้าและพัฒนา) ถือเป็นหัวใจสำคัญของความสำเร็จด้านนวัตกรรมเลยทีเดียว เพราะฉะนั้น หากเราคนไทยไม่เริ่มตื่นตัวกันในเรื่องการส่งเสริมนวัตกรรมในภาคธุรกิจกันแล้ว เราคงถูกประเทศอื่นๆ แซงหน้าอีกในไม่ช้า

ดูรายละเอียด presentation ได้ที่เว็บไซต์ศูนย์ยุโรปศึกษา http://ces.in.th และติดตามข่าวนวัตกรรมใน
สหภาพยุโรปได้ที่ http://www.thaieurope.net

ต้องการทราบข้อมูลเพิ่มเติม ติดต่อ
คุณปิยภักดิ์ ศรีเจริญ: piyapak.s@mfa.go.th