แม้การประชุมสุดยอดผู้นำสหภาพยุโรปที่กรุงบรัสเซลส์เมื่อวันที่ 21-22 มิถุนายน 2550 จะจบลงแล้ว และทุกฝ่ายสามารถประนีประนอมเกี่ยวกับประเด็นขัดแย้งสำคัญ คือ ระบบการออกเสียงในคณะมนตรียุโรปได้ แต่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องต่างตระหนักดีว่ากว่าที่ทุกอย่างจะเดินทางมาถึงจุดนี้ต้องใช้ความพยายามและอดทนมากมายเพียงใดในการเจรจาเพื่อประนีประนอมโดยเฉพาะกับโปแลนด์
เหตุใดโปแลนด์จึงต้องเรียกร้องและตั้งตนเป็นปรปักษ์กับกระบวนการดังกล่าว สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงวอร์ซอขอสรุปสาระสำคัญ ดังนี้

1. ภูมิหลัง

1.1 โปแลนด์ใช้ความพยายามอย่างต่อเนื่องในการผลักดันข้อเสนอปรับเปลี่ยนระบบการออกเสียงของคณะมนตรียุโรปที่จะระบุในร่างธรรมนูญยุโรปฉบับใหม่ให้เอื้อประโยชน์ต่อโปแลนด์มากที่สุด โดยเริ่มแรกต้องการปรับให้เป็นไปตามรูปแบบที่ระบุในสนธิสัญญานีซ ซึ่งจะส่งผลให้โปแลนด์มีสัดส่วนของคะแนนเสียงใกล้เคียงกับ 4 ประเทศใหญ่ของสหภาพยุโรป อันได้แก่ เยอรมนี ฝรั่งเศส สหราชอาณาจักร และอิตาลี (โปแลนด์ : 27 เสียง / Big-4 : 29 เสียง)

ต่อมา โปแลนด์ได้เสนอให้เปลี่ยนระบบการออกเสียงเป็นแบบ square root system หรือการคำนวณเสียงของแต่ละประเทศจากการคำนวณรากกำลังสองของจำนวนประชากรของประเทศนั้นๆ ซึ่งโปแลนด์มองว่าจะทำให้ประเทศของตนได้เปรียบมากกว่าแบบ double majority voting และแม้ว่าจะไม่มีประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปใดสนับสนุน โปแลนด์ยังคงยืนกรานที่จะผลักดันแนวคิดดังกล่าว โดยระบุว่าหากไม่มีการปรับเปลี่ยนระบบการออกเสียง โปแลนด์ก็จะใช้สิทธิ veto การเจรจาร่างธรรมนูญยุโรปในการประชุมสุดยอดผู้นำสหภาพยุโรปที่กรุงบรัสเซลส์ ระหว่างวันที่ 21-22 มิ.ย.50

1.2 ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปโดยเฉพาะเยอรมนีซึ่งเป็นประธานสหภาพยุโรปปัจจุบันได้ใช้ความพยายาม อย่างเต็มที่ในการโน้มน้าวให้โปแลนด์เปลี่ยนท่าทีดังกล่าว นาย Hans Gert Pottering ประธานสภายุโรปได้ร้องขอให้โปแลนด์เลิกล้มการข่มขู่ว่าจะ veto การเจรจาร่างธรรมนูญยุโรปฉบับใหม่ โดยระบุว่าการกระทำดังกล่าวเท่ากับเป็นการสร้างวิกฤติให้กับอนาคตของยุโรป และ Solidarity ที่โปแลนด์ชอบกล่าวอ้างต้องมีทั้งให้และรับไม่ใช่จะค้านไปทุกสิ่ง

นอกจากนั้น ก่อนหน้าการประชุมสุดยอดผู้นำฯ ที่กรุงบรัสเซลส์เพียงไม่กี่วัน ผู้นำประเทศยุโรปที่สำคัญหลายประเทศต่างเดินทางเยือนและเข้าพบหารือกับผู้นำโปแลนด์เพื่อโน้มน้าวให้โปแลนด์ประนีประนอมในประเด็นดังกล่าว ที่สำคัญสรุปได้ ดังนี้

1.2.1 ปธน.Nicolas Sarkozy แห่งฝรั่งเศส (วันที่ 14 มิ.ย.50) ไม่ประสบความสำเร็จ แม้จะยกตัวอย่างกรณีฝรั่งเศสที่ลงประชามติไม่รับร่างธรรมนูญยุโรปแต่ยังประนีประนอมสนับสนุนร่างฉบับปัจจุบันเพื่อให้สหภาพยุโรปเดินหน้าต่อไปได้ พร้อมทั้งเตือนโปแลนด์ว่าการดื้อดึงต่อไปอาจทำให้ถูกโดดเดี่ยวและถูกแบ่งแยกได้ แต่ปธน.Kaczynski ยังคงยืนกรานที่จะเดินหน้าผลักดันเพื่อผลประโยชน์ของประเทศตนต่อไป

1.2.2 นรม.Jose Luis Rodriguez Zapatero แห่งสเปน (วันที่ 15 มิ.ย.50) ไม่ประสบความสำเร็จ โดยปธน.Kaczynski ระบุว่าโปแลนด์กับสเปนมีความเห็นที่ต่างกันเกี่ยวกับประเด็นร่างธรรมนูญยุโรป ในขณะที่ นรม.Zapatero เห็นว่า แม้ร่างธรรมนูญฯ อาจไม่สมบูรณ์แต่ก็สามารถรับได้ในหลักการแล้วค่อยนำมาปรับแก้ในรายละเอียด แต่โปแลนด์เห็นว่าธรรมนูญยุโรปเป็นกฎหมายที่มีความสำคัญสูงสุดครอบคลุมการกำหนดหน้าที่ของประเทศสมาชิกทิศทางการพัฒนาและแนวทางการทำงานของยุโรป ดังนั้นระบบการออกเสียงของคณะมนตรียุโรปจึงเป็นสิ่งที่ต้องทำให้ถูกต้องตามกฎหมายโดยสมบูรณ์

1.2.3 นรม.Angela Merkel แห่งเยอรมนี (วันที่ 16 มิ.ย.50) ไม่ประสบความสำเร็จ โดยปธน.Kaczynski ยังคงยืนกรานที่จะเดินหน้าผลักดันข้อเสนอของตน และระบุว่าได้แจ้งนรม.Merkel ด้วยแล้วว่าข้อเสนอ square root system ถือเป็นการประนีประนอมแล้ว (จากเดิมที่โปแลนด์ต้องการให้เป็นตามแบบสนธิสัญญานีซ) และย้ำว่าโปแลนด์ไม่เห็นเหตุผลว่าเหตุใดประเทศของตนจะต้องเป็นตัวหลักในการสนับสนุน (main contributor) ร่างธรรมนูญฉบับใหม่

2. สถานะล่าสุด

แม้ในช่วงแรกของการประชุมสุดยอดผู้นำฯ ที่กรุงบรัสเซลส์ คณะผู้แทนโปแลนด์จะพยายามใช้ tactic ในการเจรจาและนรม.Jaroslaw Kaczynski ซึ่งมิได้เข้าร่วมประชุมแต่ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนที่กรุงวอร์ซอขู่ว่าโปแลนด์จะใช้สิทธิ veto และกล่าวโทษการกระทำของ Nazi ที่สังหารชาวโปแลนด์จำนวนมากในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ว่าเป็นสาเหตุทำให้จำนวนประชากรโปแลนด์ในปัจจุบันมีเพียง 38 ล้านคนแทนที่จะเป็น 66 ล้านคน (ซึ่งเป็นวิธีคิดที่สร้างความงุนงงและประหลาดใจแก่ผู้นำประเทศอื่นๆ เป็นอย่างมากว่านำมาผูกโยงกันได้อย่างไร) แต่ท้ายที่สุด โปแลนด์ก็ยอมประนีประนอมภายหลัง นรม. Merkel แห่งเยอรมนีตอบโต้ว่าการตัดสินใจใดๆ เกี่ยวกับธรรมนูญยุโรปสามารถทำได้ผ่านการประชุมระหว่างรัฐสมาชิกเพียง 26 ประเทศ และการมีผลบังคับใช้ระบบ double majority voting จะยืดเวลาออกไปเป็นปี 2560 หรืออีก 10 ปีข้างหน้า

อนึ่ง ที่ประชุมลงความเห็นว่า (1) ให้สนธิสัญญานีซมีผลบังคับใช้จนถึงวันที่ 1 พ.ย.2557 (2) ระบบ double majority system เริ่มประกาศใช้ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย.2557 และมีผลบังคับใช้โดยสมบูรณ์ตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.2560 (โดยมีระยะเวลาเปลี่ยนผ่านที่ยังคงใช้ระบบตามสนธิสัญญานีซระหว่างวันที่ 1 พ.ย.2557 – 31 มี.ค.2560)

3. ข้อสังเกตและข้อสนเทศเพิ่มเติม

3.1 ก่อนหน้าการประชุมสุดยอดผู้นำ EU ที่กรุงบรัสเซลส์ ปธน.Kaczynski ได้ให้สัมภาษณ์นิตยสาร Times ระบุว่าโปแลนด์พร้อมที่จะเห็นความล้มเหลวของการประชุมดังกล่าวดีกว่าที่จะรับร่างธรรมนูญยุโรปฉบับใหม่ที่จะลดอำนาจการออกเสียงของโปแลนด์ และไม่เห็นด้วยกับข้อโต้แย้งของเยอรมันที่ระบุว่าการยืนกรานคัดค้านของโปแลนด์เป็นการทำลายโอกาสการขยายสมาชิกภาพยุโรปโดยเฉพาะกับประเทศยูเครน

ในขณะที่ นาง Anna Fotyga รมว.กต.โปแลนด์กล่าวต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรฯ เมื่อวันที่ 14 มิ.ย.50 ว่าโปแลนด์จะไม่ยอมรับระบบ double majority system และจะต้องหาทางออกที่จะไม่ทำให้อำนาจการออกเสียงของโปแลนด์ในคณะมนตรียุโรปมีน้ำหนักน้อยลงกว่ารูปแบบของสนธิสัญญานีซ ทั้งยังกล่าวต่อที่ประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศสหภาพยุโรปที่ประเทศลักเซมเบิร์ก เมื่อวันที่ 17 มิ.ย.50 ในแนวทางเดียวกันว่า โปแลนด์จะไม่ยอมเปลี่ยนท่าทีแต่ก็พร้อมและต้องการที่จะ มีการหารือระหว่างกัน พร้อมทั้งระบุด้วยว่าถึงแม้การประชุมสุดยอดผู้นำฯ ที่กรุงบรัสเซลส์จะไม่สามารถบรรลุข้อตกลงเกี่ยวกับร่างธรรมนูญยุโรปฉบับใหม่ได้ก็ไม่ถือว่าเป็นความล้มเหลวหรือโศกนาฏกรรมเพราะสนธิสัญญานีซก็ยังมีผลบังคับใช้อยู่ แม้การปฏิรูปสหภาพยุโรปจะเป็นสิ่งจำเป็นแต่ก็ควรดำเนินการอย่างค่อยเป็นค่อยไป

3.2 ภายหลังเสร็จสิ้นการประชุม สื่อมวลชนโปแลนด์ต่างรายงานข่าวระบุว่าผลการประชุมสุดยอดผู้นำฯ ที่กรุงบรัสเซลส์เป็นชัยชนะของโปแลนด์ ปธน.Kaczynski ได้ให้สัมภาษณ์ว่าคณะผู้แทนโปแลนด์ตัดสินใจถอนข้อเสนอ square root system เพราะเห็นว่ามีเพียงสาธารณรัฐเช็กเพียงประเทศเดียวที่สนับสนุนข้อเสนอดังกล่าว แต่เมื่อเทียบกับการรับระบบ double majority system ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในอีก 10 ปีข้างหน้า ตนก็เห็นว่ากว่าจะถึงเวลานั้นระบบการออกเสียงตามสนธิสัญญานีซ (ซึ่งทำให้โปแลนด์ได้รับประโยชน์มากกว่าระบบ square root system) จะเอื้อประโยชน์ต่อโปแลนด์โดยสมบูรณ์แล้ว และสิ่งนี้ถือเป็นความสำเร็จที่สำคัญ

3.3 การต่อสู้ของโปแลนด์ต่อประเด็นดังกล่าวได้สร้างความอิดหนาระอาใจและเพิ่มความเบื่อหน่ายที่ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปอื่นๆ มีต่อโปแลนด์มากยิ่งขึ้นอย่างเห็นได้ชัด นักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญหลายฝ่ายต่างย้ำเตือนโปแลนด์ว่าไม่มีประเทศใดที่ประสบความสำเร็จทั้งหมด และชัยชนะที่โปแลนด์กล่าวอ้างว่าเป็นของตนนั้นเป็นเพียงชัยชนะที่ผิวเผิน เนื่องจากผลประโยชน์ที่โปแลนด์จะได้รับจากระบบการออกเสียงแบบใหม่เทียบไม่ได้เลยกับการที่โปแลนด์จะต้องถูกโดดเดี่ยวมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ใกล้การเจรจาในประเด็นสำคัญเช่นเรื่องงบประมาณสหภาพยุโรป