สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงบรัสเซลส์ขอนำเสนอสรุปประเด็นสำคัญของเอกสาร General Policy Note on Asia ของ กต. เบลเยียม

1. พื้นฐานของนโยบายใหม่ต่อเอเชีย

เบลเยียมได้เล็งเห็นว่าศตวรรษที่ 21 จะเป็นของเอเชีย แม้ว่าจะเกิดปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจเมื่อปี ค.ศ.1997 และการระบาดของ SARS เมื่อปี ค.ศ. 2003 แต่เอเชียก็ยังฝ่าฝันวิกฤตมาได้และมีการพัฒนาที่ดีขึ้นตามลำดับ กอปรกับจำนวนประชากรที่หนาแน่นและการพัฒนาเศรษฐกิจที่ดีในจีน อินเดีย รวมถึงในมาเลเซียและไทยทำให้ประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดี นอกเหนือจากบทบาททางการเมืองที่มีมากขึ้นในเวทีระหว่างประเทศของ จีน ญี่ปุ่น และอินเดียด้วย ดังนั้น เบลเยียมจึงไม่สามารถละเลยที่จะให้ความสำคัญต่อเอเชียได้ ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ การค้า แต่ยังรวมถึงการกระชับการติดต่อกับเอเชียในด้านวัฒนธรรม การเมืองและสังคมด้วย

 

2. กรอบการดำเนินนโยบายใหม่ต่อเอเชีย

2.1 ความแตกต่างในด้านภูมิศาสตร์และจำนวนประชากรถึง 3.6 พันล้าน หรือร้อยละ 60 ของจำนวนประชากรทั้งโลก ซึ่งมีความแตกต่างในศาสนา เชื้อชาติ ความคิด ระบอบการปกครอง ระดับการพัฒนา ทำให้ต้องสร้างความเข้าใจอย่างถ่องแท้ในสถานการณ์พิเศษนี้

2.2 ความสำคัญของเอเชียในเศรษฐกิจโลกและการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งมีจีนเป็นแรงขับเคลื่อน ท่าทีของปท. เอเชียในการเจรจาการค้ารอบโดฮา ซึ่งมีท่าทีที่แตกต่างกัน และการใช้ FTAs เป็นทางออกในเอเชียทำให้ต้องมีการติดตามความเคลื่อนไหวในกรอบกระบวนการที่จะนำไปสู่การค้าเสรี

2.3 พลวัตรทางเศรษฐกิจที่กระตุ้นการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของทวีปเอเชีย คือ 1) การเจริญเติบโตอันรวดเร็วของการค้า โดยมีจีนและอินเดียเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ 2) ผู้บริโภคเอเชียซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญของการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ 3) ความร่วมมือและการรวมตัวในระดับภูมิภาค เช่น อาเซียน

2.4 ความต้องการพลังงานที่เพิ่มขึ้นในภูมิภาคและความจำเป็นที่จะต้องพึ่งพาพลังงานทดแทน

2.5 บทบาททางการเมืองระหว่างประเทศและความร่วมมือด้านการเมืองในภูมิภาคที่มีมากขึ้นในช่วงหลัง ๆ นี้ ไม่ว่าจะเป็นในกรอบ ARF หรือ EU-ASEAN หรือ ASEM

2.6 การเกิดปัญหาความมั่นคงและการก่อการร้ายในเอเชีย (ข้อพิพาทระหว่างจีน/ญี่ปุ่น ญี่ปุ่น/รัสเซีย ปัญหาไต้หวัน ปัญหาในคาบสมุทรเกาหลี ปัญหาความตึงเครียดที่เกิดขึ้นกับชาวมุสลิมในภาคใต้ของไทย ขบวนการแยกตัวออกเป็นอิสระของรัฐ Aceh ในอินโดนีเซีย ปัญหาโจรก่อการร้ายในฟิลิปปินส์ ปัญหาพม่า สถานการณ์การเมืองของเนปาล ความพยายามในการแยกรัฐ Tamil Eelam ออกเป็นอิสระจากศรีลังกาโดยขบวนการเสือทมิฬ ความตึงเครียดในกรณีแคว้นแคชเมียร์ ความไม่มีเสถียรภาพทางการเมืองในอัฟกานิสถาน) ปัญหาความมั่นคงในเอเชียจึงเป็นประเด็นหลักของการเจรจาในการประชุม ARF ASEAN+3 หรือองค์การความร่วมมือแห่งเซี่ยงไฮ้ (Shanghai Cooperation Organization) โดยเบลเยียมเห็นว่า ARF มีบทบาทสำคัญในการแก้ปัญหาความมั่นคงในภูมิภาค และมี EU เป็นสมาชิกหลัก แม้ว่าบทบาทของ EU ในการแก้ปัญหาความมั่นคงในเอเชียจะยังน้อยก็ตาม อย่างไรก็ดี การเกิดปัญหาการก่อการร้ายที่มีมากขึ้นในระยะหลังทำให้ทวีความร่วมมือระหว่างกันยิ่งขึ้น รวมถึงปัญหาความมั่นคงทางทะเล

2.7 เบลเยียมเห็นว่าประเทศในเอเชียมีระบอบการปกครองและสถานการณ์การเมืองที่แตกต่างกัน ซึ่งรวมถึงการเคารพสิทธิมนุษยชนซึ่งก็แตกต่างกันมาก การกล่าวถึง Asian Values ก็ลดน้อยถอยลงและก่อให้เกิดระบบอุปถัมภ์ ปัญหาการทุจริตตามมา ทั้งนี้ รัฐบาลหลาย ปท. ยังอ่อนไหวต่อการวิพากษ์วิจารณ์จากภายนอกในเรื่องการเคารพสิทธิมนุษยชนในเอเชีย

2.8 ระดับการพัฒนาที่ไม่เท่าเทียมกันในภูมิภาค ซึ่งส่งผลให้เกิดปัญหาการอพยพจากชนบทเข้าสู่เมืองและการละทิ้งอาชีพเกษตรกรรม ปัญหาการโยกย้ายถิ่นฐาน ซึ่งก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำในสังคม ปัญหาการขาดโอกาสศึกษา ปัญหาสาธารณสุข และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

2.9 ปัญหาการโยกย้ายประชากรและการหลบหนีเข้าเมืองยังสหรัฐฯ หรือยุโรปมีมากขึ้น แต่ในอีกด้านหนึ่งยังมีชาวเอเชียจำนวนไม่น้อยเดินทางไปศึกษาต่อหรือค้นคว้าวิจัยในต่างประเทศ จากจำนวนนักศึกษาที่เรียนอยู่ต่างประเทศทั่วโลก 46% เป็นนักศึกษาชาวเอเชีย ซึ่งนิยมเลือกไปสหรัฐอเมริกาเป็นอันดับหนึ่ง (46%) รองลงมาเป็นออสเตรเลีย (16%) สหราชอาณาจักร (10%) และเยอรมนี (9%) จึงน่าที่จะดึงนักศึกษามาศึกษาต่อได้ ในขณะเดียวกัน เบลเยียมยังให้ความสำคัญต่อปัญหาการโยกย้ายประชากรในเอเชียซึ่งน่าจะหาความร่วมมือในเวทีระหว่างประเทศได้

2.10 เบลเยียมตระหนักถึงบทบาทของออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ในเอเชียและเห็นว่าไม่สามารถที่จะมองข้ามไปได้

3. การพัฒนาความสัมพันธ์ต่อเอเชียในกรอบยุโรป/สหภาพยุโรป

3.1 ที่ผ่านมา คสพ. ระหว่างสหภาพยุโรปและเอเชียเน้น ด้านเศรษฐกิจ (การค้าและการลงทุน) ผ่านกรอบ EU-ASEAN ในขณะที่พัฒนาการของ คสพ. ด้านการเมืองยังถูกกีดขวางจาก 1) การถกเถียงระหว่างค่านิยมแบบเอเชีย (Asian Values) หรือหลักสากลของสหภาพยุโรป (Universality) และ 2) ความแตกต่างภายในภูมิภาค

3.2 กรอบความสัมพันธ์ในระดับภูมิภาคระหว่างสหภาพยุโรป-เอเชียในกรอบกว้างเกิดขึ้นครั้งแรกในกรอบการประชุม ASEM เมื่อปี 1996 จากข้อเสนอของเอเชีย เพื่อเป็นการถ่วงดุลอำนาจของสหรัฐอเมริกาในภูมิภาค เบลเยียมมอง ASEM เป็นกรอบความร่วมมือระดับภูมิภาคแบบไม่เป็นทางการและไม่มีข้อผูกมัด ภายใต้สามเสาหลัก ได้แก่ เศรษฐกิจ/การเมืองและความมั่นคง/วัฒนธรรมและสังคม อย่างไรก็ดี ASEM มิได้รวมประเทศในเอเชียใต้เข้าไปด้วย

3.3 EU ให้ความสำคัญต่อการดำเนิน คสพ. กับเอเชียมากขึ้น โดยคณะกรรมาธิการยุโรปได้ออกยุทธศาสตร์ต่อเอเชียหลายฉบับ ซึ่งเน้นว่าความสัมพันธ์เอเชีย-ยุโรปนั้นยังไม่ได้รับการพัฒนาเต็มศักยภาพในทางปฏิบัติ

3.4 ในขณะที่ EU มีความสำคัญมากขึ้นในเวทีระหว่างประเทศ เบลเยียมเห็นว่าภาพลักษณ์ของสหภาพยุโรปในเอเชียยังตกต่ำอยู่มาก (very poor) นอกจากเอเชียจะมองว่าสหภาพยุโรปเป็นองค์กรที่มีอำนาจร่วมกันในด้านการค้าในลักษณะ ‘trading bloc’ แล้วยังมองสหภาพยุโรปว่าเป็นผู้ส่งเสริมสิทธิมนุษยชนและเป็นภูมิภาคที่ประสบสำเร็จในด้านบูรณาการและการรวมตัว อย่างไรก็ดี ประชาชนทั่วไปในเอเชียยังคงมองว่าสหภาพยุโรปเป็นองค์กรที่ยังไม่มีความชัดเจน และผู้กำหนดนโยบายหลายปท.ในเอเชียยังคงต้องการพันธมิตรที่มีพลวัตรและน่าเชื่อถือ

4. มุ่งสู่การดำเนินโยบายเอเชียแผนใหม่

4.1 ภูมิหลัง

ในกรอบทวิภาคี เบลเยียมยังคงให้ความสำคัญกับญี่ปุ่นและไทยที่เบลเยียมมีความสัมพันธ์แน่นแฟ้นเป็นพิเศษอันเนื่องมาจากสัมพันธไมตรีระหว่างราชวงศ์กับประเทศทั้งสอง การสร้าง คสพ. กับจีน ซึ่งมีมากขึ้นในระดับสูงในระยะหลัง การติดต่อกับเกาหลีใต้ก็ดำเนินอย่างมุ่งมั่นยิ่งขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ และเบลเยียมไม่ได้ละเลยที่จะให้ความช่วยเหลือกับเวียดนามในการพัฒนาและฟื้นฟูประเทศ นอกจากนี้ ยังมีโครงการความร่วมมือทางเทคนิคกับมาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ บังคลาเทศ และล่าสุดกับลาว และกัมพูชา ส่วนในกรอบพหุภาคี เบลเยียมได้ดำเนิน คสพ. ผ่าน UN และ EU ซึ่งทำให้เบลเยียมได้ใกล้ชิดกับประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มากขึ้น นอกจากนี้ การประชุม ASEM เป็นเวทีความร่วมมือที่เบลเยี่ยมเข้าไปมีบทบาทร่วมเจรจาได้ระหว่างยุโรป อาเซียน จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ นอกจากนี้ เบลเยียมยังได้มีบทบาทในกรอบ NATO ในการส่งทหารเข้าร่วมใน International Security Assistance Force in Afghanistan (ISAF) รวมทั้งการดำเนิน คสพ. กับเอเชียอย่างมีเหตุผลร่วมกับ EU ในการหารือเรื่องประเด็นสิทธิมนุษยชนในกรอบพหุภาคีที่เกี่ยวข้อง 4.2 องค์ประกอบของนโยบายแผนใหม่ต่อเอเชีย ประกอบด้วย

4.2.1 การมีนโยบายที่บูรณาการในเชิงปฏิบัติ และมียุทธศาสตร์ที่มีเป้าหมายมากยิ่งขึ้น

4.2.2 การดำเนินนโยบายที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานความรู้ความเข้าใจในสถานการณ์ของแต่ละประเทศภายใต้กรอบผลประโยชน์ของเบลเยียมและสหภาพยุโรป และเบลเยียมต้องปรับเปลี่ยนนโยบายให้เข้ากับลักษณะเฉพาะของประเทศนั้นๆ โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ที่จะได้รับด้วย

4.2.3 การกำหนดนโยบายการต่างประเทศกับเอเชียยังต้องคำนึงถึงปัจจัยด้านเศรษฐกิจและการค้าเป็นสำคัญ ปัจจัยด้านความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในเอเชียทำให้มีการลงทุนด้านสาธารณูปโภคที่สำคัญ อาทิ การก่อสร้างระบบโทรคมนาคมขนส่ง การสื่อสารและการลงทุนในภาคพลังงาน ประกอบกับปัจจัยด้านประชากรที่อัตราการขยายตัวของจำนวนประชาชนในระดับฐานะปานกลางมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น อันจะช่วยกระตุ้นการบริโภคสินค้าให้เพิ่มขึ้นด้วย จึงมีแนวโน้มว่า ในอนาคตอันใกล้นี้ บรรษัทข้ามชาติเอเชียจำนวนไม่น้อยจะร่วมลงทุนในต่างประเทศ และเพื่อเป็นการดึงดูดความสนใจของนักลงทุนจากเอเชียเหล่านี้ เบลเยียมควรแสดงบทบาทในฐานะประเทศเจ้าบ้านและประตูสู่ตลาดยุโรป

4.2.4 การแสดงจุดเด่นของเบลเยียม อาทิ การส่งเสริมภาพลักษณ์ (Branding) การสร้างชื่อเสียงให้เบลเยียมเป็นที่ประจักษ์ในเอเชีย โดยการให้ความสำคัญกับมุมมองทางวัฒนธรรม การเข้าถึงประชาชน (People to people)

4.2.5 เบลเยียมควรให้ความสำคัญที่จะดึงดูดนักศึกษาเอเชียให้เข้ามาศึกษาในเบลเยียมให้มากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการศึกษาในระดับปริญญาโท โดยรัฐบาลกลางเบลเยียมจะพยายามส่งเสริมการปกครองชุมชน (Communities) ที่ดูแลการศึกษาให้มุ่งดึงดูดจำนวนนักศึกษาจากเอเชีย และการเพิ่มการแลกเปลี่ยนนักศึกษาเบลเยียมในเอเชียและยุโรปให้มากขึ้น

4.2.6 เพิ่มความสำคัญของความร่วมมือด้านการเมืองทั้งในระดับทวิภาคีและพหุภาคี

4.2.7 เพิ่มบทบาทของเบลเยียมในด้านการแก้ไขปัญหาความมั่นคงในภูมิภาคเอเชีย นอกเหนือจากที่ได้เคยมีบทบาทในการกวาดทุ่นระเบิดในลาวและกัมพูชา บทบาทใน ISAF หรือใน ACEH (กับ EU)

4.2.8 คงความสำคัญของการเคารพสิทธิมนุษยชน ซึ่งเบลเยียมให้ความสำคัญในการหารือกับเอเชีย ไม่ว่าจะผ่านองค์กรระหว่างประเทศต่างๆ หรือในกรอบของสหภาพยุโรป

4.2.9 ให้ความสำคัญกับความร่วมมือเพื่อการพัฒนา ซึ่งเวียดนามเป็นประเทศเดียวที่เบลเยียมให้ความร่วมมืออยู่ และจะพัฒนาความร่วมมือในกรอบ Mekong River Commission รวมทั้งจะพิจารณาให้ความสำคัญต่อความร่วมมือในกรอบไตรภาคี กับญี่ปุ่น จีน สิงคโปร์ในแอฟริกากลาง

4.2.10 เบลเยียมมองว่าจำเป็นที่จะต้องหาจุดประนีประนอมสำหรับความท้าทายในประเด็นการอพยพย้ายถิ่นฐานในเอเชีย กล่าวคือ ประเทศในเอเชียหลายประเทศเป็นแหล่งที่มาของผู้อพยพและบางประเทศถูกใช้เป็นศูนย์กลาง แต่ในขณะเดียวกัน ประเทศในเอเชียอีกหลายประเทศเป็นแหล่งที่มาของแรงงานที่มีคุณภาพ ทำให้ต้องมีการหารือในประเด็นการเคลื่อนย้ายแรงงาน ความตกลงด้านสวัสดิการสังคม และการแลกเปลี่ยนนักวิจัย และหากเบลเยียมต้องการดึงดูดนักศึกษาจากเอเชียและต้องการประสานความสัมพันธ์ในระดับประชาชนต่อประชาชน นโยบายด้านการตรวจลงตราจะต้องได้รับการพิจารณาควบคู่กันไปด้วย

4.3 มาตรการในการดำเนินนโยบายแผนใหม่ต่อเอเชีย

4.3.1 เน้นการดำเนินนโยบายต่อเอเชียแบบที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งหมายถึง การติดต่อประสานงานกับประเทศในภูมิภาคเอเชียให้บ่อยครั้ง มีเป้าหมายชัดเจน และยั่งยืนขึ้น ดังนั้น กระทรวงการต่างประเทศเบลเยียมจึงวางแผนที่จะส่งคณะไปเยือนประเทศในเอเชียต่อไป

4.3.2 เนื่องจากเอเชียเป็นภูมิภาคที่ใหญ่ จึงจำเป็นที่จะต้องจัดลำดับความสำคัญของประเทศพันธมิตร และกำหนดการดำเนินความสัมพันธ์ที่เป็นพิเศษกับบางประเทศ กล่าวคือ นอกจากเบลเยียมจะเน้นการให้ความสำคัญแก่ประเทศพันธมิตรที่มีความสำคัญในเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic partnership) สองประเทศเดิม คือ จีนและญี่ปุ่น เบลเยียมจะมุ่งกระชับความสัมพันธ์กับประเทศพันธมิตรที่พิเศษ (Specific partnership) อีกสองประเทศ ได้แก่ อินเดีย ซึ่งเป็นยักษ์ใหญ่อันดับสองในภูมิภาคที่เบลเยียมยังไม่ได้ให้ความสำคัญมากเพียงพอในระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา และไทย ซึ่งเป็นประเทศที่เบลเยียมมีความสัมพันธ์อันดีมายาวนาน และมีโอกาสขยายความสัมพันธ์ได้ยิ่งดีขึ้นไปอีกในหลายด้าน

4.3.3 สำหรับประเทศพันธมิตรพิเศษนี้ ได้มีการเตรียมแผนปฏิบัติการร่วม (Joint Action Plan) ซึ่งกำหนดกรอบความร่วมมือทางด้านเศรษฐกิจ การเมือง และความร่วมมือในระดับประชาชนต่อประชาชน (People-to-People) และหากมีความจำเป็นอาจมีการประสานความร่วมมือในด้านอื่นๆ ด้วย อาทิ ด้านตำรวจ ตุลาการ และการอพยพย้ายถิ่น ซึ่งประเทศไทยเป็นประเทศแรกที่เริ่มการดำเนินการความร่วมมือในลักษณะดังกล่าว (แผนปฏิบัติการร่วมระหว่างไทย-เบลเยียมอยู่ระหว่างการเจรจา) และอินเดียอาจเป็นประเทศต่อไป โดยเบลเยียมหวังว่าจะได้ความตกลงในลักษณะเดียวกันกับประเทศอื่นๆ ในเอเชียต่อไป

4.3.4 การเจรจาระหว่างเบลเยียมและประเทศในภูมภาคเอเชียเพื่อวางแผนปฏิบัติการร่วมดังกล่าวนั้นเน้นการปรับใช้หลักการ ‘Round Tables Asia’ ซึ่งหมายถึงการใช้ประโยชน์สูงสุดจากการแยกการเจรจาเป็นรายประเทศ (ตามลำดับความสำคัญของประเทศพันธมิตรดังกล่าวข้างต้น) หรืออาจมีการแบ่งย่อยเป็นรายหัวข้อ หรือรายสาขาในลักษณะ working groups ก็ได้

4.3.5 เบลเยียมเน้นการกระชับความสัมพันธ์ผ่านความตกลงเพื่อความร่วมมือ (Co-Operation Agreement) กับประเทศในเอเชีย ไม่เฉพาะเพียงด้านเศรษฐกิจ (อาทิ สนธิสัญญาด้านความมั่นคงด้านสังคม ด้านการลงทุน หรือด้านการยกเว้นการเก็บภาษีซ้อน) แต่ยังเน้นความร่วมมือด้านอื่นๆ ด้วย อาทิ ตำรวจ ตุลาการ และการอพยพย้ายถิ่น

4.3.6 นอกจากนี้ เบลเยียมเน้นการมีส่วนร่วมและการแสดงบทบาทในการแสดงความคิดเห็นร่วมกันของยุโรปและในนโยบายของสหภาพยุโรปต่อเอเชีย โดยเบลเยียมจะประสานงานอย่างใกล้ชิดกับเมืองหลวงต่างๆ ของประเทศสมาชิกอื่นๆ ในยุโรปเกี่ยวกับการดำเนินนโยบายของยุโรปต่อเอเชียและสถานการณ์ในเอเชีย

4.3.7 ด้วยเหตุนี้ จึงมีความจำเป็นที่จะต้องจัดตั้งหน่วยงานที่ดูแลภูมิภาคเอเชียอย่างจริงจังมากขึ้น และการตั้งสนง.ใน ตปท.มากขึ้น อาทิ การตั้งสถานกงสุลในมณฑลกวางตุ้ง เป็นต้น

สถานเอกัครราชทูต ณ กรุงบรัสเซลส์
เมษายน 2550